โพลรอยเตอร์ ชี้ “เฟด” จ่อหั่นดอกเบี้ยอีก 0.25% เดือน ธ.ค. พยุงตลาดแรงงานอ่อนแอ
โพลรอยเตอร์ ชี้ "เฟด" จ่อหั่นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุม 10 ธ.ค. ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เริ่มแผ่ว และเงินเฟ้อ PCE ที่สูงกว่าเป้าหมายเกิน 4 ปีต่อเนื่อง
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 01.57 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในเดือนหน้า เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่กำลังอ่อนแอลง โดย 80% ของนักเศรษฐศาสตร์ในแบบสำรวจกว่า 105 คนเชื่อว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกรอบ เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อนเล็กน้อย
ความเห็นเป็นเอกฉันท์ที่เพิ่มขึ้นนี้ สวนทางกับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในหมู่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ต่อความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐอยู่ในภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุด และไม่สามารถเผยแพร่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญได้
หลังการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีเสียงคัดค้านจากทั้งสองฝ่ายอย่างไม่ปกติ ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ เตือนว่าการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมยังไม่ใช่เรื่องที่การันตี
จากนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด 105 คน มี 84 คน หรือ 80% คาดว่า FOMC จะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 3.50%–3.75% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ส่วนอีก 21 คนคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้
แอบิเกล วัตต์ นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ จาก UBS ระบุว่า “โดยภาพรวม ตลาดแรงงานยังค่อนข้างอ่อนแอ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราคิดว่า FOMC จะยังเดินหน้าลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม แต่ความเสี่ยงคือข้อมูลใหม่ที่อาจหักล้างมุมมองความอ่อนแอนี้ได้”
การสิ้นสุดภาวะชัตดาวน์หลังวุฒิสภาผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวในวันจันทร์ อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจกลับมาเผยแพร่ได้ก่อนถึงการประชุม FOMC
วัตต์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เริ่มมีความเห็นต่างเกี่ยวกับว่าแรงกดดันจากตลาดแรงงานควรมีน้ำหนักมากเพียงใด เทียบกับแรงกดดันเงินเฟ้อ… ความตึงตัวของเป้าหมายคู่ของเฟดอาจรุนแรงขึ้นในปีหน้า หากเศรษฐกิจฟื้นตัวแต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงสูง”
ทั้งนี้ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ยังคงอยู่เหนือระดับเป้าหมาย 2% มากว่า 4 ปีต่อเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 และผลสำรวจชี้ว่าอาจอยู่เหนือ 2% ต่อไปถึงปี 2570
จอช เฮิร์ต นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสที่ Vanguard ระบุว่า “อาจกระทบความน่าเชื่อถือของเฟด เพราะเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายมานาน… ผู้คนอาจไม่สนใจในช่วงแรก แต่ต่อไปอาจกลายเป็นประเด็นใหญ่ในทันที คงต้องระวังมากขึ้นในการมองว่าเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากรเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว”
นอกจากนี้เกือบครึ่งหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจยังคาดว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ช่วง 3.25%–3.50% ในไตรมาสหน้า ซึ่งเป็นระดับคาดการณ์กึ่งกลาง อย่างไรก็ตามยังไม่มีความเห็นที่ชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับใดภายในสิ้นปี 2569
ในคำถามพิเศษเกือบ 70% ของนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าการจ้างงานยังคงทรงตัวตั้งแต่ชัตดาวน์เริ่มต้น แม้ว่าข้อมูลภาคเอกชนจะชี้ว่าบริษัทสหรัฐกำลังลดพนักงานก็ตาม ขณะที่ 16 คนมองว่าการจ้างงานแย่ลง และไม่มีใครมองว่าดีขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงาน ซึ่งรายงานล่าสุดอยู่ที่ 4.3% ในเดือนสิงหาคม คาดว่าจะทรงตัวในไตรมาสนี้ และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นเฉลี่ย 4.5% ในปีหน้า
สตีเฟน จูโน นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ จาก Bank of America Securities ระบุว่า“ตลาดแรงงานกำลังเย็นลงจริง แต่ไม่ได้พังพินาศ เรายังเห็นการจ้างงานต่ำ แต่ไม่ได้เห็นการปลดคนจำนวนมากเช่นกัน” พร้อมเสริมว่า “การลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมยังไม่แน่นอน เว้นแต่พาวเวลล์จะเห็นสัญญาณชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานกำลังรุนแรงขึ้นจริง”
เศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเติบโต 3.8% ในไตรมาส 2 และคาดว่าจะโต 2.9% ในไตรมาส 3 ถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอลงเหลือเพียง 1.0% ในไตรมาสนี้ และจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.8% ต่อปีไปจนถึงปี 2570 ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่เฟดมองว่าไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ
อ้างอิง : www.reuters.com