โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิเคราะห์เบื้องหลัง ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล - ธนาคาร ถึงหันมายอมรับ "คริปโต" ?

Thairath Money

อัพเดต 22 ธ.ค. 2568 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2568 เวลา 11.12 น.
ภาพไฮไลต์

คริปโตเคอเรนซี ภาพจำที่หลายคนมีคือความบ้าคลั่งในการเก็งกำไรและวงจรของการล่มสลาย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันกลับแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเงินโลก

รายการ Digital Frontiers ทางช่อง YouTube : Thairath Money ได้สำรวจอินไซท์จากงาน Binance Blockchain Week 2025 ณ กรุงดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เห็นภาพว่าในเวทีระดับโลก คริปโตเคอเรนซีกำลังถูกพูดถึงอย่างไร และอนาคตของระบบการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

จากอดีตสู่ปัจจุบัน: วิวัฒนาการของคริปโตฯ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์

2009-2013: ยุคกำเนิด Bitcoinเกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008 จากความไม่เชื่อใจระบบการเงินดั้งเดิม ในช่วงแรก Bitcoin ถูกมองว่าเป็นเพียงของเล่นสำหรับกลุ่ม geek และถูกเชื่อมโยงกับตลาดมืดมากกว่านวัตกรรมการเงิน

2017: ยุค ICO Boomทุกคนสามารถออกเหรียญและระดมทุนได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็น scam หรือโครงการไร้คุณภาพ เมื่อฟองสบู่แตก นักลงทุนขาดทุนหนัก และหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มเข้ามาให้ความสนใจ

2020-2021: DeFi Summer และ NFT Maniaเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาและน่าสนใจขึ้น แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยการเก็งกำไร rug pull และโครงการที่หายไปในชั่วข้ามคืน

2022: ปีมืดของคริปโตTerra/Luna ล่มสลาย ตามด้วย FTX ล้มละลาย เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ทำให้หลายคนเชื่อว่า "คริปโตตายแล้ว" และบังคับให้วงการต้องทบทวนความโปร่งใสและมาตรฐานทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงในปี 2024-2025

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เพราะผู้เข้ามาในตลาดไม่ใช่แค่เทรดเดอร์รายย่อยอีกต่อไป แต่เป็น Wall Street, ธนาคารระดับโลก และรัฐบาล

จากงาน Binance Blockchain Week ที่ดูไบ สิ่งที่มีการพูดคุยกันไม่ใช่เรื่อง "เหรียญไหนจะปั๊มต่อไป" แต่เป็นการมาของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อคุยกันเรื่อง "โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเงิน" สะท้อนได้ว่าอุตสาหกรรมนี้เติบโตไปไกลเกินกว่าการมองแค่ crypto cycle แล้ว

Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance ยืนยันว่าคริปโตกำลังเปลี่ยนจาก "สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม" มาสู่ "กระแสหลัก" อย่างแท้จริง

3 ประเด็นสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโลกการเงิน

1. สถาบันการเงินเข้ามาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ทดลอง

การเข้ามาของ Wall Street ในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต โดยมีผู้บริหารจากสถาบันระดับโลกหลายแห่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจน:

BlackRock เปิดเผยว่าศึกษาเรื่องคริปโตมา 10 ปีแล้ว และกำลังทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ นำคริปโตมาห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่คนทั่วไปคุ้นเคย อย่าง ETF และในทางกลับกัน ก็นำสินทรัพย์ดั้งเดิมมา tokenize เพื่อให้โลก Web3 เข้าถึงได้ นี่คือการสร้างสะพานเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน

Julius Baer ระบุว่าในฝั่งสถาบัน เงินไหลเข้า Crypto ETF มากกว่าการเทรดแบบ Spot ถึง 5 เท่า เนื่องจาก ETF สะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา

Citi ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มหนุนหลัง Stablecoins ในฐานะเทียบเท่าเงินสด ทำให้ธนาคารทุกแห่งต้องเตรียมพร้อมรองรับในอีก 3 ปีข้างหน้า

สถิติที่น่าสนใจ: ปัจจุบัน 8 ใน 10 ธนาคารชั้นนำของสหรัฐฯ ให้บริการสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับคริปโตแล้ว

Franklin Templeton สรุปได้ตรงประเด็นว่า ในอดีตการพูดเรื่องคริปโตอาจเป็นความเสี่ยงต่ออาชีพ แต่ปัจจุบันความเสี่ยงคือการเลือกที่จะ "เพิกเฉย" เพราะตลาดคริปโตมีขนาดใหญ่กว่าตลาด High Yield ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดการเงินดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเสียอีก

ตัวเลขที่พูดแทนความเปลี่ยนแปลง

Richard Teng เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อ 10 ปีก่อน นักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนในตลาดคริปโตไม่ถึง 1% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20% และยังเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับ Binance เองมีผู้ใช้ทั่วโลกเกือบ 300 ล้านคน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าสถาบันเปิดบัญชีเพิ่มเป็น 2 เท่าทุกปี

ที่สำคัญคือ อัตราการยอมรับคริปโตทั่วโลกยังอยู่แค่ประมาณ 8% เท่านั้น หมายความว่าอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากและมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมหาศาล

เมื่อถึงวันที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยอมรับและเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้เหนือกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในปัจจุบัน นั่นจะเป็นจุดที่เราเห็น "โค้งการยอมรับครั้งใหญ่" ของคริปโตเริ่มขึ้นจริงๆ

2. เงินในอนาคตจะไม่เหมือนเงินที่เราเคยรู้จัก

หาก Bitcoin เป็น "ทองคำดิจิทัล" สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือการสร้าง "ระบบการเงินดิจิทัล" ที่สมบูรณ์ ผ่าน 3 เรื่องหลัก:

  • Stablecoin: เงินที่วิ่งได้เร็วกว่าธนาคาร

เปรียบเทียบการโอนเงินจากไทยไปอเมริกา หากผ่านธนาคารดั้งเดิม จะใช้เวลานาน ค่าธรรมเนียมแพง แต่ผ่าน Stablecoin ทำได้เกือบทันที ค่าใช้จ่ายเพียงเศษเสี้ยว

ในปีนี้เพียงอย่างเดียว การใช้งาน Stablecoin เพิ่มขึ้น 3 เท่า และมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 50%

Stablecoin ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างรวดเร็วสำหรับการดำเนินงานทั่วโลก โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคาร กำลังกลายเป็น Payment Rail ใหม่ของโลก

  • Tokenization: เมื่อทุกอย่างสามารถแบ่งได้

Tokenization ไม่ใช่แค่การนำสินทรัพย์มาแบ่งขายเป็นส่วนๆ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าถึงและซื้อขายสินทรัพย์ โดย "แยกส่วนประกอบทางธุรกิจ" เพื่อสร้างมูลค่าใหม่

ยกตัวอย่างเชิงจินตนาการ หากนำหุ้นเทคอย่าง Tesla มา tokenize ในอนาคตนักลงทุนอาจเลือกซื้อเฉพาะสิทธิ์ในผลกำไรของปี 2036, รายได้จากยอดขายในยุโรป หรือแม้แต่ "แยก" ความเสี่ยงของ Elon Musk ออกมาต่างหากก็ได้

นี่คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนครั้งใหญ่ เหมือนการปลดล็อกมูลค่าที่เคยถูกขังอยู่ในระบบเดิม

  • เงินที่ "ทำงาน" ให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง

ในระบบเดิม เงินของคุณอยู่กับธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยนิด และถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ทำอะไรไม่ได้เลย

แต่ในโลกดิจิทัล เงินของคุณสามารถทำงานได้ทุกวินาทีไม่มีวันหยุด กองทุนบางตัวคิดผลตอบแทนเป็นวินาที และชำระบัญชีได้แม้ตอนตี 3 วันอาทิตย์

นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับคริปโตต้องการ - ความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบการเงินในอนาคตจะเร็วกว่า ถูกกว่า และยืดหยุ่นกว่าที่เราเคยรู้จัก และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กำลังถูกสร้างขึ้นจริงๆ ในปัจจุบัน

3. ทำไมรอบนี้อาจจะ "ต่าง" จริงๆ

คำถามที่หลายคนถามคือ นี่ไม่เหมือน cycle เดิมๆ หรือที่สุดท้ายก็จะพังอีก? มี 3 ปัจจัยที่ทำให้รอบนี้อาจแตกต่างจากเดิมจริงๆ:

  • การเมืองเปลี่ยน: จากศัตรูเป็นพันธมิตร

Trump ประกาศตัวเองว่าเป็น "Bitcoin President" และต้องการให้สหรัฐฯ เป็นเมืองหลวงของคริปโตโลก กฎหมายอย่าง "Genius Act" และ "Clarity Act" สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

สหรัฐฯ เปลี่ยนจากต่อต้านคริปโต มาเป็นต้องการเป็นเมืองหลวงคริปโตของโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลายประเทศต้องปรับตำแหน่งเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน

  • โครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างขึ้นจริง

ในยุคก่อนๆ ทุกอย่างเป็นแค่ hype ไม่มี use case จริง แต่ตอนนี้:

  • Stablecoins กำลังถูกใช้จริงในการโอนเงินข้ามประเทศ (เติบโต 3 เท่าในปีนี้)

  • Tokenization กำลังเกิดขึ้นจริงในพันธบัตร อสังหาริมทรัพย์

  • ระบบ Custody ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานสถาบัน

  • Binance เองตอนนี้คือแพลตฟอร์มที่มีการกำกับดูแลมากที่สุดทั่วโลก

  • Demographics: คนรุ่นใหม่คิดต่าง

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด 50% ของผู้ใช้คริปโตทั่วโลกอายุต่ำกว่า 34 ปี

คนรุ่นนี้เติบโตมากับสมาร์ทโฟน กระเป๋าดิจิทัล และไม่เคยรู้จักโลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต พวกเขามีวิธีปฏิสัมพันธ์กับการเงินผ่าน Wallet ซึ่งต่างจากคนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับธนาคาร

ลูกค้าเก่าของธนาคารอาจยังยึดติดกับระบบเดิม แต่ลูกหลานของพวกเขารู้จัก Binance, Coinbase เป็นเรื่องปกติ นี่คือโอกาสของสถาบันในการได้ลูกค้าหน้าใหม่ และเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงต้องเข้ามา

มองไปข้างหน้า: สิ่งที่ควรจับตา

Narrative ใหม่ของคริปโตไม่ใช่แค่ "Bitcoin ขึ้นหรือลง" แต่คือระบบนิเวศที่ประกอบด้วย Bitcoin + RWA (Real World Assets) + Stablecoin Economy

อย่ามองแค่ราคาเหรียญที่ขึ้นลง แต่ควรมองว่าใครกำลังสร้าง "โครงสร้างการเงินยุคใหม่" เพราะนั่นคือของจริงที่จะอยู่ยาว

จากอินไซท์ที่ได้จากงาน Binance Blockchain Week สะท้อนให้เห็นว่าคริปโตเคอเรนซี่ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินโลกในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช้า แต่เมื่อเกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง

****เนื้อหาในบทความนี้เป็นการสรุปมุมมองและข้อมูลจากงาน Binance Blockchain Week 2025

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิเคราะห์เบื้องหลัง ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล - ธนาคาร ถึงหันมายอมรับ "คริปโต" ?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...