จากภัยธรรมชาติ สู่การอยู่ร่วมกัน ในอะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke
บทความพิเศษ | ชลัมพุ์ นีติยา
chalumnitiya@gmail.com
จากภัยธรรมชาติ
สู่การอยู่ร่วมกัน
ในอะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke
ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินถล่ม ไปจนถึงความแห้งแล้งที่ยืดเยื้อ
สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มนุษย์เข้าไปจัดการและควบคุมธรรมชาติจนเกินขอบเขต การสร้างเขื่อน การตัดถางป่า หรือการขยายเมือง ล้วนสะท้อนการกลายเป็น “นาย” เหนือธรรมชาติ
ซึ่งมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) เคยวิพากษ์ว่าเป็นผลของการมองโลกในฐานะทรัพยากร (standing-reserve) ที่พร้อมจะถูกใช้งานอยู่เสมอ
สิ่งที่หายไปในโลกสมัยใหม่คือมิติของจังหวะร่วมอันหมายถึงจังหวะของฤดูกาล การผลัดเปลี่ยน และการอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่ง
มนุษย์เคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะนั้น แต่กลับค่อยๆ แยกตัวออกมาแล้วมองธรรมชาติในฐานะสิ่งที่ต้องควบคุมจัดการ
อะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke (1997) หรือเจ้าหญิงแห่งพงไพร ของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) แห่งสตูดิโอจิบลิ ที่เพิ่งมีการรีมาสเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ น่าจะช่วยให้เราหันกลับมาตั้งคำถามต่อปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง
เรื่องราวของอาชิตากะและซังไม่ใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้ากวาง (Shishigami) แต่เป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ผ่านสายตาที่ไม่ตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แนวคิดของไฮเดกเกอร์ในช่วงหลังอาจช่วยให้เราอ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ในเชิงลึกขึ้น เพื่อมองเห็นทางรอดภายในเทคโนโลยีเอง
แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า ความคิดที่ได้จากเรื่องราวในอานิเมะเรื่องนี้ ไม่ใช่การมองตามลำดับยุคสมัยในประวัติศาสตร์ จากก่อนสมัยใหม่ไปสู่สมัยใหม่ เพราะอานิเมะใช้ฉากแบบย้อนยุค
แต่เป็นการใช้จินตนาการเพื่อให้เข้าใจความคิดได้อย่างมีชีวิตชีวาและเด่นชัดขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดใน Princess Mononoke คือหมู่บ้านเหล็ก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณผืนป่าศักดิ์สิทธิ์
หมู่บ้านนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ผลิตเหล็กเพื่อหล่อเลี้ยงความต้องการของมนุษย์
การหลอมเหล็กจึงกลายเป็นกิจกรรมที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ และทำลายสมดุลของป่าที่เคยเกื้อกูลกันอย่างละเอียดอ่อน
ผู้คนในหมู่บ้านเชื่อมั่นในพลังของเหตุผลและเทคโนโลยี มองตนเองเป็นผู้มีเจตจำนงเสรีที่สามารถควบคุมธรรมชาติได้
การขุด การเผา และการสร้างเครื่องจักรเป็นการแสดงออกของความเป็นมนุษย์ในความหมายแบบมนุษยนิยม (humanism) ที่เชื่อว่ามนุษย์คือศูนย์กลางของโลกและเป็นมาตรวัดของทุกสิ่ง
แต่ท่าทีเช่นนั้นเองที่ไฮเดกเกอร์เห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงลืมความหมายของความมีอยู่ (Being) ที่เชื่อมโยงกับการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ โดยมองโลกในฐานะทรัพยากรแทนที่จะมองในฐานะสิ่งที่เผยตนในการอยู่ร่วมกับเรา
หมู่บ้านเหล็กจึงไม่เพียงแต่ทำลายธรรมชาติเท่านั้น
หากยังทำลายความสัมพันธ์ของการดำรงอยู่ระหว่างมนุษย์กับสิ่งอื่นที่แตกต่างจากมนุษย์ไปพร้อมกันด้วย
หากมองตามแนวคิดของไฮเดกเกอร์ เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่คือรูปแบบหนึ่งของ “การเปิดเผย” (a mode of revealing) มนุษย์สัมพันธ์กับโลกผ่านวิถีแห่งการเปิดเผยมาโดยตลอด เพียงแต่ในแต่ละยุคย่อมมีลักษณะของการเปิดเผยที่ต่างกัน
การปะทะกันระหว่างป่ากับเมืองใน Princess Mononoke ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับอารยธรรม แต่เป็นการปะทะระหว่างสองรูปแบบของการเปิดเผย
ฝ่ายหนึ่งคือการเปิดเผยแบบที่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ปรากฏตามหนทางของมันเอง ซึ่งรูปแบบสูงสุดของสิ่งที่ปรากฏตัวเองออกมาได้ ก็คือ ธรรมชาติ
อีกฝ่ายคือการเปิดเผยเชิงอุตสาหกรรมที่เค้นบังคับ (challenging-forth) ให้ธรรมชาติตอบสนองต่อเจตจำนงของมนุษย์
การอาละวาดของเทพเจ้าหมูป่าต้องสาป (Tatarigami) ในตอนต้น และการระดมพลพรรคหมูป่าของเทพเจ้าหมูป่าเฒ่า (Okkoto) ตอนกลางของเรื่อง แสดงภาพแห่งความโกรธ อันเป็นการตอบโต้ของธรรมชาติต่อการถูกรุกรานอย่างต่อเนื่อง
เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกลดทอนเป็นวัตถุแห่งการใช้ประโยชน์ โลกย่อมสั่นสะเทือนในทุกระดับ
ในแง่นี้ หมู่บ้านเหล็กคือภาพแทนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนการเปิดเผยให้กลายเป็นการเค้นบังคับธรรมชาติให้ปรากฏออกมาเป็นทรัพยากร
แร่เหล็กถูกจัดวางให้เป็นทรัพยากรที่ต้องให้ผลผลิตได้ตามการคำนวณและควบคุมของมนุษย์
การหลอมเหล็ก การใช้แรงงาน และการตัดไม้เป็นการสั่งให้โลกตอบสนองต่อคำสั่งของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ภาพของควันจากเตาหลอมและเสียงค้อนทุบจึงเป็นเสียงสะท้อนของยุคสมัยแห่งการจัดวางกรอบ (Gestell) ซึ่งหมายถึงวิถีแห่งการดำรงอยู่ที่จับทุกสิ่งเข้ามาในระเบียบแห่งการผลิต
อย่างไรก็ตาม ไฮเดกเกอร์มองว่า ภายในอันตรายของเทคโนโลยีนั้นย่อมมีพลังกอบกู้ (saving power) ดำรงอยู่เสมอ การรับรู้ถึงเทคโนโลยีในฐานะ “การเปิดเผย” คือการกลับมาตระหนักว่าการเปิดเผยนั้นอาจมีรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่การเค้นบังคับ หากเป็นการปล่อยให้สิ่งต่างๆ ปรากฏในหนทางของมันเอง
ฉากตอนท้ายของ Princess Mononoke ภาพของวิญญาณแห่งป่าถูกปลดปล่อยและผืนดินเริ่มฟื้นคืนชีวิต
ไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูธรรมชาติในเชิงสิ่งแวดล้อม
แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปิดเผยรูปแบบใหม่ที่มนุษย์เริ่มเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอีกครั้ง
แนวคิดพลังกอบกู้นี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ไฮเดกเกอร์กล่าวไว้ในงานช่วงหลังเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของจตุรภาค (the Fourfold) ได้แก่ ฟ้า แผ่นดิน มนุษย์ และเทพเจ้า ในฐานะความสัมพันธ์ที่หล่อเลี้ยงการดำรงอยู่ทั้งหมด ในห้วงเวลาที่มนุษย์ตระหนักว่าตนไม่ใช่นายเหนือธรรมชาติ แต่เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของความสัมพันธ์นั้น การอยู่ในโลก (dwelling) จึงหมายถึงการธำรงรักษาจังหวะของฟ้าและดิน การดูแลและให้พื้นที่แก่สิ่งอื่นได้เผยตนตามหนทางของมันเอง
ฉากป่าที่ค่อยๆ เขียวชอุ่มขึ้นอีกครั้งในตอนจบจึงไม่ใช่การย้อนคืนสู่ธรรมชาติแบบโรแมนติก
แต่หมายถึงการเปิดเผยการอยู่ร่วมที่มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ เรียนรู้จะดำรงอยู่ในจังหวะเดียวกัน
เพราะตราบใดที่เรายังมองโลกเป็นแหล่งทรัพยากรพร้อมใช้ โลกนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะพำนักพักพิงอยู่ได้
สิ่งที่น่าสังเกตคือ การที่ท่านหญิงเอะโบะชิหัวหน้าหมู่บ้านเหล็ก ยอมร่วมมือกับผู้มีอำนาจทางการเมืองเพื่อจัดการกับเทพเจ้าแห่งป่า โดยมีเป้าหมายเพื่อได้หัวของเทพเจ้ามามอบเป็นเครื่องบรรณาการแก่จักรพรรดิ การกระทำนี้แสดงให้เห็นท่าทีของมนุษย์สมัยใหม่ที่ไม่เพียงแต่ต้องการควบคุมธรรมชาติ หากยังไม่แยแสต่อสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์ หรือสิ่งอมตะหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ภาพของเทพเจ้าที่ถูกล่า “หัว” จึงกลายเป็นภาพแทนของการทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นทรัพยากรที่จะถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางอำนาจ
ไฮเดกเกอร์อธิบายว่าความหลงลืมต่อสิ่งที่สูงกว่ามนุษย์หรือเป็นอื่นจากมนุษย์อย่างเทพเจ้าเป็นสัญญาณหนึ่งของยุคแห่งการจัดวางกรอบ (Gestell) ยุคที่มนุษย์ไม่อาจมองสิ่งใดในฐานะ “ความเร้นลับของการดำรงอยู่” อีกต่อไป แต่เห็นเพียงสิ่งที่ต้องถูกผลิตและใช้ประโยชน์ การร่วมมือระหว่างเทคโนโลยีกับอำนาจการเมืองในเรื่องจึงสะท้อนโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือของความสะดวกสบาย แต่เป็นเครื่องมือของการครอบงำ
การไม่แยแสต่อสิ่งที่เป็นอมตะ คือการปิดกั้นหนทางแห่งพลังกอบกู้ที่ไฮเดกเกอร์เชื่อว่ายังอาจอยู่ในเทคโนโลยีเอง ซึ่งจะปรากฏก็ต่อเมื่อเราตระหนักถึงอันตรายจากเทคโนโลยีที่จะกระทบการดำรงอยู่ของมนุษย์
ในตอนจบของเรื่อง แม้เมืองและป่าจะไม่ได้กลับมาปรองดองกันโดยสิ้นเชิง แต่ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จะ ยินยอมต่อการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย
การฟื้นคืนของป่าไม่ได้หมายถึงการกำจัดเมือง
และการอยู่รอดของเมืองก็ไม่จำเป็นต้องทำลายป่า
หากแต่ทั้งสองดำรงอยู่ในความตึงเครียดอันเปราะบาง
จุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการอยู่ร่วม โดยยังคงไว้ซึ่งความแตกต่าง
ในมุมมองของไฮเดกเกอร์ช่วงปลาย เหตุการณ์แห่งความจริง (Ereignis อ่านว่า แอร์-ไอก์นิส) ที่ความจริงปรากฏขึ้นชั่วขณะที่มนุษย์และโลกต่างถูกมอบหมายให้เข้าอยู่ในที่ทางของตน ในบริบทของ Princess Mononoke เหตุการณ์นี้อาจเข้าใจได้ผ่านตัวละครอย่างอาชิตากะและซังซึ่งต่างดำรงอยู่ในตำแหน่ง “กึ่งกลาง” (in-between) กล่าวคือ เขาเป็นมนุษย์ที่สื่อสารกับเทพเจ้าได้ ส่วนเธอเป็นมนุษย์ที่เติบโตมากับหมาป่า และนั่นเองทำให้พวกเขากลายเป็นตัวกลางของการเปิดเผย จุดที่มนุษย์และธรรมชาติเริ่มมองเห็นกันใหม่โดยไม่ต้องลบล้างอีกฝ่าย
เหตุการณ์แห่งความจริงในภาพยนตร์อานิเมะเรื่องนี้ถือเป็นการปรากฏขึ้นของหนทางแห่งการอยู่ร่วมที่มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ ต่างได้รับการคืนสู่ที่ทางของตนเองในโลกที่ยังคงแปลกแยกแต่เชื่อมโยงถึงกัน
เมื่อหันกลับมามองปัญหาสิ่งแวดล้อมในโลกปัจจุบัน เราอาจเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องขาวกับดำอย่างการต่อสู้ระหว่างธรรมชาติอันบริสุทธิ์กับมนุษย์ผู้ทำลาย
การมองเช่นนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจรากของปัญหาอย่างแท้จริง เหมือนที่ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นอาวุโสของไทยเคยพูดถึงความงามของธรรมชาติในทางตรงข้ามกับความน่ารังเกียจของมนุษย์ มุมมองนั้นอาจงดงาม แต่ยังคงอยู่ในกรอบของการแบ่งแยกแบบสุดขั้ว
อานิเมะเรื่อง Princess Mononoke ชี้ให้เห็นว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น หมู่บ้านเหล็กไม่ได้มีเพียงด้านชั่วร้าย หากเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิง คนพิการ และผู้ถูกกดขี่ได้เริ่มมีที่ยืนในโลกใหม่ เมืองจึงไม่อาจถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะดำรงอยู่ในโลกเช่นนี้อย่างไร จะยืนยันการครอบงำธรรมชาติต่อไป หรือจะเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กลับมารับฟังและเคารพจังหวะของสรรพสิ่งอีกครั้ง
ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจนี้เอง ไม่ต่างจากเหตุการณ์แห่งความจริงที่ให้โอกาสเรากลับมาคิดใหม่ถึงหนทางของการอยู่ร่วมกับโลก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากภัยธรรมชาติ สู่การอยู่ร่วมกัน ในอะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly