รีแคป อุตฯยานยนต์’68 ค่ายรถวัดกำลัง-อีวีป่วนเมือง
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในปี 2568 ถือว่าเป็นอีกปีที่มีความท้าทาย และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผลจากหลากหลายปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ และการเข้ามาทำตลาดของบรรดาค่ายรถยนต์หน้าใหม่ จากจีน กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร
ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
ตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์หลาย ๆ ค่ายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลาดรถยนต์จะอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัว” โดยเฉพาะพี่ใหญ่ค่ายโตโยต้า มองว่าปี 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีลักษณะการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ในทิศทางเดียวกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
ยอดขายรถยนต์โดยรวมในปี 2567 อยู่ที่ 572,675 คัน ลดลง 26.2% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยเชื่อว่ายังคงมีแรงหนุนจากปัจจัยรอบด้านมาช่วยกระตุ้นความต้องการในตลาดรถยนต์ โดยประเมินตัวเลขยอดขายไว้โต 5% ที่ระดับ 600,000 คัน โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี 100,000 คัน
ไฟแนนซ์ยังเข้ม-ปิกอัพยังไม่ฟื้น
ผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีความเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ยังมีความน่ากังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง และอัตราหนี้เสียที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไป
โดยเฉพาะในตลาดรถปิกอัพ ที่ถือว่ามียอดขายตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี และในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นยอดขายที่ต่ำกว่า 100,000 คันเป็นครั้งแรก
ปรับลดยอดผลิต 50,000 คัน
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ได้ปรับเป้าหมายผลิตรถยนต์จากเดิมตั้งเป้าการผลิตรถยนต์รวมทั้งปีไว้ที่ 1.5 ล้านคัน ก่อนตัดสินใจปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ลงไป 50,000 คัน เหลือ 1.45 ล้านคัน เนื่องมาจากภาวะการชะลอตัวของตลาดส่งออก และเนื่องจากความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตต่างประเทศ
โดยขณะที่มีการรายงานยอดผลิตสะสม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) อยู่ที่ 1,341,714 คัน ลดลงเล็กน้อย (1.64%) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ค่ายรถอีวีเร่งเครื่องผลิตชดเชย
ปีนี้เราได้เห็นค่ายรถอีวี ที่เข้าร่วมมาตรการ อีวี 3.0 เดินเครื่องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อชดเชยกับการนำเข้ารถยนต์เพื่อมาทำตลาดไทย
โดยค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมต่างเริ่มผลิตรถอีวีออกสู่ตลาดประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงต้น 2567 เป็นต้นมา ทั้งในส่วนของค่ายเนต้า (NETA), เอ็มจี (MG) และตามมาด้วย GWM ORA Good Cat ที่เริ่มไลน์ผลิตเพื่อการส่งออกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นรายแรก
รวมถึงค่ายรถยนต์จีนอย่าง บีวายดี-เดนซ่า (BYD-DENZA), ดีพอล (DEEPAL), (จีเอซี ไอออน (GAC AION) เดินเครื่องผลิตรถยนต์จากโรงงานไทย
ขณะเดียวกันมีค่ายรถจากจีนหน้าใหม่มาทำตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเชอรี่กรุ๊ป ที่มีทั้งโอโมด้า แอนด์ เจคู (OMODA JAECOO), เชอรี่ (CHERY) พร้อมทั้งปักธงตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย จีลี่ (Geely) โดยกลุ่มธนบุรี, ลีป มอเตอร์ (LEAPMOTOR) โดยกลุ่มพระนครยนตรการ ฯลฯ
ถล่มราคาไม่เลิก
ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นมา ต้องยอมรับตลาดรถยนต์อีวีในบ้านเรามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ดัมพ์ราคาขายเพื่อเร่งสร้างยอดมาอย่างต่อเนื่องจากเจ้าตลาดรถอีวีเดิม และการเข้ามาของค่ายรถยนต์หน้าใหม่ ทำให้การแข่งขันเริ่มขยายกลุ่มออกไป โดยค่ายรถยนต์เน้นการทำ “ราคา” ให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
ค่าย OMODA & JAECOO ส่งรถอีวี รุ่นใหม่ JAECOO 5 EV จัดโปรโมชั่นด้วยราคาเริ่มต้น 549,000 บาท จากราคาเต็ม 629,000 บาท สำหรับรุ่น Long Range Dynamic และรุ่น Long Range Max ราคาพิเศษ 599,000 บาท จากราคาเต็ม 679,000 บาท โดยให้สิทธิกับลูกค้าในช่วงเปิดตัวด้วยจำนวนจำกัด แค่ 1,000 คันแรกเท่านั้น
แต่ปรากฏว่า OMODA & JAECOO มีการขยายสิทธิลากยาวตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนถึงวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา เสมือนให้ “ยาสั่ง” ผู้บริโภคชาวไทย ขยายสิทธิราคาพิเศษ จากสิทธิในวันแรก 1,000 คัน จนวันนี้ทะลุหลัก 10,000 คันไปแล้ว
ขณะค่าย Geely โดยกลุ่มธนบุรี แนะนำรถซิตี้ อีวี อย่าง Geely EX2 ออกสู่ตลาดด้วยราคาต่ำกว่า 400,000 บาท กับรถยนต์ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO ราคาปกติ 429,990 บาท แต่ลดเหลือ 399,990 บาท รุ่น MAX ราคาปกติ 459,990 บาท เหลือ 429,990 บาท ให้ลูกค้า 2,000 คันแรก ยอดถล่มทลาย
อีวีเริ่มไม่ตอบโจทย์
ที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่ายรถอีวี ส่วนใหญ่ต่างพยายามเพิ่มโอกาส ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มที่ยังไม่มั่นใจรถอีวี ด้วยการนำเสนอรถพลังงานทางเลือก ที่ใช้เครื่องยนต์+ไฟฟ้า ออกสู่ตลาดอย่างรถในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด PHEV หรือบางค่ายเรียก รถ REEV, DM-i Super Hybrid, SUPER HYBRID SYSTEM
นำเสนอให้ผู้บริโภค อย่าง Deepal s05 REEV, BYD Seal 5 DM-i Super Hybrid, JAECOO 7 SHS
หากสังเกตให้ดี ตลาดรถอีวีเริ่มปรับสภาพตลาดจากเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าที่ชอบเทคโนโลยี มีกำลังซื้อ
วันนี้ ขยับลงมาเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางมากขึ้น เห็นจากการนำเสนอโปรดักต์ ราคาจำหน่ายเจาะไปกลุ่มลูกค้าที่มี “ความอ่อนไหวด้านราคา”
ขณะที่ผู้ใช้รถอีวีก่อนหน้านี้เริ่มมีการเปลี่ยนคันใหม่ หันมาซื้อคันใหม่ทดแทนคันเก่า และมีกลุ่มลูกค้าอีกไม่น้อยที่ตัดสินใจกลับไปใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน, ไฮบริด
ค่ายญี่ปุ่นชูจุดแข็งไฮบริด
ฝั่งค่ายญี่ปุ่น ยังคงชูจุดแข็งเรื่องความเชื่อมั่นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขาย โดยเฉพาะการนำเสนอ และตอกย้ำเสถียรภาพของเครื่องยนต์ไฮบริด ทั้งโตโยต้า, ฮอนด้า ที่ทุกไลน์อัพเป็นการนำเสนอรถยนต์ไฮบริด แถมยังคงรักษาโมเมนตัมยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยาริส เอทีฟ ไฮบริด, ยาริส ครอส ไฮบริด, ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี, ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี หรือแม้แต่ ซูซูกิ ฟร็องซ์ ไฮบริด เรียกว่าค่ายญ่ปุ่นยังมุ่งมั่นและเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
ปรับแผนนำเข้ารถจากญี่ปุ่น
ค่ายรถญี่ปุ่น บางค่ายใช้วิธีการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยการนำเข้ารถจากญี่ปุ่นมาทำตลาดในบ้านเรา อย่างค่ายนิสสัน ประสบความสำเร็จกับรถยนต์ MPV นิสสัน เซเรน่า ไฮบริด ที่ลูกค้าไทยตอบรับอย่างดี แถมเมื่อปลายปี ตัดสินใจนำเข้า นิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ มาเสริมทัพอีกรุ่น
เช่นเดียวกับค่ายฮอนด้า ที่นำเข้ารถ MPV อย่างสเต็ปแวกอน มาทำเสนอ
ค่ายญี่ปุ่นเริ่มทำตลาดรถอีวี
เมื่อค่ายญี่ปุ่นมองเห็นความต้องการ และลูกค้าบางกลุ่มที่อยากได้ความเชื่อมั่นและความมั่นใจในแบบฉบับรถญี่ปุ่น โตโยต้าตัดสินใจนำเข้ารถยนต์อีวีอย่าง bZ4X จากญี่ปุ่น มาทำตลาดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมเข้าร่วมมาตรการอีวี 3.0 โดยมีแผนผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า ไฮลักซ์ ทราโว่-อี ที่เพิ่งเปิดตัวไป เพื่อชดเชยมาตรการอีวี 3.0 ยังต้องการกลุ่มลูกค้าฟลีต สำหรับตลาดในประเทศ และมีแผนจะผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังยุโรปและออสเตรเลีย ภายใต้แผนการผลิตระดับ 5-7 พันคันในปีหน้า
เช่นเดียวกับค่ายมาสด้า ที่เปิดจองสิทธิรถยนต์ไฟฟ้า 6อี ซึ่งจะเป็นการนำเข้าจากโรงงานมาสด้า-ฉางอาน ในจีน โดยจะเปิดตัวพร้อมประกาศราคา และส่งมอบให้ลูกค้าได้ราว ๆ ไตรมาสแรกของปีหน้า ตามแผนมาสด้าเตรียมทำตลาดรถอีวีในไทยถึง 2 รุ่นในปีหน้า
ขณะที่ค่ายซูซูกิ ตามแผนงานต้องนำเข้าและเปิดตัวรถ วิทาร่า-อี มาทำตลาดในบ้านเราเช่นเดียวกัน
เนต้า บทเรียนราคาแพง
สุดท้ายต้องบอกว่า จากกรณีค่ายรถยนต์อีวีจีน เนต้า (NETA) อดีตค่ายรถอีวีดาวโรจน์ที่เคยเป็นความหวังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วันนี้ได้ทิ้งรอยแผล กรีดลึก ทิ้งร่องรอยความเจ็บช้ำให้กับผู้เกี่ยวข้องจำไม่ลืม
ปัจจุบันทีมผู้บริหารเนต้า ทุกอย่างมลายหายสาบสูญ ภาระหนี้สินที่มีต่อตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) โรงงานรับจ้างผลิต บริษัท ซัพพลายเออร์ หลาย ๆ ภาคส่วนที่ ค่ายเนต้ายังมีภาระผูกพันทางหนี้สิน
ที่สำคัญ ยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อชดเชยกับมาตรการอีวี 3.0 ที่รัฐบาลไทยสนับสนุนให้ เป็นมูลค่าคันละ 150,000 บาทนั้น ส่วนหนึ่งรัฐบาลไทยมีการสั่งจ่ายให้เนต้าไปแล้วบางส่วน แต่ยังเหลือยอดที่เนต้า ต้องผลิตรถยนต์ชดเชยให้กับประเทศไทย อีกราว ๆ 20,000 คัน ในปี 2568 แต่จากมรสุมลูกค้า
ท้ายสุด เนต้าไม่สามารถข้ามผ่านมาได้ รถยนต์ลอตสุดท้ายไม่ได้ถูกผลิต และกรมสรรพสามิตสั่งชะลอการจ่ายเงินสนับสนุนส่วนที่เหลือทันที สุดท้ายทุกอย่างหายสูญ
ทิ้งไว้แต่ลูกค้า ผู้ซื้อรถยนต์เนต้าในบ้านเรา ที่ “วันนี้ต้องดูแลตัวเอง”
จับตาป่วนส่งท้ายมาตรการอีวี 3.0
หลังจากช่วงไตรมาสสุดท้าย ค่ายรถยนต์อีวีที่เข้าร่วมมาตรการอีวี 3.0 และ 3.5 ต่างงัดกลยุทธ์มากระตุ้นยอดขาย ระบายสต๊อก ล่าสุดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อค่ายรถ OMODA JAECOO โกยยอดขายจากราคาพิเศษช่วงเปิดตัว จากหลักเพียงแค่ 1,000 คัน กระโดดขึ้นไปเป็นหลักหมื่นคัน เพื่อหวังใช้สิทธิประโยชน์มาตรการอีวี 3.0
ตามเงื่อนไข ข้อกำหนด ใช้สิทธิดังกล่าวต้องดำเนินการทุกขั้นตอนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2568 นี้เท่านั้น ทีมผู้บริหาร OMODA & JAECOO ประกาศขออภัยในความล่าช้าในการส่งมอบรถ JAECOO 5 EV จากรถเทรลเลอร์คู่สัญญา มีรถไม่เพียงพอ และมีกำหนดหยุดงานตามรอบปฏิทินในช่วงปลายปี โดยแจ้งให้ลูกค้าที่มีความประสงค์รับรถก่อนปีใหม่ ต้องไปรับรถเองที่ท่าเรือแหลมฉบัง หากต้องการรับรถ JAECOO 5 EV รถไฟฟ้า 100% ภายใน 30 ธันวาคม 2568 โดยให้ลูกค้าแจ้งความประสงค์ผ่าน Call Center โทร.0-2020-8888 ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. โดยบริษัท OMODA & JAECOO ยินดีดูแลค่าเดินทางและสนับสนุนค่าโรงแรมสำหรับลูกค้าต่างจังหวัด
โดยว่ากันว่า รถยนต์ลอตนี้จะไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ หรือ PDI (Pre-Delivery Inspection) ดังนั้นหากเกิดข้อบกพร่อง ตำหนิ หรือความไม่สมบูรณ์ ต้องเข้าเคลมคุณภาพ หรือแก้ไขภายหลัง ที่ศูนย์บริการของ OMODA & JAECOO
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการสะท้อนการบริหารจัดการ การทำธุรกิจของจีนยุคใหม่ ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ เหมือนครั้งหนึ่งที่ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้พูดค่ายกับ “บิล จาง” ผู้อำนวยการ โอโมดา แอนด์ เจคู ไทยแลนด์ ที่แสดงทรรศนะไว้อย่างชัดเจน ภายใต้คำพูดสั้น ๆ ที่ว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้ที่ OJ”
ส่วนปีหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยเริ่มใช้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เราต้องติดตามความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยครั้งใหม่ และใหญ่ขึ้น ห้ามกะพริบตา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีแคป อุตฯยานยนต์’68 ค่ายรถวัดกำลัง-อีวีป่วนเมือง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net