SUS: ทำไมไม่มี ‘แมว’ ในปีนักษัตร? คำตอบอาจอยู่ที่ ‘หนู’ เพื่อนรัก จอมหักหลังมาตั้งแต่โบราณ!
‘ทำไมปีนักษัตรถึงไม่มีแมว?’
น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามที่หลายๆ คนเคยสงสัย และเป็นปริศนาที่ขัดกับความรู้สึกของเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะหากเราลองกวาดสายตาไปรอบๆ เราจะพบว่า ‘แมว’ เป็นสัตว์ที่อยู่กับเรามาตลอด เป็นทั้งสัตว์นำโชคในร้านค้า และเป็นทั้งเจ้านายสำหรับทาสแบบเราๆ
แต่ท่ามกลางสัตว์ถึง 12 ชนิดที่อยู่ใน ‘ปีนักษัตร’ ตั้งแต่หนู วัว เสือ ไปจนถึงหมู แต่ไม่มีแมว แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้สัตว์ที่ฉลาดล้ำเลิศระดับนี้ พลาดโอกาสในการจารึกชื่อลงบนหน้าปัดปฏิทินจีนโบราณกันนะ?
[มหากาพย์การหักหลังของ ‘หนู’ เพื่อนรัก]
หากจะหาเหตุผลเบื้องหลัง เราต้องย้อนกลับไปสู่ตำนานการกำเนิดนักษัตร เมื่อครั้งเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงต้องการจัดระเบียบปีศักราช จึงประกาศเชิญชวนสัตว์ทั่วโลกมาแข่งขันวิ่งเพื่อชิงตำแหน่ง โดย 12 ลำดับแรกจะได้รับการจารึกให้เป็นอมตะ
ในตอนนั้น ‘แมว’ และ ‘หนู’ ยังเป็นเพื่อนรักกัน แต่ด้วยธรรมชาติของแมว ที่เป็นสัตว์หากินกลางคืน รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ มันจึงฝากฝังให้หนูช่วยปลุกเมื่อถึงเวลาแข่ง แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ความทะเยอทะยานกลับชนะมิตรภาพ เจ้าหนูแอบย่องออกไปเงียบๆ โดยไม่ปริปากปลุกเพื่อนรักแม้แต่น้อย
หรือในเวอร์ชันที่ดุเดือดกว่านั้น ตำนานเล่าว่าแมวและหนูขออาศัยขี่หลังวัว ข้ามแม่น้ำสายใหญ่มาด้วยกัน แต่ในจังหวะที่จะเข้าเส้นชัย หนูตัดสินใจผลักแมวตกลงไปในแม่น้ำเพื่อกำจัดคู่แข่ง กว่าแมวจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ ตำแหน่งทั้ง 12 ที่นั่งก็ถูกจับจองไปจนเต็มหมดแล้ว โดยมีเจ้าหนูเจ้าเล่ห์คว้าอันดับหนึ่งไปครอง
ตำนานนี้ไม่เพียงแต่อธิบายว่าทำไมแมวถึงไม่อยู่ในนักษัตร แต่มันยังกลายเป็นความบาดหมางระดับเผ่าพันธุ์ ที่อธิบายว่าทำไมแมวถึงต้องวิ่งไล่กวดหนูอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงทุกวันนี้ ก็อาจจะเพื่อชำระแค้นจากการถูกพรากที่นั่งในตำนานนั่นเอง
แต่ถ้าเราตัดความดราม่าในตำนานออก แล้วมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ เราจะพบเหตุผลที่สมเหตุสมผลกว่านั้น
นักวิชาการระบุว่าระบบ 12 นักษัตรของจีนนั้นเริ่มมีรูปร่างชัดเจนมาตั้งแต่ปลายยุครณรัฐ หรือประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่ ‘แมวบ้าน’ ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เพิ่งนำเข้ามาจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางสายไหม ในช่วงราชวงศ์ฮั่น ตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากระบบนักษัตรถูกสถาปนาไปแล้วหลายร้อยปี
ถึงแม้จะมีหลักฐานทางโบราณคดีพบกระดูกของ ‘แมวดาว’ (Leopard Cat) ในชุมชนเกษตรกรรมแถบมณฑลส่านซี ที่มีอายุย้อนไปถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่พวกมันก็ถูกจัดอยู่ในหมวดสัตว์ป่า และมักถูกรวมอยู่กับสัตว์ดุร้ายอย่างหมีและเสือ มากกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน
นอกจากนี้ ในสังคมเกษตรกรรมโบราณ สัตว์อย่างวัวหรือหนูยังมีความเกี่ยวข้องกับผลผลิตและการพยากรณ์พืชพรรณ มากกว่าแมวที่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่ พูดง่ายๆ คือ แมวอาจจะ ‘มาถึงช้าเกินไป’ และยังไม่เชื่องมากพอในวันที่คนโบราณคัดเลือกสัตว์นักษัตร
[แมวเป็นนาย เราเป็นบ่าว]
แต่ถึงอย่างไร แมวกลับเป็นสัตว์ที่ยึดวัฒนธรรมจีนและครองใจทุกคนได้สำเร็จ เช่น ในคัมภีร์ ‘หลี่จี้’ (Book of Rites) บันทึกไว้ว่าชาวจีนโบราณถึงขั้นมีพิธีบูชา ‘เทพเจ้าแมว’ ในช่วงปลายปี เพื่อขอบคุณที่ช่วยปกป้องรวงข้าวในนาจากเหล่าหนูตัวร้าย
ความพิเศษของแมวยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรม การต้อนรับแมวเข้าบ้านในสมัยก่อน ที่มีคำเรียกคือ ‘พิ่ง’ (聘) ซึ่งมีความหมายเดียวกับการจ่ายสินสอดเพื่อหมั้นเจ้าสาว โดยครอบครัวจะต้องเตรียมของขวัญ เช่น ปลาเสียบไม้หรือเกลือ เพื่อแลกกับการรับแมวมาเลี้ยง แสดงให้เห็นว่าแมวไม่เคยเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของครอบครัวมาตั้งแต่อดีต
และความน่าสนใจยิ่งกว่าคือในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม แมวสามารถเบียดชนะกระต่ายและก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง 1 ใน 12 นักษัตรได้อย่างภาคภูมิ หรือแม้แต่ในเมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ก็ยกให้แมวเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของเมืองจนกลายเป็น ‘เมืองแห่งแมว’ ที่โด่งดังไปทั่วโลก
หรือถ้าใครยังสงสัยว่าแมวนั้นมีอิทธิพลขนาดไหนในชีวิตเรา ลองกลับไปมองหน้าเจ้านายที่บ้านดู แล้วจะรู้ว่าต่อให้ไม่มีชื่อในนักษัตร พวกมันก็ครองโลกใบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว