โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไทยกำลังเสียพื้นที่ลงทุน” ต้องเร่งปฏิรูประบบบริหารประเทศ ฟื้นขีดความสามารถแข่งขันดึงดูด FDI

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 04 พ.ย. 2568 เวลา 21.59 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 16.12 น.

คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เสนอรายงานฉบับใหม่ว่าด้วย “การปฏิรูประบบการบริหารประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)” เตือนประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้าง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียเร่งแซงหน้าอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการศึกษา เรื่อง “การปฏิรูประบบการบริหารประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันสำหรับตลาดทุนและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ” โดยผู้แทนคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ภายในงานสัมมนา “การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนจากต่างประเทศในอาเซียนและประเทศไทย Implication of Changing Global Supply Chain on Foreign Direct Investment in ASEAN and Thailand” ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกรัฐสภา ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สอดรับกับพลวัตทางเศรษฐกิจโลก

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยมีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทางปฏิรูประบบการบริหารประเทศให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน และการแข่งขันดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศในอาเซียน

รายงานระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกแตกแยกและการแข่งขันด้านการลงทุนเข้มข้นขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและอินโดนีเซียเร่งปฏิรูปกฎหมายและกระจายอำนาจ สามารถดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศได้มากกว่าประเทศไทยเท่าตัว

แม้ประเทศไทยยังคงมีปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น ทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานได้มาตรฐาน สิทธิประโยชน์ BOI และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเดิมที่เข้มแข็ง แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความไม่ชัดเจนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ การไม่กระจายอำนาจเชิงพื้นที่ และการไม่พัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการเติบโต ของธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ในปี 2566 ไทยได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพียง 8,053 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม) ประเทศ ในภูมิภาคอาเซียนที่มีมูลค่า FDI มากกว่าไทย ได้แก่ สิงคโปร์ (135,071 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) อินโดนีเซีย (21,497 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เวียดนาม (18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ฟิลิปปินส์ (8,925 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และมาเลเซีย (8,407 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้ม FDI ที่ไหลเข้าประเทศไทยชะลอตัวลงจากความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ยกเว้นด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยประเทศไทยมีต้นทุนด้านแรงงานสูงกว่าประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซียเกือบเท่าตัว อีกทั้งทักษะแรงงานไทย ต่ำกว่าทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ จากข้อมูลพบว่าประเทศเวียดนามมีความคล่องตัวในการลงทุน ด้านกฎระเบียบและมีปัจจัยสนับสนุนมากกว่าประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน จัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement:FTA) จำนวนหลายฉบับมากกว่าประเทศไทยในระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนในประเทศเหล่านี้มีโอกาสส่งออกสินค้าไปยังตลาด FTA ได้มากกว่า

จุดอ่อนหลักของประเทศไทยในการดึงดูด FDI

1. แรงงานมีทักษะต่ำและต้นทุนสูง

  • ค่าแรงเฉลี่ยไทยใกล้เคียงมาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซียเกือบเท่าตัว
  • ทักษะด้านภาษาอังกฤษและดิจิทัลต่ำ
  • การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้แรงงานลดลงในอนาคต

ความไม่ชัดเจนของ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาแรงงานทักษะสูง แม้แต่ละรัฐบาลในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้กำหนดอุตสาหกรรมสำคัญไว้ชัดเจน เช่น 12 อุตสาหกรรม S-Curve, เศรษฐกิจ BCG, IGNITE THAILAND และอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนระบุอุตสาหกรรมเป้าหมายไม่ตรงกัน ส่งผลให้แรงงานและสถานศึกษาขาดทิศทางในการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง การขาดเอกภาพเชิงนโยบายเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและไม่สามารถตอบสนองต่อตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาแรงงานทักษะสูงจำเป็นต้องเริ่มจากความชัดเจนของ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” และ “ห่วงโซ่คุณค่า” ของแต่ละภาคธุรกิจ เช่น การผลิตแบตเตอรี่หรือยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้ความรู้เทคนิคเฉพาะทางแตกต่างกัน สถานศึกษาท้องถิ่นจึงควรร่วมมือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล่านี้ เพื่อจัดทำหลักสูตรเฉพาะที่ตอบโจทย์จริงในพื้นที่ ทั้งนี้ รัฐควรกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมให้ชัดและต่อเนื่อง แปลงกรอบใหญ่ให้เป็น “ธุรกิจท้องถิ่นตามห่วงโซ่คุณค่า” และกระจายแผนสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างแรงงานทักษะและตำแหน่งงานคุณภาพในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน.

“แรงงานไทยจำนวนมากยังไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้จะมีแรงงาน แต่ขาดทักษะที่ตลาดต้องการ”

2. กฎหมายและระบบราชการซับซ้อน

  • มีขั้นตอนอนุมัติซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน
  • ระบบอนุมัติออนไลน์ยังไม่สมบูรณ์
  • การบังคับใช้กฎหมายล่าช้าและไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

แม้ประเทศไทยจะมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับบริการภาครัฐให้ทันสมัย โดยในรอบสิบปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงกฎหมายกว่า 400 กระบวนงาน และพัฒนา e-Service เชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางกว่า 600 งานบริการ ส่งผลให้อันดับ “ความยาก–ง่ายในการประกอบธุรกิจ” (Doing Business 2020) ขยับจากอันดับที่ 49 มาอยู่ที่ 21 ของโลก สูงกว่าอินโดนีเซียและเวียดนามที่อยู่ในอันดับ 73 และ 70 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศกลับสามารถดึงดูด FDI ได้มากกว่าไทยถึงเท่าตัว เหตุผลสำคัญคือการ “กระจายอำนาจเชิงพื้นที่” ที่เปิดให้ท้องถิ่นบริหารจัดการทรัพยากรและตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น ผ่านแนวทาง “Tailor-made Approach” ที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการการอนุมัติรวดเร็วและปรับตัวไว

ในทางกลับกัน ประเทศไทยแม้มีความพยายามเริ่มต้นแนวทางดังกล่าวผ่าน “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมได้เร็วกว่าพื้นที่อื่น แต่การขยายเขตนิคมในจังหวัดนอก EEC กลับติดขัดในขั้นตอนอนุมัตินานนับสิบปี เนื่องจากระบบราชการไทยยังคง “กระจายอำนาจเชิงกระทรวง ไม่ใช่เชิงพื้นที่” ทำให้แต่ละหน่วยงานในภูมิภาคต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลาง ส่งผลให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ล่าช้าและขาดความยืดหยุ่น ทั้งที่นิคมอุตสาหกรรมกว่า 61% ของประเทศกระจุกตัวอยู่ในสามจังหวัด EEC ซึ่งชี้ชัดว่าหากไทยไม่เร่งกระจายอำนาจเชิงพื้นที่จริงจัง ศักยภาพในการดึงดูด FDI และการเติบโตของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอื่น ๆ จะยังคงถูกจำกัดต่อไป.

3. FTA และข้อตกลงระหว่างประเทศไม่เพียงพอ

  • เวียดนามมี FTA ครอบคลุม 53 ประเทศ
  • ไทยยังไม่มีข้อตกลงสำคัญกับสหภาพยุโรป (EU–Thailand FTA)
  • นักลงทุนมองว่า “ไทยเป็นฐานการผลิตที่ปิดกว่าคู่แข่ง”

ประเทศไทยมีความตกลงการค้าเสรีที่มีผลใช้บังคับแล้ว จำนวน 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ โดยเป็นความตกลงในกรอบอาเซียนกับสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ ครอบคลุมการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน นอกจากนี้ ยังมี FTA กับคู่เจรจาอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ชิลี และฮ่องกง นอกจากนี้ ความตกลงล่าสุดที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 คือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) มีสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอีก 5 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น

ความตกลงการค้าเสรีที่ลงนามแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ จำนวน 3 ฉบับ คือ (1) ไทยกับศรีลังกา (2) ไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA) ซึ่งมีสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ลิคเทนสไตน์ และไอซ์แลนด์ และ (3) ความตกลงระหว่างไทยกับภูฏาน โดยทั้ง 3 ฉบับนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้

ความตกลงการค้าเสรีอยู่ระหว่างการเจรจา จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลง การค้าเสรีไทยกับสหภาพยุโรป ความตกลงการค้าเสรีไทยกับเกาหลีใต้ และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา

ข้อจำกัดในการส่งเสริมการลงทุน

แม้ประเทศไทยมีกลยุทธ์ส่งเสริมการลงทุน และที่ผ่านมา BOI ได้ปรับปรุงยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับนโยบายระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีแก่ธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดย BOI ให้สิทธิประโยชน์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และกิจการอื่น ๆ รวมถึงการส่งเสริม S-Curve ภายในประเทศ และธุรกิจ Data Center

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนี้

ภาพรวมการลงทุนโลกและภาวะการลงทุน FDI

รายงานระบุว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังต่อเนื่อง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก โดยภาคเอกชนทั่วโลกได้ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานแล้ว ด้วยต้นทุนที่สูงมาก จะคงอยู่ไปอย่างน้อย 20 – 30 ปี รวมทั้งการแบ่งขั้วของโลกเป็น 4 กลุ่มหลักในแง่การค้าและการลงทุน ได้แก่ บล็อกสหรัฐฯ บล็อกจีนที่ประกอบด้วยรัสเซีย อิหร่าน บางประเทศ ในแอฟริกา และบางประเทศในอาเซียน บล็อกยุโรป – พันธมิตร ที่รวมถึงยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียที่ไม่สามารถพึ่งพิงอเมริกาได้แล้ว และบล็อกประเทศเป็นกลางที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้ ตลอดจนการแบ่งแยกในทุกมิติ ทั้งเทคโนโลยี ตลาดการเงิน และสกุลเงิน จะมีผลต่อการลงทุนในไทยต่อไป

โดยสรุป ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในช่วง 5 ปี ข้างหน้า ได้แก่
1) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าและเทคโนโลยี
2) การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Transformation) โดยภาคอุตสาหกรรมมุ่งลดคาร์บอน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแสวงหาแหล่งพลังงานสะอาด
3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำของโลก (Global Minimum Tax) โดยเป็นกติกาภาษีใหม่ของโลก ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการเลือกแหล่งลงทุนของบริษัทข้ามชาติ
4) เทคโนโลยี (Technology) การแทรกแซงทางเทคโนโลยีและการก่อกำเนิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ
5) บุคลากรทักษะสูง (Talent) การแย่งชิงบุคลากรทักษะสูงจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ต้องเร่งปฏิรูปประเทศและกฎหมายล้าสมัย

รายงานชี้ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ จะพิจารณาแค่เพียงจำนวนเงินลงทุนไม่ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างตำแหน่งงานและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ ต้องกระจายอำนาจบริหารทรัพยากรให้ท้องถิ่น และวางแผนพัฒนาร่วมกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะกลับไปยืนแถวหน้าในกลุ่มประเทศอาเซียน หากแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิด 3 จุดอ่อนข้างต้น ซึ่งอาจเรียกได้ว่าการปฏิรูประบบ การบริหารประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับตลาดทุนและดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศ

“ความล่าช้าในการปรับตัวของนโยบายการบริหารประเทศ”ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้างหลายด้าน

รายงานชี้ว่าไทยควรเร่ง ปฏิรูประบบราชการและกฎหมายที่ล้าสมัย โดยเฉพาะกฎระเบียบการลงทุนและการประกอบธุรกิจที่ซ้ำซ้อน รวมถึงการขาดการสื่อสารเชิงนโยบายจากส่วนกลางสู่ภาคเอกชน

รายงานฉบับนี้เสนอให้ทบทวนแนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในประเด็นการปฏิรูประบบการบริหารประเทศ ทบทวนระยะเปลี่ยนผ่านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่ฐานการลงทุนเพิ่มมูลค่า โดยเชื่อมอุตสาหกรรมในภูมิภาคเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าโลก เน้นความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง เอกชน ท้องถิ่น เพื่อฟื้นความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนระยะยาวท่ามกลางสมรภูมิการค้าการลงทุนโลกที่ปั่นป่วนต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า การปฏิรูประบบการบริหารประเทศ ให้มีประสิทธิภาพแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนกลางต้องปรับบทบาทจากผู้ตัดสินใจสูงสุดเป็นผู้กำหนดวาระประเทศ แผนมหภาค กำกับนโยบายและสนับสนุนงบประมาณ ส่วนภูมิภาคเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้กำหนดนโยบาย ตัดสินใจการใช้ทรัพยากรในภูมิภาค ตลอดจนการบริหารและปฏิบัติงานในพื้นที่

การปฏิรูประบบการบริหาร ประเทศมี 2 แนวทาง ได้แก่

(1) ปฏิรูประบบการบริหารส่วนภูมิภาคเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานที่รวมศูนย์ การตัดสินใจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมายในภูมิภาคนั้น ๆ ส่งเสริม การพัฒนาธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย อำนวยความสะดวก ให้กับภาคเอกชน โดยถอดบทเรียนความสำเร็จและไม่สำเร็จจาก EEC

(2) ปฏิรูประบบการบริหารส่วนภูมิภาคในองค์รวม ลดระดับชั้นการปกครองส่วนท้องถิ่นจากอำเภอและตำบล ให้เหลือเพียงอำเภอ แล้วรวมกลุ่มอำเภอที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นหัวเมืองเศรษฐกิจ รวมกลุ่มอำเภอที่เหลือเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มจังหวัดที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการบริหารทรัพยากร เพื่อให้หัวเมืองเศรษฐกิจและกลุ่มจังหวัดสามารถตัดสินใจ บริหารทรัพยากรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น ยกเลิกการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เปลี่ยนเป็นการเลือกตั้ง องค์การบริหารส่วนหัวเมืองเศรษฐกิจ/กลุ่มจังหวัด

ข้อเสนอเชิงนโยบายหลัก

1. ปฏิรูปการบริหารประเทศแบบบูรณาการ

  • ให้ส่วนกลางทำหน้าที่กำหนด “ยุทธศาสตร์ชาติ” ในภาพรวม
  • กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และแรงงาน
  • สร้างกลไก “ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งชาติ” เพื่อใช้ข้อมูลกลางร่วมกัน

2. พัฒนาแรงงานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม

  • จัดทำแผน Reskill/Upskill ระดับประเทศ
  • จับคู่หลักสูตรอาชีวะกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • ส่งเสริมความร่วมมือ “รัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา”

3. ใช้เทคโนโลยีและ e-Government ลดคอร์รัปชัน

  • ปรับระบบอนุมัติการลงทุนให้อยู่ในรูปแบบ “One Stop Service Digital Platform”
  • ส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดขั้นตอนทางราชการ
  • ปรับปรุงกฎหมายล้าสมัยผ่านแนวคิด “Regulatory Guillotine”

4. ส่งเสริม Soft Power ไทย

  • ใช้เอกลักษณ์ไทย เช่น อาหาร การบริการ วัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • ผลักดัน “Thai Soft Power Industry Cluster” เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

รายงานสรุปว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นและความเร่งด่วนจะต้องกลับเข้าสู่ตัวเลือกประเทศลำดับต้น ๆ ที่อุตสาหกรรมเป้าหมายนานาชาติให้ความสนใจใช้เป็นฐานการผลิต

หากไทยสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างดังกล่าวได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านจาก “ฐานการผลิตต้นทุนต่ำ” ไปสู่ “ฐานการลงทุนเพิ่มมูลค่า” และกลับมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคได้อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...