“วอร์เรน บัฟเฟตต์” เร่งบริจาคทรัพย์สิน 1.49 แสนล้านดอลลาร์ให้มูลนิธิของลูก เปิดทางซีอีโอคนใหม่นำทัพเบิร์กเชียร์
วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนวัย 95 ปี ประกาศเร่งโอนหุ้นเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ 1.49 แสนล้านดอลลาร์ให้มูลนิธิของลูก พร้อมย้ำยังคงถือหุ้นบางส่วนไว้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจในตัวซีอีโอคนใหม่
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 01.32 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ เปิดเผยแผนเร่งการบริจาคทรัพย์สินมูลค่า 149,000 ล้านดอลลาร์ของตนให้มูลนิธิของลูก ๆ พร้อมทั้งย้ำว่าจะยังคงให้เวลาสั้น ๆ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นของเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ (Berkshire Hathaway) มีความมั่นใจกับซีอีโอคนใหม่ เกร็ก เอเบล
บัฟเฟตต์กล่าวในจดหมายวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Letter) ซึ่งจะกลายเป็นธรรมเนียมประจำปี ว่าจำเป็นต้องเร่งการโอนหุ้นเบิร์กเชียร์ให้กับมูลนิธิของลูกทั้งสามคน เนื่องจากลูก ๆ ก็มีอายุมากแล้ว และการทำเช่นนี้จะเพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะสามารถจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของข้าพเจ้าได้เสร็จสิ้น ก่อนที่จะต้องมีการแต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินชุดใหม่
เอเบล วัย 63 ปี เตรียมรับตำแหน่งซีอีโอของเบิร์กเชียร์ในต้นปีหน้า โดยบัฟเฟตต์ วัย 95 ปี จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริษัท
“ผมอยากเก็บหุ้นคลาส A’จำนวนมากไว้ก่อน จนกว่าผู้ถือหุ้นของเบิร์กเชียร์จะมีความมั่นใจกับเกร็ก เหมือนที่ชาร์ลี (มังเกอร์) และผมเคยได้รับในอดีต” บัฟเฟตต์เขียน โดยกล่าวถึงชาร์ลี มังเกอร์ อดีตรองประธานและเพื่อนร่วมธุรกิจคนสนิทซึ่งเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน
“ความเชื่อมั่นในระดับนั้นคงใช้เวลาไม่นาน ลูก ๆ ของผมทุกคนเชื่อมั่นในตัวเกร็กเต็มร้อย เช่นเดียวกับคณะกรรมการของเบิร์กเชียร์” เขากล่าวเพิ่มเติม
บัฟเฟตต์ถือหุ้นในเบิร์กเชียร์มูลค่าประมาณ 149,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นคลาส A ที่ราคาซื้อขายอยู่ราว 751,480 ดอลลาร์ต่อหุ้น
เขากล่าวว่า หุ้นคลาส A จำนวน 1,800 หุ้นได้ถูกแปลงเป็นหุ้นคลาส B จำนวน 2.7 ล้านหุ้น และมอบให้มูลนิธิ 4 แห่งของครอบครัว ได้แก่ The Susan Thompson Buffett Foundation, The Sherwood Foundation, The Howard G. Buffett Foundation และ The NoVo Foundation ซึ่งการบริจาคครั้งนี้มีมูลค่ามากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์
“การเร่งบริจาคหุ้นให้มูลนิธิของลูก ๆ ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของผมต่อศักยภาพของเบิร์กเชียร์แต่อย่างใด” บัฟเฟตต์กล่าว
จดหมายฉบับนี้ถือเป็นการสื่อสารครั้งสำคัญครั้งแรกของบัฟเฟตต์ นับตั้งแต่ประกาศแผนการก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ ซึ่งเป็นสัญญาณของการปิดฉากเส้นทางอาชีพกว่า 60 ปีที่ทำให้เขากลายเป็นนักลงทุนในตำนาน
เอเบล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายธุรกิจที่ไม่ใช่ประกันภัย จะเป็นผู้เขียนจดหมายรายปีถึงผู้ถือหุ้นแทนบัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เขาเริ่มไว้ตั้งแต่ปี 1965 และกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกตั้งตารออ่าน ส่วนบัฟเฟตต์จะยังคงเขียนจดหมายวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Letter) ต่อไป
ตั้งแต่เข้าควบคุมเบิร์กเชียร์ในปี 1965 บัฟเฟตต์ได้เปลี่ยนบริษัทสิ่งทอที่กำลังจะล้มละลายให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ครอบคลุมธุรกิจประกันภัย รถไฟ พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเขายังย้ำถึงความแข็งแกร่งของเบิร์กเชียร์ โดยระบุว่าบริษัทถูกออกแบบมาให้ทนต่อภาวะเศรษฐกิจแทบทุกแบบ
“เบิร์กเชียร์มีโอกาสเผชิญหายนะทางธุรกิจน้อยกว่าบริษัทใด ๆ ที่ผมรู้จัก” เขากล่าว
ณ สิ้นเดือนกันยายน เบิร์กเชียร์ถือเงินสดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.816 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงงบดุลที่มั่นคงและแนวทางการลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยบริษัทได้ขายหุ้นต่อเนื่องมา 12 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนมุมมองระมัดระวังของบัฟเฟตต์ต่อมูลค่าตลาดที่สูง
ธุรกิจหลักของบริษัทยังคงแข็งแรง โดยมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 34% ในไตรมาส 3 แต่บัฟเฟตต์ยอมรับว่า ขนาดที่ใหญ่ของเบิร์กเชียร์กลายเป็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดในตัวเอง
“โดยรวมแล้ว ธุรกิจของเบิร์กเชียร์มีแนวโน้มดีกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย นำโดยธุรกิจชั้นดีบางส่วนที่ไม่สัมพันธ์กันโดยตรง แต่ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า จะมีหลายบริษัทที่ทำผลงานได้ดีกว่าเบิร์กเชียร์ เพราะขนาดของเรานั้นเป็นทั้งภาระและข้อจำกัด”
หุ้นของเบิร์กเชียร์เพิ่มขึ้นราว 10% ในปี 2568 ซึ่งดีกว่าหุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยงทั่วไป แต่ยังตามหลังดัชนี S&P 500 ที่ได้แรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยี
“ราคาหุ้นของเราจะผันผวนอย่างมาก บางครั้งอาจร่วงลงถึง 50% ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วสามครั้งในรอบ 60 ปีที่ผมบริหารอยู่” บัฟเฟตต์กล่าว “อย่าสิ้นหวัง อเมริกาจะฟื้นกลับมา และหุ้นเบิร์กเชียร์ก็จะเช่นกัน”
อ้างอิง : cnbc.com