โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

รีแคป อุตฯยานยนต์’68 ค่ายรถวัดกำลัง-อีวีป่วนเมือง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 23.59 น.

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในปี 2568 ถือว่าเป็นอีกปีที่มีความท้าทาย และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลจากหลากหลายปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ และการเข้ามาทำตลาดของบรรดาค่ายรถยนต์หน้าใหม่ จากจีน กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

ตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์หลาย ๆ ค่ายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลาดรถยนต์จะอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัว” โดยเฉพาะพี่ใหญ่ค่ายโตโยต้า มองว่าปี 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีลักษณะการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ในทิศทางเดียวกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ยอดขายรถยนต์โดยรวมในปี 2567 อยู่ที่ 572,675 คัน ลดลง 26.2% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยเชื่อว่ายังคงมีแรงหนุนจากปัจจัยรอบด้านมาช่วยกระตุ้นความต้องการในตลาดรถยนต์ โดยประเมินตัวเลขยอดขายไว้โต 5% ที่ระดับ 600,000 คัน โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี 100,000 คัน

ไฟแนนซ์ยังเข้ม-ปิกอัพยังไม่ฟื้น

ผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีความเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ยังมีความน่ากังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง และอัตราหนี้เสียที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไป

โดยเฉพาะในตลาดรถปิกอัพ ที่ถือว่ามียอดขายตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี และในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นยอดขายที่ต่ำกว่า 100,000 คันเป็นครั้งแรก

ปรับลดยอดผลิต 50,000 คัน

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ได้ปรับเป้าหมายผลิตรถยนต์จากเดิมตั้งเป้าการผลิตรถยนต์รวมทั้งปีไว้ที่ 1.5 ล้านคัน ก่อนตัดสินใจปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ลงไป 50,000 คัน เหลือ 1.45 ล้านคัน เนื่องมาจากภาวะการชะลอตัวของตลาดส่งออก และเนื่องจากความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตต่างประเทศ

โดยขณะที่มีการรายงานยอดผลิตสะสม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) อยู่ที่ 1,341,714 คัน ลดลงเล็กน้อย (1.64%) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ค่ายรถอีวีเร่งเครื่องผลิตชดเชย

ปีนี้เราได้เห็นค่ายรถอีวี ที่เข้าร่วมมาตรการ อีวี 3.0 เดินเครื่องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อชดเชยกับการนำเข้ารถยนต์เพื่อมาทำตลาดไทย

โดยค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมต่างเริ่มผลิตรถอีวีออกสู่ตลาดประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงต้น 2567 เป็นต้นมา ทั้งในส่วนของค่ายเนต้า (NETA), เอ็มจี (MG) และตามมาด้วย GWM ORA Good Cat ที่เริ่มไลน์ผลิตเพื่อการส่งออกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นรายแรก

NETA

รวมถึงค่ายรถยนต์จีนอย่าง บีวายดี-เดนซ่า (BYD-DENZA), ดีพอล (DEEPAL), (จีเอซี ไอออน (GAC AION) เดินเครื่องผลิตรถยนต์จากโรงงานไทย

ขณะเดียวกันมีค่ายรถจากจีนหน้าใหม่มาทำตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเชอรี่กรุ๊ป ที่มีทั้งโอโมด้า แอนด์ เจคู (OMODA JAECOO), เชอรี่ (CHERY) พร้อมทั้งปักธงตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย จีลี่ (Geely) โดยกลุ่มธนบุรี, ลีป มอเตอร์ (LEAPMOTOR) โดยกลุ่มพระนครยนตรการ ฯลฯ

ถล่มราคาไม่เลิก

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นมา ต้องยอมรับตลาดรถยนต์อีวีในบ้านเรามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ดัมพ์ราคาขายเพื่อเร่งสร้างยอดมาอย่างต่อเนื่องจากเจ้าตลาดรถอีวีเดิม และการเข้ามาของค่ายรถยนต์หน้าใหม่ ทำให้การแข่งขันเริ่มขยายกลุ่มออกไป โดยค่ายรถยนต์เน้นการทำ “ราคา” ให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ค่าย OMODA & JAECOO ส่งรถอีวี รุ่นใหม่ JAECOO 5 EV จัดโปรโมชั่นด้วยราคาเริ่มต้น 549,000 บาท จากราคาเต็ม 629,000 บาท สำหรับรุ่น Long Range Dynamic และรุ่น Long Range Max ราคาพิเศษ 599,000 บาท จากราคาเต็ม 679,000 บาท โดยให้สิทธิกับลูกค้าในช่วงเปิดตัวด้วยจำนวนจำกัด แค่ 1,000 คันแรกเท่านั้น

แต่ปรากฏว่า OMODA & JAECOO มีการขยายสิทธิลากยาวตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนถึงวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา เสมือนให้ “ยาสั่ง” ผู้บริโภคชาวไทย ขยายสิทธิราคาพิเศษ จากสิทธิในวันแรก 1,000 คัน จนวันนี้ทะลุหลัก 10,000 คันไปแล้ว

ขณะค่าย Geely โดยกลุ่มธนบุรี แนะนำรถซิตี้ อีวี อย่าง Geely EX2 ออกสู่ตลาดด้วยราคาต่ำกว่า 400,000 บาท กับรถยนต์ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO ราคาปกติ 429,990 บาท แต่ลดเหลือ 399,990 บาท รุ่น MAX ราคาปกติ 459,990 บาท เหลือ 429,990 บาท ให้ลูกค้า 2,000 คันแรก ยอดถล่มทลาย

อีวีเริ่มไม่ตอบโจทย์

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่ายรถอีวี ส่วนใหญ่ต่างพยายามเพิ่มโอกาส ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มที่ยังไม่มั่นใจรถอีวี ด้วยการนำเสนอรถพลังงานทางเลือก ที่ใช้เครื่องยนต์+ไฟฟ้า ออกสู่ตลาดอย่างรถในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด PHEV หรือบางค่ายเรียก รถ REEV, DM-i Super Hybrid, SUPER HYBRID SYSTEM

นำเสนอให้ผู้บริโภค อย่าง Deepal s05 REEV, BYD Seal 5 DM-i Super Hybrid, JAECOO 7 SHS

หากสังเกตให้ดี ตลาดรถอีวีเริ่มปรับสภาพตลาดจากเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าที่ชอบเทคโนโลยี มีกำลังซื้อ

วันนี้ ขยับลงมาเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางมากขึ้น เห็นจากการนำเสนอโปรดักต์ ราคาจำหน่ายเจาะไปกลุ่มลูกค้าที่มี “ความอ่อนไหวด้านราคา”

ขณะที่ผู้ใช้รถอีวีก่อนหน้านี้เริ่มมีการเปลี่ยนคันใหม่ หันมาซื้อคันใหม่ทดแทนคันเก่า และมีกลุ่มลูกค้าอีกไม่น้อยที่ตัดสินใจกลับไปใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน, ไฮบริด

ค่ายญี่ปุ่นชูจุดแข็งไฮบริด

ฝั่งค่ายญี่ปุ่น ยังคงชูจุดแข็งเรื่องความเชื่อมั่นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขาย โดยเฉพาะการนำเสนอ และตอกย้ำเสถียรภาพของเครื่องยนต์ไฮบริด ทั้งโตโยต้า, ฮอนด้า ที่ทุกไลน์อัพเป็นการนำเสนอรถยนต์ไฮบริด แถมยังคงรักษาโมเมนตัมยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยาริส เอทีฟ ไฮบริด, ยาริส ครอส ไฮบริด, ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี, ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี หรือแม้แต่ ซูซูกิ ฟร็องซ์ ไฮบริด เรียกว่าค่ายญ่ปุ่นยังมุ่งมั่นและเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง

ปรับแผนนำเข้ารถจากญี่ปุ่น

ค่ายรถญี่ปุ่น บางค่ายใช้วิธีการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยการนำเข้ารถจากญี่ปุ่นมาทำตลาดในบ้านเรา อย่างค่ายนิสสัน ประสบความสำเร็จกับรถยนต์ MPV นิสสัน เซเรน่า ไฮบริด ที่ลูกค้าไทยตอบรับอย่างดี แถมเมื่อปลายปี ตัดสินใจนำเข้า นิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ มาเสริมทัพอีกรุ่น

เช่นเดียวกับค่ายฮอนด้า ที่นำเข้ารถ MPV อย่างสเต็ปแวกอน มาทำเสนอ

ค่ายญี่ปุ่นเริ่มทำตลาดรถอีวี

เมื่อค่ายญี่ปุ่นมองเห็นความต้องการ และลูกค้าบางกลุ่มที่อยากได้ความเชื่อมั่นและความมั่นใจในแบบฉบับรถญี่ปุ่น โตโยต้าตัดสินใจนำเข้ารถยนต์อีวีอย่าง bZ4X จากญี่ปุ่น มาทำตลาดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมเข้าร่วมมาตรการอีวี 3.0 โดยมีแผนผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า ไฮลักซ์ ทราโว่-อี ที่เพิ่งเปิดตัวไป เพื่อชดเชยมาตรการอีวี 3.0 ยังต้องการกลุ่มลูกค้าฟลีต สำหรับตลาดในประเทศ และมีแผนจะผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังยุโรปและออสเตรเลีย ภายใต้แผนการผลิตระดับ 5-7 พันคันในปีหน้า

เช่นเดียวกับค่ายมาสด้า ที่เปิดจองสิทธิรถยนต์ไฟฟ้า 6อี ซึ่งจะเป็นการนำเข้าจากโรงงานมาสด้า-ฉางอาน ในจีน โดยจะเปิดตัวพร้อมประกาศราคา และส่งมอบให้ลูกค้าได้ราว ๆ ไตรมาสแรกของปีหน้า ตามแผนมาสด้าเตรียมทำตลาดรถอีวีในไทยถึง 2 รุ่นในปีหน้า

ขณะที่ค่ายซูซูกิ ตามแผนงานต้องนำเข้าและเปิดตัวรถ วิทาร่า-อี มาทำตลาดในบ้านเราเช่นเดียวกัน

เนต้า บทเรียนราคาแพง

สุดท้ายต้องบอกว่า จากกรณีค่ายรถยนต์อีวีจีน เนต้า (NETA) อดีตค่ายรถอีวีดาวโรจน์ที่เคยเป็นความหวังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วันนี้ได้ทิ้งรอยแผล กรีดลึก ทิ้งร่องรอยความเจ็บช้ำให้กับผู้เกี่ยวข้องจำไม่ลืม

ปัจจุบันทีมผู้บริหารเนต้า ทุกอย่างมลายหายสาบสูญ ภาระหนี้สินที่มีต่อตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) โรงงานรับจ้างผลิต บริษัท ซัพพลายเออร์ หลาย ๆ ภาคส่วนที่ ค่ายเนต้ายังมีภาระผูกพันทางหนี้สิน

ที่สำคัญ ยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อชดเชยกับมาตรการอีวี 3.0 ที่รัฐบาลไทยสนับสนุนให้ เป็นมูลค่าคันละ 150,000 บาทนั้น ส่วนหนึ่งรัฐบาลไทยมีการสั่งจ่ายให้เนต้าไปแล้วบางส่วน แต่ยังเหลือยอดที่เนต้า ต้องผลิตรถยนต์ชดเชยให้กับประเทศไทย อีกราว ๆ 20,000 คัน ในปี 2568 แต่จากมรสุมลูกค้า

ท้ายสุด เนต้าไม่สามารถข้ามผ่านมาได้ รถยนต์ลอตสุดท้ายไม่ได้ถูกผลิต และกรมสรรพสามิตสั่งชะลอการจ่ายเงินสนับสนุนส่วนที่เหลือทันที สุดท้ายทุกอย่างหายสูญ

ทิ้งไว้แต่ลูกค้า ผู้ซื้อรถยนต์เนต้าในบ้านเรา ที่ “วันนี้ต้องดูแลตัวเอง”

จับตาป่วนส่งท้ายมาตรการอีวี 3.0

หลังจากช่วงไตรมาสสุดท้าย ค่ายรถยนต์อีวีที่เข้าร่วมมาตรการอีวี 3.0 และ 3.5 ต่างงัดกลยุทธ์มากระตุ้นยอดขาย ระบายสต๊อก ล่าสุดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อค่ายรถ OMODA JAECOO โกยยอดขายจากราคาพิเศษช่วงเปิดตัว จากหลักเพียงแค่ 1,000 คัน กระโดดขึ้นไปเป็นหลักหมื่นคัน เพื่อหวังใช้สิทธิประโยชน์มาตรการอีวี 3.0

ตามเงื่อนไข ข้อกำหนด ใช้สิทธิดังกล่าวต้องดำเนินการทุกขั้นตอนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2568 นี้เท่านั้น ทีมผู้บริหาร OMODA & JAECOO ประกาศขออภัยในความล่าช้าในการส่งมอบรถ JAECOO 5 EV จากรถเทรลเลอร์คู่สัญญา มีรถไม่เพียงพอ และมีกำหนดหยุดงานตามรอบปฏิทินในช่วงปลายปี โดยแจ้งให้ลูกค้าที่มีความประสงค์รับรถก่อนปีใหม่ ต้องไปรับรถเองที่ท่าเรือแหลมฉบัง หากต้องการรับรถ JAECOO 5 EV รถไฟฟ้า 100% ภายใน 30 ธันวาคม 2568 โดยให้ลูกค้าแจ้งความประสงค์ผ่าน Call Center โทร.0-2020-8888 ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. โดยบริษัท OMODA & JAECOO ยินดีดูแลค่าเดินทางและสนับสนุนค่าโรงแรมสำหรับลูกค้าต่างจังหวัด

โดยว่ากันว่า รถยนต์ลอตนี้จะไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ หรือ PDI (Pre-Delivery Inspection) ดังนั้นหากเกิดข้อบกพร่อง ตำหนิ หรือความไม่สมบูรณ์ ต้องเข้าเคลมคุณภาพ หรือแก้ไขภายหลัง ที่ศูนย์บริการของ OMODA & JAECOO

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการสะท้อนการบริหารจัดการ การทำธุรกิจของจีนยุคใหม่ ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ เหมือนครั้งหนึ่งที่ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้พูดค่ายกับ “บิล จาง” ผู้อำนวยการ โอโมดา แอนด์ เจคู ไทยแลนด์ ที่แสดงทรรศนะไว้อย่างชัดเจน ภายใต้คำพูดสั้น ๆ ที่ว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้ที่ OJ”

ส่วนปีหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยเริ่มใช้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เราต้องติดตามความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยครั้งใหม่ และใหญ่ขึ้น ห้ามกะพริบตา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีแคป อุตฯยานยนต์’68 ค่ายรถวัดกำลัง-อีวีป่วนเมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...