คณะเศรษฐศาสตร์ มช จัดเวทีดีเบตเลือกตั้ง 2569
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผาสุก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการจัดงานเสวนาเชิงอภิปราย Debate to Decide : ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.รสริน โอสถานันต์กุล คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มช. , อ.ดร.ทศพร คิวประสพศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มช. , อ.ดร.พัชชา ศิพรพิทักษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มช. , อ.ดร.จีราภา อิทธิแสง โธฌีม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มช. โดยผู้ที่เข้าร่วมการเสวนาครั้งนี้ได้แก่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล จากพรรคเพื่อไทย , นายกรณ์ จาติกวณิช จากพรรคประชาธิปัตย์ , นายวรภพ วิริยะโรจน์ จากพรรคประชาชน , นายคริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ และนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย จากพรรคไทยสร้างไทย เป็นต้น
.
โดยการเสวนาวาระแรก เรื่องภาษีและรายได้รัฐ โดยการที่ประเทศไทยเก็บภาษี 16% นี้น้อยไปหรือไม่ ทางนายสุรเดช กล่าวว่า การเก็บภาษีปัจจุบันน้อยไป แต่เก็บเพิ่มไม่ได้ โดยทางพรรคไทยสร้างไทยจะมีนโยบายเติมเงินเข้าระบบ แต่ต้องไม่เป็นภาระต่อภาครัฐ โดยดึงเอกชนมาร่วม รวมทั้งการระดมทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ต่อมานายวรภพ กล่าวว่า การเก็บภาษีนี้น้อยเกินไป จึงต้องลดงบประมาณส่วนกลาง เปลี่ยนระเบียบราชการลดปัญหาคอรัปชั่น และใช้ระบบ AI เตือนการฉ้อโกง พร้อมทบทวนสิทธิการลดหย่อนภาษี เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษี ขณะที่คุณกรณ์กล่าวว่า การเก็บภาษีปัจจุบันเท่ากับหลายประเทศในภูมิภาค แต่ไม่สามารถปรับภาษีได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราจึงต้องจัดเก็บรายได้เพิ่ม พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ปรับบทบาทของรัฐ เปิดทางภาคเอกชนมากขึ้น เข้าถึงฐานข้อมูล ทรัพย์สินของราชการนำไปใช้สร้างคุณค่าเศรษฐกิจ ด้านคุณคริส กล่าวว่า ภาษีที่เก็บได้ปัจจุบัน ไม่สามารถขึ้นภาษีได้จากภาวะที่ใกล้จะเงินฝืดแล้ว ดังนั้นควรจัดการทุจริตในภาครัฐ ทำได้อย่างประสิทธิภาพ และควรขยายฐานภาษีมากขึ้น ให้ยกเลิกภาษี 150,000 บาทแรก จากแรงงานต่างชาติที่เข้ามาในไทย ขณะที่คุณเผ่าภูมิ กล่าวว่า เรื่องของภาษี การเก็บภาษีในปัจจุบันน้อยไป แต่จะต้องหารายได้ะขัามาในประเทศมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าบริหารประเทศจริงๆ ภาษีเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ตอนที่ผมทำสรรพสามิตร ในการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หากใชันโยบายอัตราภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะไปคิดแค่เรื่องการเก็บภาษี ควรมองนโยบายทางภาษีในการผลักดันประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยสามารถรักษาวินัยการคลังตามกฎหมายได้
.
สำหรับวาระที่ 2 เรื่องนโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน โดยคำถามในการเสวนาวาระนี้คือ นโยบายเงินโอน เงินอุดกนุนควรมีหรือไม่ คุณวรภพกล่าวว่า นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าควรมี โดยเฉพาะการเพิ่มเบี้ยเด็กเล็กและเงินผู้สูงอายุ รวมถึงนโยบายคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ และคูปองเกษตร ขณะที่คุณกรกล่าวว่า นโยบายการโอนจำเป็นต้องมี เช่น นโยบายกระกันรายได้ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยทำ โดยกำหนดราคาพืชผล โดยรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างให้ โดยพรรคมองว่าปฏิรูปให้เกษตรกรต่อรองมากขึ้น ด้านคุณคริส กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจไม่มีนโยบายดังกล่าว โดยมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นยาพิษของประชาชน ขณะที่คุณเผ่าภูมิมองว่า นโยบายดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคมีนโยบายคนไทยไร้จน หากประชาชนมีรายได้แค่ 3,000 บาท ทางพรรคจะมีนโยบายช่วยให้คนไทยพ้นจากความยากจน และนโยบายดังกล่าวไม่ใช่แค่การแจกเงิน แต่เป็นการลงลึกข้อมูลคนยากจน เพื่อทำให้นโยบายการคลังมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร 30% หากพี่น้องเกษตรกรมีกำไร ปิดท้ายด้วยคุณสุรเดช มองว่านโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องมี แต่งบประมาณอยู่ที่บางกระทรวง และอาจมีการคอรัปชั่น ประกอบกับปัญหาประชากรไทยลดลง งบประมาณในบางกระทรวงเช่นกระทรวงศึกษาธิการไม่ตอบโจทย์ เราไม่ควรใช้นโยบายดังกล่าวหาเสียง ต้องหาความสมดุลในการเกลี่ยงบประมาณ
.
สำหรับวาระที่ 3 การยกระดับความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ และความท้าทาย โดยคำถามวาระนี้ คือ ท่านมีนโยบายช่วย SMEs และยกระดับการแข่งขันของธุรกิจไทยในตลาดโลกอย่างไร โดยคุณกรณ์กล่าวว่า ปัญหาของ SMEs คือการเข้าถึงเงินทุน โอกาสสร้างดบรนด์ เจาะตบาดยากไปด้วย ควรช่วยเหลือการเข้าถึงทุน ควรใช้ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อ ให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs มากขึ้น ประกอบกับรัฐควรมีหน้าที่กองทุนเพื่อลดความเสี่ยงให้นักธุรกิจต่างประเทศลงทุนกับธุรดิจไทยมากขึ้น ด้านคุณคริสกล่าวว่า เสรีภาพทางเศรษฐกิจสำคัญมาก สิ่งที่นักธุรกิจต้องการคือการทำธุรกิจง่ายขึ้น มีตันทุนลดลง ดังนั้นพรรคมีนโยบายคือกำจัดกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบราชการ คุณเผ่าภูมิกล่าวว่า นโยบายที่จะช่วยเช่น E-Commerce ไทย ลดค่าใช้จ่ายการขนส่งสินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า การจัดซื้อการจัดจ้างของ SME และนโยบายสถาบันค้ำประกันเครดิคแห่งชาติ จากเดิมใช้ บสย. ค้ำความเสี่ยง แต่นโยบายนี้จะให้หน่วยงานดังกล่าวค้ำความเสี่ยงเครดิตของประชาชน โดยรัฐบาลและธนาคารช่วยอุดหนุน ช่วยลดปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ด้านคุณสุรเดช กล่าวว่าพรรคมีนโยบายกองทุน ช่วยสนับสนุน SMEs โดยออกพันธบัตรรัฐบาล หาทุนมาเพิ่มให้ SMEs
.
ตามมาด้วยวาระที่ 4 สังคมสูงวัย การขยายอายุเกษียณ และสวัสดิการ โดยคำถามวาระนี้คือ แต่ละพรรคมีนโยบายขยายอายุเกษียณภาคบังคับและจูงใจให้เอกชนรับแรงงานผู้สูงอายุหรือไม่ เพื่อเพิ่มกำลังแรงงานและลดภาระงบประมาณ โดยคุณคริสกล่าวว่า เราไม่ควรมองคนแก่เป็นภาระ ถ้าประเทศไทยให้แรงจูงใจทางภาษี ให้นิติบุคคลกล้าที่จะจ้างแรงงานสูงวัย จะดีมาก ด้านคุณเผ่าภูมิกล่าวว่า ผู้สูงวัยขาดการออมเงิน สิ่งที่เราทำคือนโยบายหวยเกษียณ ลดภาระงบประมาณช่วยเหลือผู้สูงอายุ ให้คนออมในช่วงที่ทำงานได้ ถ้าถูกรางวัลโอนเงินรางวัลเข้าทันที แม้ไม่ถูก เงินต้นจากการซื้อหวยเกษียณจะได้ออมเงิน โดยทุกบาททุกสตางค์จะคืนให้ประชาชนในวัย 60 ปี เกิน 60 ปีก็ซื้อได้ รอรับเงินคืนอีก 5 ปี ด้านคุณสุรเดชกล่าวว่า พรรคมีนโยบายบำนาญคนชรา และนโยบายรองรับผู้สูงอายุแบบ Wellness ไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุทำงานหนักประทังชีวิต ไม่ใช่ภาระของประเทศ เป็นสินทรัพย์ของประเทศ คุณวรภพ มีนโยบายเพิ่มบำนาญผู้สูงอายุ 1,500 บาท และนโยบายเลือกผู้ดูแลผู้สูงอายุ ด้านคุณกรณ์มองว่า ไม่ควยขยายอายุเกษียณราชการ แต่ควรมีนโยบายจูงใจให้แรงงานผู้สูงอายุทำงาน เช่นการปรับลดภาษีแรงงานผู้สูงอายุ