“ดอกเบี้ยขาลง” จังหวะลุย “ตราสารหนี้ระยะยาว”... เพิ่มโอกาสสร้าง “Capital Gain” ที่ดีกว่า แต่ “ไม่เพิ่มความเสี่ยง” !!!
Wealthy Way:ทำไม?…“ดอกเบี้ยขาลง” จึงแนะนำให้ลงทุนใน “ตราสารหนี้ระยะยาว” กัน
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” หรือ “ในประเทศ” ก็ตาม ในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” เช่นในปัจจุบันนี้
นักลงทุนจะได้รับคำแนะนำให้ขยายอายุของตราสารหนี้ในพอร์ตให้ “ยาวขึ้น” ไม่ว่าจะเพิ่มน้ำหนักใน “กองตราสารหนี้โลก” หรือ “กองตราสารหนี้ไทย” ที่มีอายุของตราสารหนี้ในพอร์ตที่ยาวขึ้นก็ตาม
เบื้องหลังคำแนะนำเหล่านี้ ก็มาจากเรื่อง “ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย” จากการลงทุนในตราสารหนี้เป็นสำคัญ เพราะ “ราคาตราสารหนี้” ที่จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ “อัตราดอกเบี้ย” นั่นเอง
แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจหลักอย่าง “สหรัฐ” ก็อยู่ใน “ขาลง” ชัดเจน ส่วนจะลงช้าหรือเร็วเป็นเรื่องรอง ในไทยเองก็อาจจะลงได้อีกไม่มากนัก
นั่นจึงถือเป็น “โอกาสทอง” ของการลงทุนใน “ตราสารหนี้ระยะยาว” เลยทีเดียว วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกัน
“ดอกเบี้ยขาลง” โอกาสลงทุน “ตราสารหนี้ระยะยาว”…เหตุ “ราคาตราสารหนี้” จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ “อัตราดอกเบี้ย”
ในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” ถือเป็นโอกาสลงทุนใน“ตราสารหนี้ระยะยาว” เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง “อัตราดอกเบี้ย” และ “ราคาตราสารหนี้” จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกันนั่นเอง
ตัวอย่าง: นักลงทุนซื้อตราสารหนี้อายุ 3 ปี จ่ายอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) 5% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นอยู่ที่ 5% เช่นกัน ต่อมาอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 6%
ดังนั้น ตราสารหนี้รุ่นใหม่ที่จะออกขายจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็น 6% ทำให้ตราสารหนี้ที่นักลงทุนมีอยู่มีความน่าสนใจลดลงเนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ถ้าจะขายตราสารหนี้ที่ตัวเองถือออกมาให้ได้ก็ต้องขายในราคาที่ต่ำลง เพื่อชดเชยผลตอบแทนแก่คนซื้อให้ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยตลาดที่ 6% นั่นเอง การขายต่ำกว่าราคาพาร์ เรียกว่า “Discount Bond”
“ในทางตรงข้าม หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลงเหลือ 3% ตราสารหนี้ที่นักลงทุนถืออยู่ที่ให้ดอกเบี้ย 5% จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยตลาดนั่นเอง ถ้าจะขายก็สามารถขายในราคาที่สูงกว่าราคาพาร์ หรือเรียกว่า ‘Premium Bond’ ได้ เพราะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนคนอื่นนั่นเอง”
ผลกระทบ “ดอกเบี้ย” กับ “ราคา” มากน้อย…ขึ้นกับ “อายุเฉลี่ยตราสารหนี้” (Duration)
“อายุเฉลี่ยตราสารหนี้” (Duration) คือ อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าปัจจุบันของกระแสดอกเบี้ยรับที่จะได้ในอนาคต โดยตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือนานๆ ก็จะมี Duration สูง ตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือน้อยๆ ก็จะมี Duration ต่ำ ซึ่งค่า Duration จะบอกถึงผลกระทบหรืออัตราการเปลี่ยนแปลง “ราคาตราสารหนี้” เมื่อ “อัตราดอกเบี้ย” เปลี่ยนไปหนึ่งหน่วย
ตัวอย่าง ตราสารหนี้ A อายุ 1 ปี และตราสารหนี้ B อายุ 5 ปี หากดอกเบี้ยขึ้น 1% ตราสารหนี้ A จะมีราคาลดลงประมาณ 1% ส่วนตราสารหนี้ B จะมีราคาลดลงประมาณ 5% นั่นเอง
ในทางตรงข้ามหากดอกเบี้ยลดลง 1% ตราสารหนี้ A จะมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ส่วนตราสารหนี้ B จะมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 5%เช่นเดียวกัน
“จะเห็นว่า ตราสารหนี้ที่อายุยาว ราคาตราสารหนี้นั้นจะมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นในช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จึงควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นเพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุนเนื่องจากราคาตราสารหนี้ที่ต่ำลง และในทางกลับกัน ช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงก็ควรเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวๆ เพื่อรับผลประโยชน์จากราคาตราสารหนี้ที่จะปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง”
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้จากอัตราดอกเบี้ยในตลาด จะไม่มีผลสำหรับนักลงทุนที่ “ถือจนครบกำหนด” เพราะครบอายุจะได้รับเงินต้นคืนครบตามราคาพาร์หรือมูลค่าหน้าตั๋ว แม้ว่าราคาตลาดระหว่างทางของตราสารหนี้อาจเคลื่อนไหวขึ้นลงได้ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยก็ตาม
ดังนั้น ในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” ในปัจจุบัน จึงถือเป็น “โอกาสทอง” ของการลงทุนใน “ตราสารหนี้ระยะยาว” อย่างแท้จริง มีโอกาสทำกำไรจาก “Capital Gain” ที่ดีกว่า ในขณะที่ที่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิตของตราสารหนี้แต่ประการใด เรียกว่า เสี่ยงเท่าเดิม แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นก็คงไม่ผิดนัก