โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เคล็ดลับไม่มีหลอกของ ‘Casper Schools’ โรงเรียนที่สอนให้เป๊ะทุกงานดีไซน์ตั้งแต่นับ 1

Capital

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.12 น. • Insight

โรงเรียนสอนดีไซน์นี้มีชื่อจำง่ายแค่ 4 พยางค์คือ ‘Casper Schools’

แม้ชื่อแคสเปอร์จะหมายถึงคาแร็กเตอร์ผีน้อยน่ารักแห่งโลกฮอลลีวูด แต่อีกนัยหนึ่งชื่อแคสเปอร์ยังหมายถึง ‘ผี’ ที่ทำงานและคอยซัพพอร์ตให้แบรนด์ต่างๆ เติบโตในโลกธุรกิจ

Casper Schools ก่อตั้งโดย ทู–วรินรำไพ วาสินานนท์, ตี้–วรินลดา วาสินานนท์ และกฤษฏ์–กฤษฏ์ การสมดี ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมดีไซน์เอเจนซีอย่าง Casper House ที่ตัดสินใจเปิดอีก business unit เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่กำลังก้าวสู่เส้นทางธุรกิจหรือคนที่สนใจในงานดีไซน์ ด้วยหลักสูตรที่นำไปใช้งานได้จริง และปรับมายด์เซตผู้เรียนให้เห็นว่างานสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด

งานออกแบบที่ดีเป็นยังไง, อยากดีไซน์เป็นต้องเริ่มจากตรงไหน, สร้างคอนเทนต์ยังไงให้สื่อสารตรงเป้าถึงผู้รับ, เลือกฟอนต์ยังไงให้เข้ากับแบรนดิ้ง ฯลฯ โจทย์ไหนที่ว่ายากเหมือนเห็นผี Casper Schools นำมาย่อยให้เข้าใจง่ายผ่านคอร์สหลักสูตรการสอน

มากกว่านั้นคือการปรับมายด์เซตเสียใหม่ ว่างานครีเอทีฟและดีไซน์ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องเข้าใจถึง ‘จุดประสงค์’ ที่ลงมือทำ

เคล็ด (ไม่) ลับที่ทำให้คนทำธุรกิจเข้าใจเรื่องงานครีเอทีฟและดีไซน์ฉบับการเรียนการสอนของแคสเปอร์สคูลส์เป็นแบบไหน เราชวนทูและตี้ 2 ใน 3 ผู้ก่อตั้งมาแถลงไขให้กระจ่างผ่านบทสนทนานี้

การันตีว่าว่าไม่มีหลอกให้ขวัญกระเจิงแน่นอน…

คนเอเจนซีที่อยากให้คนทำธุรกิจเข้าใจเรื่องงานครีเอทีฟดีไซน์

“เราอยากให้ผู้ประกอบการธุรกิจหรือคนทำงานเข้าใจเรื่องงานดีไซน์มากขึ้น”

ทูเริ่มต้นบทสนทนาโดยมีตี้นั่งอยู่ข้างๆ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองภายในออฟฟิศของ Casper House ที่ตั้งอยู่ ณ ย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งของออฟฟิศถูกแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับเป็นสตูดิโอที่หยุ่นทั้งการทำงานและการเป็นห้องเรียน

Casper เริ่มต้นจากการเป็นดีไซน์เอเจนซีที่ให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ (Branding), การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ (Corporate Identity), การออกแบบคอนเทนต์เพื่อเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ (Content Marketing), การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ไปจนถึงการถ่ายภาพและวิดีโอ (Photography and Videography)

ถึงกระนั้นสิ่งที่ทูและอีก 2 ผู้ก่อตั้งตกผลึกทางความคิดร่วมกันหลังทำงานในชายคา Casper House มาตลอด 7 ปี คือลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME ยังขาดความเข้าใจพื้นฐานเรื่อง ‘ดีไซน์’ ที่ไม่ใช่แค่ความรู้ความเข้าใจในการใช้โปรแกรม แต่หมายถึงความเข้าใจในงานดีไซน์ที่หยิบยกไปใช้ในงานธุรกิจได้

“มายด์เซตของผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักแยกเรื่องของ business กับ design ออกจากกัน คือเรื่องธุรกิจก็เรื่องธุรกิจ เรื่องของดีไซน์ความสวยงามก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ค่อยลงลึกเรื่องความสำคัญของการดีไซน์ วิชาที่เราเรียนกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมส่วนใหญ่เป็นเรื่องของศิลปะ นั่นทำให้คนไทยเชื่อมโยงเรื่องของศิลปะกับการดีไซน์เข้าด้วยกัน ทั้งที่จริงในต่างประเทศเขามองเรื่องของการออกแบบเป็นหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาในโลกธุรกิจ ซึ่งมีทั้งเหตุและผลรองรับเป็นระบบ

“เราค้นพบว่าลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาส่วนใหญ่เผชิญกับปัญหาที่ว่า เราในฐานะที่เป็นดีไซน์เอเจนซีจึงมีหน้าที่ตีโจทย์และใช้เรื่องการออกแบบแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า เช่น ถ้ารู้สึกว่าตัวตนของแบรนด์ไม่ชัดเจนว่าแบรนด์เราเป็นใคร ก็ต้องกลับไปทำ brand strategy ใหม่, ถ้ารู้สึกว่าดีไซน์ของแบรนด์ไม่ชัดหรือไม่ตรงกับตัวตนแบรนด์ ก็อาจจะต้องทำ brand identity ให้ตอบโจทย์ความเป็นแบรนด์มากขึ้น หรือถ้าตัวตนชัดและอยากสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ อยากให้เกิด brand lover ก็อาจจะต้องทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพให้สม่ำเสมอ”

“เราเชื่อว่าเรื่องของดีไซน์ ธุรกิจ และกลยุทธ์ไม่สามารถแยกออกจากกันได้มันควรจะต้องไปด้วยกัน ดังนั้นเราอยากให้ลูกค้าและใครหลายๆ คนเข้าใจคอนเซปต์ตรงนี้ด้วย ไม่ใช่พาร์ตดีไซน์ไปอีกทาง พาร์ตธุรกิจไปอีกทาง” ทูกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ตี้กล่าวเสริมอีกว่าไม่ใช่แค่ฝั่งคนทำธุรกิจเท่านั้นที่ควรปรับความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดีไซน์และธุรกิจ ฝั่งนักศึกษาหรือคนที่จบหลักสูตรดีไซน์เองก็ยังต้องปรับมายด์เซตตรงจุดนี้เช่นกัน

“อย่างน้องๆ นักศึกษาที่เรียนจบด้านดีไซน์ ตอนเรียนเขาอาจจะเจอโจทย์จากอาจารย์แค่เรื่องการนำเสนอคอนเซปต์ ไอเดียสดใหม่ไหม เป็นไอเดียออริจินอลที่ไม่ซ้ำกับใคร แต่พอมาทำงานจริงสมมติต้องทำโพสต์โซเชียลฯ ที่มีบรีฟชัดเจนสักชิ้น ปรากฏว่าไอเดียที่น้องนำมาเสนอมันไม่ตอบโจทย์กับความเป็นธุรกิจ คือเป็นไอเดียที่ดีนะ แต่ดูแล้วไม่สามารถเข้าใจได้ทันที คืองานออกแบบที่ดีควรทำให้คนเห็นเข้าใจโดยที่ไม่ต้องอธิบาย หมายความว่างานนั้นให้น้ำหนักความเป็นอาร์ตมากไป หรือเป็นงานที่ดีไซน์ซับซ้อนจนไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ต้นเหตุอาจจะมาจากการถูกปลูกฝังตลอดระยะเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ว่าการออกแบบตามโจทย์ ที่ตรงตัวหรือเข้าใจง่ายเกินไปมันจะดูธรรมดา แต่ในชีวิตจริงสิ่งสำคัญที่คนดีไซน์ควรคำนึงถึงคือเรื่อง ‘user experience’ (ประสบการณ์ใช้งาน) เรียบง่ายก็จริงแต่สามารถสื่อสารออกไปได้ตรงจุด ปรับวิธีการทำงานให้เข้ากับโจทย์ แล้วอนาคตถ้ามีโปรเจกต์ส่วนตัวจะใส่ความเป็นตัวเองเต็มที่ก็ยังได้”

ออกแบบหลักสูตรที่คำนึงถึง ‘การใช้งานจริง’ มากกว่า ‘รู้ไว้ใช่ว่า’

จากความตั้งใจนั้นเอง Casper House จึงขยายบ้านอีกหลังที่ชื่อว่า Casper Schools โรงเรียนสอนหลักสูตรงานครีเอทีฟดีไซน์

หลักสูตรของ Casper Schools ณ เวลานี้แบ่งออกเป็น 2 พาร์ต นั่นคือ Practical พาร์ตที่สอนวิธีคิดและวิธีการทำงานออกแบบซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที และ Program Design พาร์ตที่สอนการปฏิบัติใช้โปรแกรมดีไซน์ประเภทต่างๆ อย่างถึงพริกถึงขิง

อย่างไรก็ดี ทูและตี้นิยามการเรียนการสอนของ Casper Schools ว่าเป็นการพาผู้เรียน ‘ค้นหา’ ว่าแท้จริงเป้าหมายในการเรียนของตนเองคืออะไร เพื่อให้การเรียนนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดและนำไปต่อยอดใช้งานได้จริง

“เรา 2 คนน่าจะคิดแบบเดียวกันคือ practicality ทั้งในมุมที่เป็นฝั่งเอเจนซีและในมุมที่เป็นฝั่ง school เพราะเราอยากสอนอะไรที่ใช้ได้จริง ทั้งในมุมที่เป็นฝั่งเอเจนซีและในมุมที่เป็นฝั่ง school เพราะเราอยากสอนอะไรที่ใช้ได้จริง และฟีดแบ็กส่วนใหญ่ของผู้เรียนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันใช้ได้เลย

“โดยรวมเราจึงให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นลำดับแรก คือคุณเรียนรู้เครื่องมือของโปรแกรมอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายเรื่องของโปรแกรมมันเป็นแค่ปลายทาง เพราะสิ่งสำคัญจริงๆ คือเรื่องของวิธีคิดและวิธีการทำงาน

“อย่างการทำงานเรามองว่าไม่ควรให้เครื่องมือเป็นตัวกำหนด บางคนอาจจะใช้โปรแกรมนี้ไม่เป็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นนักออกแบบที่เก่งไม่ได้ หรือบางคนอาจจะใช้โปรแกรมเป็นแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเป็นนักออกแบบ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามสื่อสารผ่านในคลาสและการทำคอนเทนต์ในเพจของเรา” ทูกล่าวให้เราฟัง

หากเปิดเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ casperschools.co จะพบว่ามีคลาสการเรียนการสอนที่น่าสนใจให้เลือกไม่น้อย เช่น Idea Visualization with Mood Board: เปลี่ยนไอเดียให้เป็นภาพจริงด้วยการทำมู้ดบอร์ด, A Comprehensive Color Theory: Unlocking The Power of Color ไขรหัสทฤษฎีสีเพื่อการใช้สีอย่างมีหลักการ, Designing Social Media Artwork: ออกแบบอาร์ตเวิร์กโซเชียลมีเดียให้สวยงาม และตอบโจทย์ ฯลฯ

หัวข้อของแต่ละคอร์สที่กล่าวมามีความจำเพาะเจาะจงถึงวัตถุประสงค์การใช้งาน มากกว่าการใช้ชื่อโปรแกรมเป็นหัวข้อ ซึ่งทูอธิบายว่าการออกแบบการเรียนการสอนในลักษณะนี้ทำให้ผู้เรียนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าตนเองเหมาะสมกับคลาสไหน

“สมมติคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องเรียนอะไร เราจะมีแอดมินช่วยแนะนำว่ามีหลักสูตรอะไรบ้างที่เหมาะสม หรือถ้าเป็นมือใหม่อยากเรียนรู้เรื่องดีไซน์ก็มีจะคอร์สปูพื้นฐานตั้งแต่การปรับมายด์เซต หรือถ้าทำธุรกิจก็อาจจะข้ามเรื่องมายด์เซตแล้วไปเรียนรู้หลักสูตรที่นำไปใช้งานได้จริง เช่น คอร์สที่เกี่ยวกับการทำมู้ดบอร์ดหรือคอร์สที่เกี่ยวกับ designing social media ซึ่งเราย่อยออกมาให้เข้าใจง่ายที่สุด

“อย่างคอร์สที่เป็นซิกเนเจอร์ของเราคือ ‘คอร์สสอนการทำแบรนดิ้ง’ ซึ่งจะสอนตั้งแต่พาร์ตธุรกิจจนนำไปสู่พาร์ตการออกแบบ เช่น การทำ CI brand กับอีกคอร์สคือ ‘Idea Visualization With Moodboard’ แต่ละคอร์สที่ว่าเราใช้เวลาในการคิดกันนาน คิดกันเยอะมาก บางคอร์สเราอยากเล่าทั้งหมดแต่ต้องตัดทิ้งเพราะกลัวนักเรียนจะโฟกัสได้ไม่หมดก็มี”

ตี้เสริมว่าการสอนภาคปฏิบัติของ Casper Schools ที่เธอดูแล ไม่ใช่การจับมือนักเรียนให้ทำตามทีละขั้นตอน แต่ระหว่างทางยังมีการสอดแทรกให้ฟังตลอดทางว่าโปรแกรมที่กำลังเรียนรู้อยู่นำไปต่อยอดสร้างสรรค์อะไรได้บ้าง ซึ่งสิ่งนี้เป็นการอุด pain point ที่เธอเคยเจอในอดีต

“เราเคยสมัครเรียนโปรแกรมดีไซน์กับแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ สิ่งที่เราเจอคือเขาให้เราเปิดโปรแกรมแล้วกดเครื่องมือตามเขาไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์คือเราไม่รู้จะเอาเครื่องมือนี้ไปใช้อะไรต่อในชีวิตจริง พอตกผลึกเราถึงรู้ว่าการสอนโดยเริ่มจากปลายทางมันดีกว่า เช่น เราอยากจะดีไซน์กล่องกล่องหนึ่งมันมีวิธีไหนได้บ้าง มากกว่ารู้แค่ว่าโปรแกรมนี้ทำอะไรได้บ้าง ไม่งั้นนักเรียนจะไม่รู้ว่าควรหยิบสิ่งที่รู้มาใช้ตอนไหน หรือนักเรียนที่เข้าใจได้ช้ากว่าก็อาจจะตามไม่ทันเลย

“กับการสอนของเราซึ่งเป็นการสอนเรื่องแนวคิดการออกแบบที่ไม่ใช่โปรแกรม จะเน้นการวิเคราะห์งานชิ้นนั้นๆ มากกว่าชวนกันนั่งจำทฤษฎี ข้อดีคือทำให้นักเรียนเห็นแนวคิดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของการดีไซน์งานชิ้นนั้น ซึ่งตัวอย่างที่เรายกไม่ใช่ผลงานที่เราเคยทำมา แต่เป็นงานรางวัลระดับโลกที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัล เพื่อเปิดมุมมองให้คนที่กำลังจะเข้าสู่สายงานนี้ได้เห็นว่าปลายทางของงานออกแบบที่ดีเป็นแบบไหน และทำให้เขาเข้าใจสายงานที่กำลังเดินอยู่มากขึ้น”

Casper School ที่ต้องเติม S

อย่างที่เกริ่นนำไปว่าชื่อ Casper House และ Casper Schools นั้นมีที่มาจากชื่อตัวการ์ตูนผีน้อยผู้น่ารักอย่างแคสเปอร์ แต่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคำหลังของชื่อ Casper Schools มีการเติม ‘s’ ต่อท้าย ทั้งที่ความจริงไม่จำเป็นต้องเติมก็ได้

ทั้งสองเฉลยว่า สาเหตุที่มีการเติม s ลงไปนั้น เพราะในอนาคตพวกเขาอยากเป็นมากกว่า School of Design ซึ่งอาจแตกแขนงไปสู่ business unit ใหม่ภายใต้ร่มความเป็น Casper เช่น School of Business

นอกจากการแตกแขนงแบรนด์หรือเรื่องหลักสูตร อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่ Casper ออกแบบ ‘สถานที่’ ให้ยืดหยุ่นต่อการใช้งาน สามารถขยับการเรียนการสอนไปได้ทั่วทุกมุมห้อง ดังนั้นเราจึงเห็นวิธีดีไซน์สถานที่ของพวกเขาในแบบ ‘สไตล์มินิมอล’ ให้ความรู้สึกน้อยแต่มาก

“เราคุยกันว่าอยากออกแบบสถานที่ให้ยืดหยุ่นมากที่สุด” ตี้เล่าถึงดีไซน์ของห้องเรียนภายใน Casper Schools

“จะเห็นว่าทุกมุมสามารถทำเป็นห้องการเรียนการสอนได้ทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าการทำงานของฝั่งเอเจนซีจะกระทบ สมมติเราอยากใช้ตรงนี้สอนเราก็ย้ายพนักงานไปอีกห้อง หรืออยากใช้ตรงนี้เป็นสตูเราก็แค่เซต Limbo (Paper Background) ขึ้นมาเพื่อเป็นแบ็กกราวด์ถ่ายงาน

“และด้วยความที่ห้องมันเป็นสีขาวทั้งหมดทำให้เราลงมือทำอะไรก็ได้ สมมติเราอินเรื่องนี้มากๆ แล้วอยากลงมือทำก็ทำได้เลย เราก็แค่เซตพื้นที่นิดหน่อย และถ้าวันหนึ่งเราไม่อยากทำต่อก็แค่ปรับพื้นที่กลับเหมือนเดิม อีกแง่คือสีขาวมันให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง พร้อมสำหรับการเรียน การทำงาน”

ด้วยดีไซน์นี้บรรจบกับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความสบายใจตลอดระยะเวลา 4-8 ชั่วโมงในคลาส แม้คลาสนั้นจะมีนักเรียนมากถึง 10-20 คนก็ตาม

เพื่อนที่เข้าใจคนรักงานครีเอทีฟดีไซน์

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้คนรู้จัก Casper Schools เป็นที่รู้จัก คือการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นๆ และไลฟ์ให้ความรู้เกี่ยวกับแง่คิดเรื่องครีเอทีฟดีไซน์ที่ทูและตี้ทำร่วมกันเป็นประจำ ผลพลอยได้จากการทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ คือการส่งต่อความรู้ความเข้าใจแก่คนที่กำลังตกหล่มเรื่องงานครีเอทีฟดีไซน์ บ้างก็ได้แรงบันดาลใจในสร้างสรรค์ผลงาน บ้างก็ได้ไอเดียไปต่อยอดจากไอเดียที่มีอยู่

https://www.tiktok.com/@casper.schools/video/7562157740777409800?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7546071436146935304

“จริงๆ การที่เราทำคอนเทนต์ลงบนโซเชียลฯ เป็นเหมือนการแนะนำแบรนด์ให้คนนอกเห็น ว่าถ้าเขาเข้ามาเรียนจะเจอกับบรรยากาศประมาณไหน ซึ่งสิ่งที่เราพยายามนำเสนอคือเราไม่ได้เป็นกูรูที่จะมาบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เราจะมาแบ่งปันเนื้อหาที่มีประโยชน์ และไม่ถูกตัดสินว่าคุณมีความรู้เรื่องพื้นฐานดีไซน์เท่านี้คุณต้องไปเรียนคลาสนี้สิ หรือคุณไม่ได้เป็นดีไซเนอร์คุณจะมาเรียนคลาสนี้ทำไม โดยรวมคือแค่คุณอยากมีทักษะครีเอทีฟดีไซน์คุณก็มาเรียนได้ ที่ผ่านมาถึงมีผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจมาลงเรียนกับเราเยอะมาก บางคนกลับไปเลือกที่จะซื้อคลาสให้พนักงานมาลงเรียนเพิ่มก็มี

“ส่วนเนื้อหาคอนเทนต์ที่เราเลือกจะเน้นไปที่คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ ทำให้คนที่เข้ามาดูเหมือนมาเจอเพื่อน หรือรู้สึกว่าเราเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ ซึ่งฟีดแบ็กที่ได้กลับมาส่วนใหญ่บอกกับเราว่า คอนเทนต์ของเราทำให้เขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ ไม่ว่าจะการทำงาน หรือน้องๆ นักศึกษาที่กำลังทำทีสิส เขาบอกกับเราว่าตอนหนูคิดงานไม่ออกหนูจะเข้ามาดูเพจของแคสเปอร์ แล้วก็นั่งอ่านไปเรื่อยๆ จนเขาเหมือนได้รีเฟรชตัวเอง และได้ไอเดียบางอย่างกลับไป” ทูเล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม

ทั้งสองยังบอกกับเราว่า ประโยชน์จากการทำคอนเทนต์ยังทำให้ได้ไอเดียและรู้ว่าเทรนด์โลกกำลังไปในทิศทางไหน เหล่านี้คือ ‘สารตั้งต้นชั้นดี’ ในการออกแบบคอร์สใหม่ๆ ในอนาคต

“เราไม่ได้อยากเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่เราอยากให้ Casper Schools เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่อยากเรียนหรือทำงานในสายครีเอทีฟดีไซน์ โดยที่ความรู้จากเราสามารถนำไปปรับใช้ได้ตลอดชีวิต” ทูทิ้งท้ายบทสนทนาของเธอและทีม

ในอนาคตเราอาจได้เห็นผีน้อยตัวนี้เสกหลักสูตรดีไซน์มากมายนับไม่ถ้วน เพราะอย่างว่า ผีเองก็แปรเปลี่ยนไปตามจินตนาการ แต่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์เองจะเกิดขึ้นได้หากทิ้งความกลัวและกล้าที่จะศึกษาพร้อมลงมือทำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...