อุตสาหกรรมกองทุนรวม พลิกโฉมสู่บทผู้เล่น “เชิงรุก”
อุตสาหกรรมกองทุนรวม กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้เล่น “เชิงรับ” ไปสู่การเป็นผู้เล่น “เชิงรุก” และ “เชิงป้องกัน”มากขึ้น
ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM และยังสวมหมวกอีกใบคือ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) หรือ สมาคม บลจ. ปัจจุบันอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) 6.25 ล้านล้านบาท (ณ 18 ก.ย.2568) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมการออมของประชาชน ส่วน KTAM ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.2568 มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1 ล้านล้านบาท
“อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย มีศักยภาพเติบโตได้อีกหากมีการผลักดันนโยบายการออมภาคบังคับให้เกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้ เป็นอุตสาหกรรมที่มีเม็ดเงินใหญ่ เป็นเม็ดเงินนิ่ง เป็นเม็ดเงินลงทุนยาว ที่สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจได้” ชวินดาชี้ให้เห็นถึงบทบาทและความความสำคัญของอุตสาหกรรมกองทุนรวม
เป้าขยายฐานคนลงทุนผ่านกองทุนรวม
จาก 3 ล้านบัญชี สู่ 6-10 ล้านบัญชี
ชวินดากล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยแข็งแรงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งจากนักลงทุนและภาครัฐเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น และเชื่อว่ายังไปได้อีกไกลเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีผลต่อเศรษฐกิจ และผลต่อประชาชนในแง่ของการเก็บออมได้สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก หากเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา เช่น เวียดนาม ประเทศไทยถือว่า “นำ” ในแง่ของสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน
หนึ่งในภารกิจสำคัญของสมาคม บลจ. คือ การขยายฐานนักลงทุน และพบว่าปัจจุบันนักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมประมาณ 3 ล้านบัญชี (ไม่นับซ้ำ) ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชาชนในระบบภาษีที่มีอยู่ราว 22–24 ล้านคน
“อุตสาหกรรมกองทุนรวมตั้งเป้าขยายฐานนักลงทุนให้เติบโตอย่างน้อยเท่าตัว จาก 3 ล้านบัญชี เป็น 6-10 ล้านบัญชี ภายใน 3–5 ปีข้างหน้า”
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย คือ การผลักดันให้มีการออมภาคบังคับเกิดขึ้น เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมกองทุนรวมและสร้างผลเชิงบวกได้อย่างชัดเจน ขณะที่ปัจจุบันชวินดามองว่า การมุ่งเน้นแต่เรื่อง “หนี้ครัวเรือน” ทำให้มีการละเลยเรื่องการออมของประเทศ โดยมองว่าการเริ่มออมเงินจะทำให้ประชาชนปรับตัวในการบริหารค่าใช้จ่ายได้ และเป็นการสร้างความมั่นคงในอนาคต
นักลงทุนสถาบัน กับบทบาทเรื่อง CG และ ESG
อีกบทบาทที่สำคัญของ บลจ. ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบัน ชวินดากล่าวว่า คือการผลักดันให้ตลาดทุนไทยมีมาตรฐานในระดับสากล และมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต่างมีโรดแมปด้าน ESG หรือแผนการดำเนินงานเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ที่ชัดเจน เช่น ตลท.จัดให้มีหน่วยงานจากภายนอกจัดทำดัชนี ESG เป็นต้น
“นักลงทุนสถาบันมีบทบาทในการเป็นตัวช่วยบรรเทาความผันผวนของตลาด และมี Power จากเม็ดเงินในตลาด อุตสาหกรรมกองทุนรวมใช้บทบาทนี้ในการส่งเสียงให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ความสำคัญกับเรื่อง บรรษัทภิบาล (CG) และ ESG”
ชวินดาสะท้อนว่า บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ แม้ว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอาจยังไม่เห็นความสำคัญ หรือมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย แต่การตื่นตัวของผู้บริหารระดับสูงในการอธิบายและแก้ไขปัญหาเมื่อมีประเด็นสะท้อนถึงนิมิตหมายที่ดีของอุตสาหกรรม
นักลงทุนสถาบันไม่ได้เป็นแค่ผู้ลงทุน แต่มี Power จากเม็ดเงินในตลาด เป็นตัวช่วยบรรเทาความผันผวน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสียงไปยังบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญเรื่อง CG และ ESG เพื่อผลักดันให้ตลาดทุนไทยมีมาตรฐานระดับสากล และมีความยั่งยืน
TISA คือ ความหวังดึงนักลงทุนรุ่นใหม่
อุตสาหกรรมกองทุนรวมยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่ ชวินดามองว่า การมีบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน (Thailand Individual Savings Account : TISA) เป็นโครงการที่ถูกเสนอขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกในการออมและการลงทุนระยะยาว โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น กองทุนรวม และสินทรัพย์อื่นๆ ไว้ในบัญชีเดียว พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า
สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) สมาคม บลจ. ได้เสนอให้ ก.ล.ต. พิจารณาอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin ETF ได้ เป็นต้น
นอกจากนี้ มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับผลิตภัณฑ์เดิม โดยมีการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์เดิม เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่ปัจจุบันสามารถทำรายการไถ่ถอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง
ปรับกลยุทธ์ เป็น “รุกและป้องกัน”
สร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย
อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยกำลังตั้งเป้าหมายครั้งประวัติศาสตร์ คือ การผลักดันสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในตลาดทุนจาก 30% ให้ทะยานสู่ 50% หากทำสำเร็จ ชวินดามองว่า จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
“การจะไปถึงจุดนั้นได้ นอกจากต้องมีเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ดี นั่นคือ บริษัทจดทะเบียนที่มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีทิศทางธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนระยะยาวจากนักลงทุนสถาบัน”
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยกำลังปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้เล่นใน “เชิงรับ” ไปสู่การเป็นผู้เล่น “เชิงรุก” และ “เชิงป้องกัน” มากขึ้น โดยมีกลยุทธ์หลัก ได้แก่
- การใช้เทคโนโลยีเพื่อการลงทุนและกำกับดูแล มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อทดแทนบุคลากร แต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำสูงสุด ในขณะเดียวกัน ใช้เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนด้วย
- ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานกำกับ อุตสาหกรรมจะเข้ามามีบทบาทในส่วนที่ ตลท. หรือ ก.ล.ต. ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยจะเน้นการทำงานเชิงรุกและป้องกัน เช่น เมื่อพบสัญญาณที่ไม่ปกติในบริษัทจดทะเบียน จะไม่รอให้เกิดปัญหา แต่จะ “วิ่งเข้าไปหา” ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเพื่อพูดคุยและหาทางป้องกันตั้งแต่แรก
- จัดการปัญหาอย่างมีทิศทาง ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว อุตสาหกรรมจะร่วมมือกันกำหนด “ธง” หรือทิศทางที่เป็นกลาง เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกใช้ในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรกับบริษัทนั้น เช่น การลดสัดส่วนการลงทุน หรือการไม่ลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตามการตัดสินใจนี้จะเป็นเพียงแนวทาง และไม่มีการบังคับจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน จึงจะมีการตัดสินใจที่เด็ดขาดต่อไป
อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีเม็ดเงินใหญ่ เป็นเม็ดเงินนิ่ง และลงทุนระยะยาว มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ หากสามารถผลักดันการออมภาคบังคับให้เกิดขึ้นได้จริงจะเป็นพลังมหาศาลช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคตให้ประชาชน ทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นอย่างชัดเจน
อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญครอบคลุม 3 มิติ
1. การรองรับสังคมสูงวัยและเสริมสร้างความยั่งยืนของการออมระยะยาว
- ออกแบบผลิตภัณฑ์การออมที่ตอบโจทย์ชีวิต (Individual Account) ได้หลายวัตถุประสงค์
- พัฒนากลไกการออมสำหรับแรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระ
2. Digital Transformation และการใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data-Driven Investment)
- ยกระดับระบบฐานข้อมูลของผู้ถือหน่วยให้ใช้ประโยชน์สูงสุด
- สามารถใช้ข้อมูลเพื่อการให้คำแนะนำการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ใช้เทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกองทุนรวมง่ายขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น
- การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการช่วยสนับสนุนระบบปฏิบัติการ การจัดการลงทุน และบริหารความเสี่ยง
- การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล และการเชื่อมโยงระหว่าง Conventional Investment & Digital Transformation
3. ESG Integration และการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน ISSB
- ขับเคลื่อนนโยบาย ESG ร่วมกันในระดับอุตสาหกรรม (ESG Policy & Collective Action)
- ส่งเสริมให้ผู้จัดการกองทุนเป็น”ผู้ขับเคลื่อนการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ”
บทบาทแม่ทัพหญิง KTAM
ยึดหลักสร้างTrust ลูกค้า-พนักงาน
ในฐานะแม่ทัพของ บลจ.กรุงไทย ชวินดา ยึดหลักการทำงาน “ความไว้ใจ” และ”ความรับผิดชอบ” เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยเบื้องหลังกลยุทธ์ที่เข้มแข็งนี้ คือปรัชญาการเป็นผู้นำและการบริหารองค์กรที่ชัดเจนและทรงพลัง โดยมีหัวใจหลักคือ การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ทั้งกับลูกค้าและพนักงาน ผู้นำต้อง กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และผู้นำที่ดีต้องยอมรับผิดให้ได้ และขอโทษให้เป็น
ชวินดามองว่า การเป็นผู้นำไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่มาจากการฝึกฝนทั้งทัศนคติและการลงมือทำจริง ส่วนการสร้างความไว้วางใจต้องอาศัยการสื่อสารที่จริงใจและมีศิลปะ โดยเริ่มจากการฟังให้มากในการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และทำความเข้าใจความคิดเห็นของทีมงานอย่างแท้จริง
“ผู้นำต้องพูดความจริงอย่างมีศิลปะ ความซื่อสัตย์และการไม่โกหกคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การสื่อสารความจริงจำเป็นต้องมีศิลปะ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถยอมรับและเข้าใจได้ หลักการสื่อสารที่สำคัญคือ เอาเขาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ฟังต้องการได้ยินอะไร แล้วจึงค่อยๆ นำเสนอในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร นอกจากนี้ ผู้นำต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข”
นอกจากนี้ ชวินดามองว่า การเป็นผู้นำที่ดีจะไม่ตัดสินคุณค่าความคิดของใคร แต่จะช่วยปรับมุมมองหรือคำพูดที่ยังไม่สร้างสรรค์ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทีม เพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ และสามารถเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับทีม โดยต้องเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อหน่วยงานอยู่เสมอ และทำความเข้าใจภาพรวมของงานที่ทีมทำ เพื่อให้สามารถสนับสนุนและให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งเข้าใจหลักการ เพื่อการตัดสินใจที่ดี
“เราไม่จำเป็นต้องรู้ลึกทุกเรื่อง แต่ต้องเข้าใจหลักการและเหตุผลของงานนั้น เพื่อมองเห็นภาพรวมและชี้แนะแนวทางได้ การกล้าที่จะยอมรับเมื่อไม่รู้และสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ คือคุณสมบัติสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ฉบับที่ 523 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/