“ญี่ปุ่น” เล็งเก็บภาษีกำไรคริปโทฯ แบบอัตราเดียว 20% จ่อปฏิรูปครั้งใหญ่ในปี 2569
"ญี่ปุ่น" เดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีคริปโทฯ ครั้งสำคัญ เตรียมเก็บกำไรจากการเทรดในอัตราคงที่ 20% เทียบเท่าหุ้นและกองทุนรวม หวังกระตุ้นการซื้อขายในประเทศ ลดแรงจูงใจให้นักลงทุนไม่ขายเพราะภาษีหนัก
วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังเดินหน้าแผนเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในอัตราเดียว 20% ไม่ว่ามูลค่ากำไรจะมากน้อยเพียงใด
การปรับกฎภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้กฎเกณฑ์ภาษีของคริปโทฯ สอดคล้องกับตราสารทางการเงินอื่น เช่น หุ้น กองทุนรวม และผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภทต่าง ๆ โดยผู้กำหนดนโยบายเชื่อว่าการลดภาระภาษีจะช่วยกระตุ้นการซื้อขายภายในประเทศ
ตามโครงสร้างใหม่ รายได้จากคริปโทฯ จะถูกจัดเก็บภายใต้ระบบภาษีแยกเฉพาะ ซึ่งกำหนดให้รายได้บางประเภทถูกเก็บภาษีต่างจากรายได้อื่น ๆ อัตรา 20% ดังกล่าวแบ่งเป็น 15% ส่งเข้ารัฐบาลกลาง และ 5% สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น มาตรการนี้คาดว่าจะถูกบรรจุในกรอบปฏิรูปภาษีปี 2569 ที่จะสรุปปลายปีนี้
ปัจจุบันรายได้จากการซื้อขายคริปโทฯ ถูกนับรวมกับเงินเดือนและรายได้จากธุรกิจ และจัดเก็บแบบขั้นบันไดตามรายได้ ซึ่งอัตราภาษีอาจสูงสุดถึง 55% ภาษีที่หนักทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกไม่ขายสินทรัพย์ดิจิทัล แม้จะมีกำไรก็ตาม
ขณะเดียวกันหุ้นและกองทุนรวมถูกเก็บภาษีแยกที่อัตราคงที่ 20% อยู่แล้ว หากกฎภาษีของคริปโทฯ ถูกปรับให้เท่ากับสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ก็อาจดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น และช่วยเพิ่มรายได้ภาษีในภาพรวม ผู้กำหนดนโยบายบางส่วนหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้มีการปรับภาษีคือ คริปโทฯ ในญี่ปุ่นได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลจากสมาคม JVCEA ระบุว่ามีบัญชีเทรดคริปโทฯ ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ประมาณ 8 ล้านบัญชี และมูลค่าซื้อขายแบบ Spot ในเดือนกันยายนแตะ 1.5 ล้านล้านเยน หรือราว 9.6 พันล้านดอลลาร์
สำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) ยังมีแผนเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย Financial Instruments and Exchange Act ในสมัยประชุมสภาไดเอทปี 2569 เพื่อเพิ่มการกำกับดูแลตลาดคริปโทฯ มาตรการนี้รวมถึงการห้ามใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขาย (insider trading) และการบังคับให้ผู้ออกเหรียญดิจิทัลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ของตน
การเปลี่ยนไปสู่ระบบภาษีแยกจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ต้องสร้างกรอบการคุ้มครองนักลงทุนให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นยังพบกรณีสินทรัพย์คริปโทฯ ถูกโจรกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างในปี 2567 บิตคอยน์มูลค่าราว 4.82 หมื่นล้านเยนถูกขโมยจากแพลตฟอร์ม DMM Bitcoin ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมองว่าการยกระดับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มเป็นเรื่องจำเป็น
หลังการปฏิรูปภาษี ญี่ปุ่นคาดว่าจะอนุญาตให้มีกองทุนรวมที่ลงทุนในคริปโทฯ เช่นเดียวกับต่างประเทศที่เริ่มนิยมมากขึ้นแล้ว โดย Bitcoin ETF ของ BlackRock ในสหรัฐปัจจุบันบริหารสินทรัพย์ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์
อ้างอิง : asia.nikkei.com