โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมกองทุนรวม พลิกโฉมสู่บทผู้เล่น “เชิงรุก”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2568 เวลา 02.55 น.

อุตสาหกรรมกองทุนรวม กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้เล่น “เชิงรับ” ไปสู่การเป็นผู้เล่น “เชิงรุก” และ “เชิงป้องกัน”มากขึ้น

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM และยังสวมหมวกอีกใบคือ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) หรือ สมาคม บลจ. ปัจจุบันอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) 6.25 ล้านล้านบาท (ณ 18 ก.ย.2568) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมการออมของประชาชน ส่วน KTAM ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.2568 มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1 ล้านล้านบาท

“อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย มีศักยภาพเติบโตได้อีกหากมีการผลักดันนโยบายการออมภาคบังคับให้เกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้ เป็นอุตสาหกรรมที่มีเม็ดเงินใหญ่ เป็นเม็ดเงินนิ่ง เป็นเม็ดเงินลงทุนยาว ที่สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจได้” ชวินดาชี้ให้เห็นถึงบทบาทและความความสำคัญของอุตสาหกรรมกองทุนรวม

เป้าขยายฐานคนลงทุนผ่านกองทุนรวม

จาก 3 ล้านบัญชี สู่ 6-10 ล้านบัญชี

ชวินดากล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยแข็งแรงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งจากนักลงทุนและภาครัฐเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น และเชื่อว่ายังไปได้อีกไกลเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีผลต่อเศรษฐกิจ และผลต่อประชาชนในแง่ของการเก็บออมได้สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก หากเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา เช่น เวียดนาม ประเทศไทยถือว่า “นำ” ในแง่ของสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน

หนึ่งในภารกิจสำคัญของสมาคม บลจ. คือ การขยายฐานนักลงทุน และพบว่าปัจจุบันนักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมประมาณ 3 ล้านบัญชี (ไม่นับซ้ำ) ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชาชนในระบบภาษีที่มีอยู่ราว 22–24 ล้านคน

“อุตสาหกรรมกองทุนรวมตั้งเป้าขยายฐานนักลงทุนให้เติบโตอย่างน้อยเท่าตัว จาก 3 ล้านบัญชี เป็น 6-10 ล้านบัญชี ภายใน 3–5 ปีข้างหน้า”

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย คือ การผลักดันให้มีการออมภาคบังคับเกิดขึ้น เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมกองทุนรวมและสร้างผลเชิงบวกได้อย่างชัดเจน ขณะที่ปัจจุบันชวินดามองว่า การมุ่งเน้นแต่เรื่อง “หนี้ครัวเรือน” ทำให้มีการละเลยเรื่องการออมของประเทศ โดยมองว่าการเริ่มออมเงินจะทำให้ประชาชนปรับตัวในการบริหารค่าใช้จ่ายได้ และเป็นการสร้างความมั่นคงในอนาคต

นักลงทุนสถาบัน กับบทบาทเรื่อง CG และ ESG

อีกบทบาทที่สำคัญของ บลจ. ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบัน ชวินดากล่าวว่า คือการผลักดันให้ตลาดทุนไทยมีมาตรฐานในระดับสากล และมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต่างมีโรดแมปด้าน ESG หรือแผนการดำเนินงานเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ที่ชัดเจน เช่น ตลท.จัดให้มีหน่วยงานจากภายนอกจัดทำดัชนี ESG เป็นต้น

“นักลงทุนสถาบันมีบทบาทในการเป็นตัวช่วยบรรเทาความผันผวนของตลาด และมี Power จากเม็ดเงินในตลาด อุตสาหกรรมกองทุนรวมใช้บทบาทนี้ในการส่งเสียงให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ความสำคัญกับเรื่อง บรรษัทภิบาล (CG) และ ESG”

ชวินดาสะท้อนว่า บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ แม้ว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอาจยังไม่เห็นความสำคัญ หรือมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย แต่การตื่นตัวของผู้บริหารระดับสูงในการอธิบายและแก้ไขปัญหาเมื่อมีประเด็นสะท้อนถึงนิมิตหมายที่ดีของอุตสาหกรรม

นักลงทุนสถาบันไม่ได้เป็นแค่ผู้ลงทุน แต่มี Power จากเม็ดเงินในตลาด เป็นตัวช่วยบรรเทาความผันผวน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสียงไปยังบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญเรื่อง CG และ ESG เพื่อผลักดันให้ตลาดทุนไทยมีมาตรฐานระดับสากล และมีความยั่งยืน

TISA คือ ความหวังดึงนักลงทุนรุ่นใหม่

อุตสาหกรรมกองทุนรวมยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่ ชวินดามองว่า การมีบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน (Thailand Individual Savings Account : TISA) เป็นโครงการที่ถูกเสนอขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกในการออมและการลงทุนระยะยาว โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น กองทุนรวม และสินทรัพย์อื่นๆ ไว้ในบัญชีเดียว พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า

สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) สมาคม บลจ. ได้เสนอให้ ก.ล.ต. พิจารณาอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin ETF ได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับผลิตภัณฑ์เดิม โดยมีการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์เดิม เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่ปัจจุบันสามารถทำรายการไถ่ถอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง

ปรับกลยุทธ์ เป็น “รุกและป้องกัน”

สร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย

อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยกำลังตั้งเป้าหมายครั้งประวัติศาสตร์ คือ การผลักดันสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในตลาดทุนจาก 30% ให้ทะยานสู่ 50% หากทำสำเร็จ ชวินดามองว่า จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

“การจะไปถึงจุดนั้นได้ นอกจากต้องมีเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ดี นั่นคือ บริษัทจดทะเบียนที่มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีทิศทางธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนระยะยาวจากนักลงทุนสถาบัน”

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยกำลังปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้เล่นใน “เชิงรับ” ไปสู่การเป็นผู้เล่น “เชิงรุก” และ “เชิงป้องกัน” มากขึ้น โดยมีกลยุทธ์หลัก ได้แก่

  • การใช้เทคโนโลยีเพื่อการลงทุนและกำกับดูแล มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อทดแทนบุคลากร แต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำสูงสุด ในขณะเดียวกัน ใช้เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนด้วย
  • ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานกำกับ อุตสาหกรรมจะเข้ามามีบทบาทในส่วนที่ ตลท. หรือ ก.ล.ต. ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยจะเน้นการทำงานเชิงรุกและป้องกัน เช่น เมื่อพบสัญญาณที่ไม่ปกติในบริษัทจดทะเบียน จะไม่รอให้เกิดปัญหา แต่จะ “วิ่งเข้าไปหา” ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเพื่อพูดคุยและหาทางป้องกันตั้งแต่แรก
  • จัดการปัญหาอย่างมีทิศทาง ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว อุตสาหกรรมจะร่วมมือกันกำหนด “ธง” หรือทิศทางที่เป็นกลาง เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกใช้ในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรกับบริษัทนั้น เช่น การลดสัดส่วนการลงทุน หรือการไม่ลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตามการตัดสินใจนี้จะเป็นเพียงแนวทาง และไม่มีการบังคับจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน จึงจะมีการตัดสินใจที่เด็ดขาดต่อไป

อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีเม็ดเงินใหญ่ เป็นเม็ดเงินนิ่ง และลงทุนระยะยาว มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ หากสามารถผลักดันการออมภาคบังคับให้เกิดขึ้นได้จริงจะเป็นพลังมหาศาลช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคตให้ประชาชน ทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นอย่างชัดเจน

อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญครอบคลุม 3 มิติ

1. การรองรับสังคมสูงวัยและเสริมสร้างความยั่งยืนของการออมระยะยาว

  • ออกแบบผลิตภัณฑ์การออมที่ตอบโจทย์ชีวิต (Individual Account) ได้หลายวัตถุประสงค์
    • พัฒนากลไกการออมสำหรับแรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระ

2. Digital Transformation และการใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data-Driven Investment)

  • ยกระดับระบบฐานข้อมูลของผู้ถือหน่วยให้ใช้ประโยชน์สูงสุด
    • สามารถใช้ข้อมูลเพื่อการให้คำแนะนำการปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
    • ใช้เทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกองทุนรวมง่ายขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น
    • การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการช่วยสนับสนุนระบบปฏิบัติการ การจัดการลงทุน และบริหารความเสี่ยง
    • การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล และการเชื่อมโยงระหว่าง Conventional Investment & Digital Transformation

3. ESG Integration และการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน ISSB

  • ขับเคลื่อนนโยบาย ESG ร่วมกันในระดับอุตสาหกรรม (ESG Policy & Collective Action)
    • ส่งเสริมให้ผู้จัดการกองทุนเป็น”ผู้ขับเคลื่อนการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ”

บทบาทแม่ทัพหญิง KTAM

ยึดหลักสร้างTrust ลูกค้า-พนักงาน

ในฐานะแม่ทัพของ บลจ.กรุงไทย ชวินดา ยึดหลักการทำงาน “ความไว้ใจ” และ”ความรับผิดชอบ” เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยเบื้องหลังกลยุทธ์ที่เข้มแข็งนี้ คือปรัชญาการเป็นผู้นำและการบริหารองค์กรที่ชัดเจนและทรงพลัง โดยมีหัวใจหลักคือ การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ทั้งกับลูกค้าและพนักงาน ผู้นำต้อง กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และผู้นำที่ดีต้องยอมรับผิดให้ได้ และขอโทษให้เป็น

ชวินดามองว่า การเป็นผู้นำไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่มาจากการฝึกฝนทั้งทัศนคติและการลงมือทำจริง ส่วนการสร้างความไว้วางใจต้องอาศัยการสื่อสารที่จริงใจและมีศิลปะ โดยเริ่มจากการฟังให้มากในการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และทำความเข้าใจความคิดเห็นของทีมงานอย่างแท้จริง

“ผู้นำต้องพูดความจริงอย่างมีศิลปะ ความซื่อสัตย์และการไม่โกหกคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การสื่อสารความจริงจำเป็นต้องมีศิลปะ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถยอมรับและเข้าใจได้ หลักการสื่อสารที่สำคัญคือ เอาเขาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ฟังต้องการได้ยินอะไร แล้วจึงค่อยๆ นำเสนอในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร นอกจากนี้ ผู้นำต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข”

นอกจากนี้ ชวินดามองว่า การเป็นผู้นำที่ดีจะไม่ตัดสินคุณค่าความคิดของใคร แต่จะช่วยปรับมุมมองหรือคำพูดที่ยังไม่สร้างสรรค์ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทีม เพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ และสามารถเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับทีม โดยต้องเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อหน่วยงานอยู่เสมอ และทำความเข้าใจภาพรวมของงานที่ทีมทำ เพื่อให้สามารถสนับสนุนและให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งเข้าใจหลักการ เพื่อการตัดสินใจที่ดี

“เราไม่จำเป็นต้องรู้ลึกทุกเรื่อง แต่ต้องเข้าใจหลักการและเหตุผลของงานนั้น เพื่อมองเห็นภาพรวมและชี้แนะแนวทางได้ การกล้าที่จะยอมรับเมื่อไม่รู้และสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ คือคุณสมบัติสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ฉบับที่ 523 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...