โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากภัยธรรมชาติ สู่การอยู่ร่วมกัน ในอะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ธ.ค. 2568 เวลา 01.37 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2568 เวลา 01.37 น.

บทความพิเศษ | ชลัมพุ์ นีติยา

chalumnitiya@gmail.com

จากภัยธรรมชาติ

สู่การอยู่ร่วมกัน

ในอะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke

ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินถล่ม ไปจนถึงความแห้งแล้งที่ยืดเยื้อ

สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มนุษย์เข้าไปจัดการและควบคุมธรรมชาติจนเกินขอบเขต การสร้างเขื่อน การตัดถางป่า หรือการขยายเมือง ล้วนสะท้อนการกลายเป็น “นาย” เหนือธรรมชาติ

ซึ่งมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) เคยวิพากษ์ว่าเป็นผลของการมองโลกในฐานะทรัพยากร (standing-reserve) ที่พร้อมจะถูกใช้งานอยู่เสมอ

สิ่งที่หายไปในโลกสมัยใหม่คือมิติของจังหวะร่วมอันหมายถึงจังหวะของฤดูกาล การผลัดเปลี่ยน และการอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่ง

มนุษย์เคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะนั้น แต่กลับค่อยๆ แยกตัวออกมาแล้วมองธรรมชาติในฐานะสิ่งที่ต้องควบคุมจัดการ

อะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke (1997) หรือเจ้าหญิงแห่งพงไพร ของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) แห่งสตูดิโอจิบลิ ที่เพิ่งมีการรีมาสเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ น่าจะช่วยให้เราหันกลับมาตั้งคำถามต่อปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง

เรื่องราวของอาชิตากะและซังไม่ใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้ากวาง (Shishigami) แต่เป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี ผ่านสายตาที่ไม่ตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แนวคิดของไฮเดกเกอร์ในช่วงหลังอาจช่วยให้เราอ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ในเชิงลึกขึ้น เพื่อมองเห็นทางรอดภายในเทคโนโลยีเอง

แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า ความคิดที่ได้จากเรื่องราวในอานิเมะเรื่องนี้ ไม่ใช่การมองตามลำดับยุคสมัยในประวัติศาสตร์ จากก่อนสมัยใหม่ไปสู่สมัยใหม่ เพราะอานิเมะใช้ฉากแบบย้อนยุค

แต่เป็นการใช้จินตนาการเพื่อให้เข้าใจความคิดได้อย่างมีชีวิตชีวาและเด่นชัดขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดใน Princess Mononoke คือหมู่บ้านเหล็ก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณผืนป่าศักดิ์สิทธิ์

หมู่บ้านนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ผลิตเหล็กเพื่อหล่อเลี้ยงความต้องการของมนุษย์

การหลอมเหล็กจึงกลายเป็นกิจกรรมที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ และทำลายสมดุลของป่าที่เคยเกื้อกูลกันอย่างละเอียดอ่อน

ผู้คนในหมู่บ้านเชื่อมั่นในพลังของเหตุผลและเทคโนโลยี มองตนเองเป็นผู้มีเจตจำนงเสรีที่สามารถควบคุมธรรมชาติได้

การขุด การเผา และการสร้างเครื่องจักรเป็นการแสดงออกของความเป็นมนุษย์ในความหมายแบบมนุษยนิยม (humanism) ที่เชื่อว่ามนุษย์คือศูนย์กลางของโลกและเป็นมาตรวัดของทุกสิ่ง

แต่ท่าทีเช่นนั้นเองที่ไฮเดกเกอร์เห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงลืมความหมายของความมีอยู่ (Being) ที่เชื่อมโยงกับการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ โดยมองโลกในฐานะทรัพยากรแทนที่จะมองในฐานะสิ่งที่เผยตนในการอยู่ร่วมกับเรา

หมู่บ้านเหล็กจึงไม่เพียงแต่ทำลายธรรมชาติเท่านั้น

หากยังทำลายความสัมพันธ์ของการดำรงอยู่ระหว่างมนุษย์กับสิ่งอื่นที่แตกต่างจากมนุษย์ไปพร้อมกันด้วย

หากมองตามแนวคิดของไฮเดกเกอร์ เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่คือรูปแบบหนึ่งของ “การเปิดเผย” (a mode of revealing) มนุษย์สัมพันธ์กับโลกผ่านวิถีแห่งการเปิดเผยมาโดยตลอด เพียงแต่ในแต่ละยุคย่อมมีลักษณะของการเปิดเผยที่ต่างกัน

การปะทะกันระหว่างป่ากับเมืองใน Princess Mononoke ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับอารยธรรม แต่เป็นการปะทะระหว่างสองรูปแบบของการเปิดเผย

ฝ่ายหนึ่งคือการเปิดเผยแบบที่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ปรากฏตามหนทางของมันเอง ซึ่งรูปแบบสูงสุดของสิ่งที่ปรากฏตัวเองออกมาได้ ก็คือ ธรรมชาติ

อีกฝ่ายคือการเปิดเผยเชิงอุตสาหกรรมที่เค้นบังคับ (challenging-forth) ให้ธรรมชาติตอบสนองต่อเจตจำนงของมนุษย์

การอาละวาดของเทพเจ้าหมูป่าต้องสาป (Tatarigami) ในตอนต้น และการระดมพลพรรคหมูป่าของเทพเจ้าหมูป่าเฒ่า (Okkoto) ตอนกลางของเรื่อง แสดงภาพแห่งความโกรธ อันเป็นการตอบโต้ของธรรมชาติต่อการถูกรุกรานอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกลดทอนเป็นวัตถุแห่งการใช้ประโยชน์ โลกย่อมสั่นสะเทือนในทุกระดับ

ในแง่นี้ หมู่บ้านเหล็กคือภาพแทนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนการเปิดเผยให้กลายเป็นการเค้นบังคับธรรมชาติให้ปรากฏออกมาเป็นทรัพยากร

แร่เหล็กถูกจัดวางให้เป็นทรัพยากรที่ต้องให้ผลผลิตได้ตามการคำนวณและควบคุมของมนุษย์

การหลอมเหล็ก การใช้แรงงาน และการตัดไม้เป็นการสั่งให้โลกตอบสนองต่อคำสั่งของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภาพของควันจากเตาหลอมและเสียงค้อนทุบจึงเป็นเสียงสะท้อนของยุคสมัยแห่งการจัดวางกรอบ (Gestell) ซึ่งหมายถึงวิถีแห่งการดำรงอยู่ที่จับทุกสิ่งเข้ามาในระเบียบแห่งการผลิต

อย่างไรก็ตาม ไฮเดกเกอร์มองว่า ภายในอันตรายของเทคโนโลยีนั้นย่อมมีพลังกอบกู้ (saving power) ดำรงอยู่เสมอ การรับรู้ถึงเทคโนโลยีในฐานะ “การเปิดเผย” คือการกลับมาตระหนักว่าการเปิดเผยนั้นอาจมีรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่การเค้นบังคับ หากเป็นการปล่อยให้สิ่งต่างๆ ปรากฏในหนทางของมันเอง

ฉากตอนท้ายของ Princess Mononoke ภาพของวิญญาณแห่งป่าถูกปลดปล่อยและผืนดินเริ่มฟื้นคืนชีวิต

ไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูธรรมชาติในเชิงสิ่งแวดล้อม

แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปิดเผยรูปแบบใหม่ที่มนุษย์เริ่มเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอีกครั้ง

แนวคิดพลังกอบกู้นี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ไฮเดกเกอร์กล่าวไว้ในงานช่วงหลังเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของจตุรภาค (the Fourfold) ได้แก่ ฟ้า แผ่นดิน มนุษย์ และเทพเจ้า ในฐานะความสัมพันธ์ที่หล่อเลี้ยงการดำรงอยู่ทั้งหมด ในห้วงเวลาที่มนุษย์ตระหนักว่าตนไม่ใช่นายเหนือธรรมชาติ แต่เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของความสัมพันธ์นั้น การอยู่ในโลก (dwelling) จึงหมายถึงการธำรงรักษาจังหวะของฟ้าและดิน การดูแลและให้พื้นที่แก่สิ่งอื่นได้เผยตนตามหนทางของมันเอง

ฉากป่าที่ค่อยๆ เขียวชอุ่มขึ้นอีกครั้งในตอนจบจึงไม่ใช่การย้อนคืนสู่ธรรมชาติแบบโรแมนติก

แต่หมายถึงการเปิดเผยการอยู่ร่วมที่มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ เรียนรู้จะดำรงอยู่ในจังหวะเดียวกัน

เพราะตราบใดที่เรายังมองโลกเป็นแหล่งทรัพยากรพร้อมใช้ โลกนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะพำนักพักพิงอยู่ได้

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การที่ท่านหญิงเอะโบะชิหัวหน้าหมู่บ้านเหล็ก ยอมร่วมมือกับผู้มีอำนาจทางการเมืองเพื่อจัดการกับเทพเจ้าแห่งป่า โดยมีเป้าหมายเพื่อได้หัวของเทพเจ้ามามอบเป็นเครื่องบรรณาการแก่จักรพรรดิ การกระทำนี้แสดงให้เห็นท่าทีของมนุษย์สมัยใหม่ที่ไม่เพียงแต่ต้องการควบคุมธรรมชาติ หากยังไม่แยแสต่อสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์ หรือสิ่งอมตะหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ภาพของเทพเจ้าที่ถูกล่า “หัว” จึงกลายเป็นภาพแทนของการทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นทรัพยากรที่จะถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางอำนาจ

ไฮเดกเกอร์อธิบายว่าความหลงลืมต่อสิ่งที่สูงกว่ามนุษย์หรือเป็นอื่นจากมนุษย์อย่างเทพเจ้าเป็นสัญญาณหนึ่งของยุคแห่งการจัดวางกรอบ (Gestell) ยุคที่มนุษย์ไม่อาจมองสิ่งใดในฐานะ “ความเร้นลับของการดำรงอยู่” อีกต่อไป แต่เห็นเพียงสิ่งที่ต้องถูกผลิตและใช้ประโยชน์ การร่วมมือระหว่างเทคโนโลยีกับอำนาจการเมืองในเรื่องจึงสะท้อนโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเครื่องมือของความสะดวกสบาย แต่เป็นเครื่องมือของการครอบงำ

การไม่แยแสต่อสิ่งที่เป็นอมตะ คือการปิดกั้นหนทางแห่งพลังกอบกู้ที่ไฮเดกเกอร์เชื่อว่ายังอาจอยู่ในเทคโนโลยีเอง ซึ่งจะปรากฏก็ต่อเมื่อเราตระหนักถึงอันตรายจากเทคโนโลยีที่จะกระทบการดำรงอยู่ของมนุษย์

ในตอนจบของเรื่อง แม้เมืองและป่าจะไม่ได้กลับมาปรองดองกันโดยสิ้นเชิง แต่ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จะ ยินยอมต่อการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย

การฟื้นคืนของป่าไม่ได้หมายถึงการกำจัดเมือง

และการอยู่รอดของเมืองก็ไม่จำเป็นต้องทำลายป่า

หากแต่ทั้งสองดำรงอยู่ในความตึงเครียดอันเปราะบาง

จุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการอยู่ร่วม โดยยังคงไว้ซึ่งความแตกต่าง

ในมุมมองของไฮเดกเกอร์ช่วงปลาย เหตุการณ์แห่งความจริง (Ereignis อ่านว่า แอร์-ไอก์นิส) ที่ความจริงปรากฏขึ้นชั่วขณะที่มนุษย์และโลกต่างถูกมอบหมายให้เข้าอยู่ในที่ทางของตน ในบริบทของ Princess Mononoke เหตุการณ์นี้อาจเข้าใจได้ผ่านตัวละครอย่างอาชิตากะและซังซึ่งต่างดำรงอยู่ในตำแหน่ง “กึ่งกลาง” (in-between) กล่าวคือ เขาเป็นมนุษย์ที่สื่อสารกับเทพเจ้าได้ ส่วนเธอเป็นมนุษย์ที่เติบโตมากับหมาป่า และนั่นเองทำให้พวกเขากลายเป็นตัวกลางของการเปิดเผย จุดที่มนุษย์และธรรมชาติเริ่มมองเห็นกันใหม่โดยไม่ต้องลบล้างอีกฝ่าย

เหตุการณ์แห่งความจริงในภาพยนตร์อานิเมะเรื่องนี้ถือเป็นการปรากฏขึ้นของหนทางแห่งการอยู่ร่วมที่มนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ ต่างได้รับการคืนสู่ที่ทางของตนเองในโลกที่ยังคงแปลกแยกแต่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อหันกลับมามองปัญหาสิ่งแวดล้อมในโลกปัจจุบัน เราอาจเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องขาวกับดำอย่างการต่อสู้ระหว่างธรรมชาติอันบริสุทธิ์กับมนุษย์ผู้ทำลาย

การมองเช่นนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจรากของปัญหาอย่างแท้จริง เหมือนที่ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นอาวุโสของไทยเคยพูดถึงความงามของธรรมชาติในทางตรงข้ามกับความน่ารังเกียจของมนุษย์ มุมมองนั้นอาจงดงาม แต่ยังคงอยู่ในกรอบของการแบ่งแยกแบบสุดขั้ว

อานิเมะเรื่อง Princess Mononoke ชี้ให้เห็นว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น หมู่บ้านเหล็กไม่ได้มีเพียงด้านชั่วร้าย หากเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิง คนพิการ และผู้ถูกกดขี่ได้เริ่มมีที่ยืนในโลกใหม่ เมืองจึงไม่อาจถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะดำรงอยู่ในโลกเช่นนี้อย่างไร จะยืนยันการครอบงำธรรมชาติต่อไป หรือจะเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กลับมารับฟังและเคารพจังหวะของสรรพสิ่งอีกครั้ง

ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจนี้เอง ไม่ต่างจากเหตุการณ์แห่งความจริงที่ให้โอกาสเรากลับมาคิดใหม่ถึงหนทางของการอยู่ร่วมกับโลก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากภัยธรรมชาติ สู่การอยู่ร่วมกัน ในอะนิเมะเรื่อง Princess Mononoke

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...