‘สลาก’ ชูแผนปี’69 แปลงหวย ‘ใบ’ เป็น ‘ดิจิทัล’
ปัจจุบันสลากดิจิทัลขายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละงวดขายได้หมดแทบไม่เหลือ ซึ่งล่าสุด ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ณ จังหวัดเชียงราย ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดขึ้น ได้ฉายภาพทิศทางการดำเนินงานเกี่ยวกับสลากในปี 2569 ที่จะมุ่งสร้างสมดุลระหว่างสลากใบและสลากดิจิทัล
“พันโทหนุน ศันสนาคม” ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ในปีหน้า มีแนวทางจะเพิ่มปริมาณสลากดิจิทัล 6 หลัก หรือสลาก L6 จากเดิมที่จำหน่ายอยู่งวดละ 27 ล้านฉบับ และเริ่มมีการทดลองตลาด ด้วยการเพิ่มระหว่างงวดเป็น 28 ล้านฉบับ ซึ่งพบว่า สลากขายหมด ติดต่อกัน 3 งวด โดยงวดล่าสุดที่เพิ่มเป็น 28 ล้านฉบับ พบว่า สลากเหลือในระบบเพียง 4 ฉบับ ก็ถือว่าจำหน่ายหมด
“สำนักงานสลากฯจะติดตามสถานการณ์ในงวดถัด ๆ ไป หากพบว่ายังจำหน่ายหมดต่อเนื่องอีกสัก 2 งวด ก็จะพิจารณาการเพิ่มสลาก L6 เป็น 28 ล้านฉบับถาวร”
ทั้งนี้ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯมีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีเพียงสลากแบบใบ ต่อมามีการจำหน่ายสลากในรูปแบบดิจิทัล และปัจจุบันมีการเพิ่มผลิตภัณฑ์สลากเลข 3 หลัก (N3) เข้ามา ทำให้แต่ละงวดจะมียอดสลากรวมทุกประเภทอยู่ที่ 110 ล้านฉบับ ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในช่วงนี้
“ยอดสลากแต่ละงวด รวมทุกประเภท จะอยู่ที่งวดละ 110 ล้านฉบับ แบ่งเป็น สลากแบบใบ 78 ล้านฉบับ และสลากแบบดิจิทัล L6 ประมาณ 27 ล้านฉบับ และสลาก N3 ที่มีเพดานอยู่ที่ 5 ล้านฉบับ ซึ่งในส่วนของสลาก L6 ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มอีก 1 ล้านฉบับ ให้เป็น 28 ล้านฉบับ”
โดยการสร้าง “สมดุลตลาด” ไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่จะดูจากพฤติกรรมการจำหน่ายจริง โดยสำนักงานสลากฯจะทยอยเรียกผู้ค้าสลากใบที่อยู่ในระบบ ซึ่งขึ้นทะเบียนประสงค์เปลี่ยนมาจำหน่ายสลากดิจิทัลจำนวนกว่า 10,000 ราย โดยจะมีการทยอยเพิ่มสลากดิจิทัลในระบบคราวละ 1 ล้านใบ โดยผู้ค้า 2,000 รายแรก จะได้โควตาสลากดิจิทัล คนละ 5 เล่ม จากเดิมผู้ค้ากลุ่มนี้ได้โควตาการจำหน่ายสลากแบบใบ คนละ 3 เล่ม ซึ่งจะทำให้สลากใบเหลือน้อยลง
“ยืนยันว่าไม่มีการเปิดรับตัวแทน L6 ใหม่ ในเบื้องต้นได้รับแจ้งจากตัวแทนสลากที่เป็นนิติบุคคล เช่น องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย สนใจจะเปลี่ยนจากสลากใบเป็นสลากดิจิทัลเพิ่มเติมในช่วงต้นปีอีกด้วย โดยในระยะยาว สำนักงานสลากฯจะมุ่งจำหน่ายสลากดิจิทัลเป็นหลัก เพราะพิสูจน์ได้ว่า ช่วยแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา 80 บาท ได้จริง”
ส่วนสลาก N3 ทำมาเพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน และ “ปิดช่องว่าง” กับสลาก L6 โดยสลาก N3 มีการกำหนดเพดานการจำหน่ายไว้ที่ 5 ล้านฉบับ แต่ยอดขายจริงอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านฉบับ สะท้อนว่าตัวแทนบางส่วนอาจยังขายไม่เต็มศักยภาพ ขณะที่ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่าย 20,200 คน และมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีก โดยในอนาคตอาจจะเปิดให้บุคคลภายนอก ที่อยากทำมาหากินเรื่องนี้จริง มาเป็นตัวแทนจำหน่ายสลาก N3 ด้วย
“แนวทางของสำนักงานสลากฯ คือ การพัฒนา N3 และ L6 ให้เติบโตไปพร้อมกัน ไม่ให้มีผลกระทบกัน”
“ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย” กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสลากรวมทุกประเภทอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ GDP เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การขยายขนาดตลาดสลากอย่างมีนัยสำคัญ อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งในช่วงประมาณปี 2571
“สำนักงานสลากฯสื่อสารกับสังคมมาโดยตลอดว่า สลากใบจะไม่สามารถขายในราคา 80 บาทได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากไม่ใช้ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีเพียงมิติด้านราคา แต่ครอบคลุมทั้งมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ”
“ดร.ธนวรรธน์” กล่าวว่า มองในเชิงเศรษฐกิจ การที่สลากถูกขายเกินราคา 80 บาท ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนนอกระบบประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การจำหน่ายทั้งหมดต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ ปริมาณสลากที่เพิ่มขึ้นในบางช่วง สะท้อนให้เห็นถึงความเต็มใจในการจ่ายของผู้บริโภค ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สลากราคา 80 บาทผ่านระบบดิจิทัล เป็นจุดสมดุลที่ตลาดยอมรับ ขณะที่สลากทางเลือกอย่าง N3 ยังไม่เติบโตตามเป้าหมาย เนื่องจากตลาดยังไม่ตอบรับ และประชาชนจำนวนหนึ่งหันไปสู่การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย
“บทบาทของสำนักงานสลากฯไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดจำหน่ายสลาก แต่ยังต้องทำหน้าที่สกัดกั้นการเติบโตของการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายด้วย” โฆษกบอร์ดสลากกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สลาก’ ชูแผนปี’69 แปลงหวย ‘ใบ’ เป็น ‘ดิจิทัล’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net