"ฮุน เซน" ระอุวันชัยชนะ 7 ม.ค. ซัดไทย “ผู้รุกราน” เปิดฉากถล่มกัมพูชาทางบก-ทะเล-อากาศ โจมตีพลเรือนไม่เลือกเป้า ประกาศกร้าว ไม่ยอมแลกอธิปไตยกับสันติภาพ
"ฮุน เซน" ระอุวันชัยชนะ 7 ม.ค. ซัดไทย “ผู้รุกราน” เปิดฉากถล่มกัมพูชาทางบก-ทะเล-อากาศ โจมตีพลเรือนไม่เลือกเป้า ประกาศกร้าว ไม่ยอมแลกอธิปไตยกับสันติภาพ ชี้จำประวัติศาสตร์-จำศัตรู พร้อมยืนหยัดปกป้องแผ่นดินทุกตารางนิ้ว
วันที่ 7 ม.ค. 69 เป็นวันครบรอบ 47 ปีวันแห่งชัยชนะของกัมพูชา หรือวันโค่นล้มการปกครองของเขมรแดง โดยในโอกาสดังกล่าว ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้เผยแพร่สารถึงประชาชนในกัมพูชา
ฮุน เซน ระบุว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 47 ปีของวันแห่งชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ 7 ม.ค. ซึ่งโค่นล้มระบอบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ พล พต ช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนชาวกัมพูชา และนำมาซึ่งยุคใหม่ของกัมพูชา ทั้งเอกราช เสรีภาพ ประชาธิปไตย และความก้าวหน้าทางสังคม
“เราขอรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์นี้ด้วยจิตวิญญาณแห่งการระลึกถึงตลอดไปถึงอาชญากรรมที่ระบอบ พล พต กระทำต่อมาตุภูมิและประชาชนของเราในช่วง 3 ปี 8 เดือน 20 วันแห่งการปกครองอันโหดร้าย” ฮุน เซน กล่าว
เขาเสริมว่า “ในขณะเดียวกัน เราทุกคนขอแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อดวงวิญญาณของเพื่อนร่วมชาติผู้บริสุทธิ์นับล้านคนที่เสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรมภายใต้ระบอบพอล พต และเราขอภาวนาให้ดวงวิญญาณของพวกเขาได้พักผ่อนอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์”
ฮุน เซน บอกว่า “พี่น้องร่วมชาติที่รัก เราไม่อาจลืมโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่กลุ่มอำนาจของ พล พต ก่อขึ้น ซึ่งยึดอำนาจเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2518 ภายใต้ระบอบการปกครองที่โหดร้ายนั้น ประชาชนชาวกัมพูชาถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง ถูกบังคับให้ทำงานเหมือนสัตว์ และถูกทรมานและประหารชีวิตอย่างโหดเหี้ยมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างทางสังคมของชาติถูกทำลายล้าง ทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์”
ประธานวุฒิสภากัมพูชาบอกว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเช่นนี้ แนวร่วมกู้ชาติกัมพูชาจึงถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2521 เพื่อนำประชาชนต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศชาติจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จนได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 7 ม.ค. 2522 จากชัยชนะดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาจึงถูกสถาปนาขึ้นเป็นรัฐที่แท้จริงของประชาชนและเพื่อประชาชน
“ท่ามกลางเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เราขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเหล่าชายหญิงผู้กล้าหาญแห่งแนวร่วม และความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างมากมายจากกองกำลังอาสาสมัครเวียดนามในการโค่นล้มระบอบการปกครองที่โหดร้ายนี้” ฮุน เซน ระบุ
เขาบอกอีกว่า หลังวันที่ 7 ม.ค. ประชาชนชาวกัมพูชาได้รวมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อปกป้องการฟื้นฟูประเทศชาติ และสร้างแผ่นดินแม่ขึ้นใหม่ทีละขั้นตอนจากซากปรักหักพัง โดยได้บรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายที่น่าภาคภูมิใจ และยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งขันบนเส้นทางแห่งสันติภาพ ประชาธิปไตย และการพัฒนา
“เป็นที่น่าจดจำว่าด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่ของเรา เราได้ยุติสงครามที่ยืดเยื้อมายาวนาน นำมาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์ ประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึกในสังคม และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของกัมพูชาด้วยการนำที่ถูกต้องของพรรคประชาชนกัมพูชา ความสามัคคีอันยิ่งใหญ่ของประชาชน และความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากประเทศมิตรและประชาคมระหว่างประเทศ” ฮุน เซน กล่าว
ประธานวุฒิสภากัมพูชาเสริมว่า ในปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป กัมพูชาได้ประสบความสำเร็จมากมายในทุกภาคส่วน ผ่านการดำเนินงานตามนโยบายทางการเมืองและยุทธศาสตร์ห้าด้าน ระยะที่ 1 ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต แม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ
ฮุน เซน บอกว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่ปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของรัฐบาล ฮุน มาเนต และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมัยที่ 7 เพื่อดำเนินการตามนโยบายทางการเมืองและบรรลุเป้าหมายใหม่ ๆ ด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปกป้องประชาชนและบูรณภาพดินแดน
ฮุน เซน กล่าวว่า “พี่น้องร่วมชาติที่รัก! แม้ว่าประเทศของเราจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่เราก็ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก และการอ่อนแอลงของระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางการพัฒนาของประเทศเรา”
ฮุน เซน อ้างว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยได้เริ่มสงครามรุกรานอย่างโหดร้ายต่อบูรณภาพดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน ภายใต้ข้ออ้างในการปกป้องความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศไทย ในการกระทำที่ก้าวร้าวเหล่านี้ กองทัพไทยได้เปิดฉากยิงและโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งต่อกองกำลังกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยใช้อาวุธสมัยใหม่ทุกขนาดและทุกชนิด ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่อประชาชนของเราที่อาศัยอยู่อย่างสงบสุขในพื้นที่เหล่านั้น”
ฮุน เซน อ้างต่อว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่ออธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎบัตรอาเซียน และเป็นการไม่เคารพต่อจิตวิญญาณของประชาคมอาเซียน ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำดังกล่าวยังเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและพันธกรณีระหว่างประเทศในการปกป้องพลเรือน ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติ และมรดกโลก
ประธานวุฒิสภากัมพูชาบอกว่า เพื่อตอบโต้การรุกรานนี้ กองทัพกัมพูชาได้ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองอย่างเด็ดขาด ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้รักษาท่าทีที่ยับยั้งชั่งใจ มีเจตนาดี และจริงใจ พยายามแก้ไขปัญหาชายแดนกับไทยอย่างสันติวิธีผ่านทุกกลไกและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 อย่างเคร่งครัด
“อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ขยายการโจมตี ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วม ซึ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายและสร้างความเสียหายแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น” ฮุน เซน ระบุ
เขาบอกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ประชาคมระหว่างประเทศซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพ มนุษยธรรม หลักนิติธรรม และความเจริญรุ่งเรือง ได้ส่งเสริมความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาทและการกำหนดเขตแดนระหว่างสองประเทศด้วยวิธีการสันติตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) และสนธิสัญญาและข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างกัมพูชาและไทย ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์
หลังจากการเจรจาอย่างอดทน กัมพูชาและไทยตกลงที่จะดำเนินการหยุดยิงทันทีในพื้นที่ (โดยตรึงแนวหน้าไว้ ณ ปัจจุบัน) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. 2568
“ข้อตกลงนี้ ซึ่งบรรลุผลในระหว่างการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะกลับสู่การเจรจาผ่านและบนพื้นฐานของข้อตกลงในอดีตและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการเป็นปรปักษ์ทุกรูปแบบและสร้างสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนร่วมกัน พร้อมด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นขึ้นใหม่ และฟื้นฟูความปกติและสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน” ฮุน เซน กล่าว
เขาเสริมว่า กัมพูชายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อเป้าหมายหลักในการยุติความทุกข์ยากของประชาชน ป้องกันการทำลายล้าง และเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางสู่สันติภาพและการแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรมและยั่งยืน ในขณะเดียวกัน กัมพูชาจะไม่ยอมประนีประนอมใด ๆ ในเรื่องอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของตน
“ด้วยเจตนารมณ์นี้ กัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 และปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 อย่างเคร่งครัดและครบถ้วน เพื่อฟื้นฟูสันติภาพให้แก่ทั้งสองประเทศ ตลอดจนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค” ฮุน เซน กล่าว
กัมพูชายังแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อทุกประเทศที่เป็นมิตรและประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้การประสานงานของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน สำหรับความช่วยเหลือและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการแสวงหาทางออกอย่างสันตินับตั้งแต่การหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568
“พี่น้องร่วมชาติที่รัก! บนเส้นทางข้างหน้า ข้าพเจ้าขอให้พี่น้องร่วมชาติทุกคนจงส่งเสริมจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ การพึ่งพาตนเอง และความพยายามด้วยตนเอง และเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ เพื่อปกป้องและสร้างชาติของเรา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าด้วยพลังแห่งความสามัคคีอันยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณแห่งความรักชาติอันแน่วแน่ เราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคใด ๆ ได้ ไม่ว่าจะใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม เราจดจำประวัติศาสตร์นี้ จดจำอาชญากรรมที่กระทำต่อมรดกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาติ และจดจำคำดูหมิ่นที่ผู้รุกรานกระทำต่อชาติ มาตุภูมิ และประชาชนของเรา” ฮุน เซน บอก
ฮุน เซน เรียกร้องให้พี่น้องร่วมชาติทุกคนทุกหนทุกแห่งจงรวมใจเป็นหนึ่งเดียวภายใต้คำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจงยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาลด้วยศรัทธาอันแน่วแน่ในอุดมการณ์อันชอบธรรม
“สามัคคีกันเราจะยืนหยัด สามัคคีกันเราจะชนะ และไม่มีอำนาจใดทำลายเจตจำนงของเราได้ ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของพี่น้องร่วมชาติจากทุกสาขาอาชีพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านวัตถุและกำลังใจอย่างเต็มที่แก่ทหารผู้กล้าหาญในแนวหน้าและประชาชนผู้พลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในสภาพที่ยากลำบากในที่พักพิงชั่วคราว นี่คือจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาติ และเป็นรากฐานอันมั่นคงของการป้องกันประเทศของประชาชนของเรา” ฮุน เซน กล่าว