โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ไฟฟ้า” กลายเป็นคอขวดฉุดการเติบโตเศรษฐกิจโลก กระทบการลงทุนระยะยาว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 15.46 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 08.46 น.

งานวิจัยใหม่ชี้ความตึงเครียดระบบ ไฟฟ้า กำลังกลายเป็นคอขวดเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การลงทุนระยะยาวของภาครัฐและเอกชนหดตัว ท่ามกลางอุปสงค์พลังงานที่เร่งตัวเร็วกว่าที่โครงข่ายไฟฟ้าจะรองรับได้

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 14.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปอย่าง ASML Holding NV มีความสำคัญอย่างยิ่งจนความผันผวนของบริษัทสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ และทิศทางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลกได้โดยตรง แต่ในเวลานี้ แผนการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดแผนหนึ่งของบริษัท กลับขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานเพียงข้อเดียว นั่นคือ จะสามารถเชื่อมต่อไฟฟ้าได้หรือไม่

แม้เดิมพันจะสูงเพียงใด แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า ASML จะได้รับไฟฟ้าที่ต้องการ เนื่องจากบริษัทเป็นเพียงหนึ่งใน กว่า 12,000 ธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ที่กำลังรอคิวเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า โดย Netbeheer Nederland ซึ่งเป็นสมาคมผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ ประเมินว่าปัญหาคอขวดของระบบไฟฟ้าอาจยืดเยื้อไปอีกนานถึง 10 ปี แม้ผู้ให้บริการโครงข่ายจะลงทุนสูงถึง 8,000 ล้านยูโรต่อปีก็ตาม

สาเหตุสำคัญคือการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก

“เนเธอร์แลนด์ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าระดับที่เคยประเมินไว้สำหรับปี 2573 ไปแล้ว” เดบบี ดรอเค จาก Netbeheer Nederland กล่าว พร้อมระบุว่า“โครงข่ายไฟฟ้าในเชิงกายภาพไม่สามารถตามทันความทะเยอทะยานและการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ เว้นแต่เราจะปรับวิธีการออกแบบและใช้งานระบบใหม่ทั้งระบบ”

ข้อจำกัดลักษณะนี้มักพบในประเทศกำลังพัฒนา และงานวิจัยหลายทศวรรษชี้ชัดว่าไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วในอดีตไม่เผชิญปัญหานี้ เนื่องจากกระบวนการลดบทบาทอุตสาหกรรม (deindustrialization) ทำให้ความต้องการไฟฟ้าทรงตัวหรือลดลง แม้เศรษฐกิจจะขยายตัว

อย่างไรก็ตามการมาของ AI รถยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าในเกือบทุกภาคเศรษฐกิจ กำลังทำให้แม้แต่ประเทศร่ำรวยต้องเผชิญความตึงเครียดด้านพลังงาน การวิเคราะห์พิเศษของ Bloomberg Economics พบว่าประเทศเกือบทั้งหมดในกลุ่ม G20 กำลังเผชิญแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งจากอุปสงค์ที่สูงกว่ากำลังผลิต ความผันผวนของราคา ความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า

ที่สำคัญ การวิเคราะห์ยังพบว่าความตึงเครียดของระบบไฟฟ้านำไปสู่การลดลงของการลงทุน (capital outlay) ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายของรัฐและเอกชนเพื่อสร้างหรือบำรุงสินทรัพย์ระยะยาว

เมวา คูแซง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านการค้าและสภาพภูมิอากาศของ Bloomberg Economics กล่าวว่า “การลงทุนที่ลดลงหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงในระยะยาว”

ผลบวกของการใช้ไฟฟ้าต่อการเติบโตพบได้ทั่วโลก ตั้งแต่อินเดีย จีน ไปจนถึงประเทศในแอฟริกา และตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน โดยทั่วไปยิ่งประเทศร่ำรวยมาก ก็ยิ่งใช้ไฟฟ้ามาก ความสัมพันธ์นี้แตกต่างจากพลังงานรูปแบบอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งการใช้จะเพิ่มขึ้นในช่วงประเทศรายได้ปานกลาง ก่อนจะลดลงเมื่อเข้าสู่ประเทศรายได้สูง หรือการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อหัวที่แตกต่างกันอย่างมาก แม้ประเทศมีรายได้ใกล้เคียงกัน ชาวสวิสมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าชาวแคนาดาราว 50% แต่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพียง 1 ใน 4

ทั้งนี้ไฟฟ้ายังสามารถเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างจากหมู่บ้าน Rukubi ในไนจีเรีย ซึ่งเคยพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซลจำนวนมากเพื่อเก็บรักษาปลาท่ามกลางอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส หลังจากบริษัท Husk Power Systems ติดตั้งไมโครกริดพลังงานแสงอาทิตย์ ชาวประมงสามารถใช้ตู้เย็นและลดการพึ่งพาดีเซลราคาแพงได้

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไนจีเรียพบว่า การเพิ่มพลังงานสะอาด 1% ช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้ถึง 2.74% ในระยะยาว

ริตา โอโคโรอาฟอร์ นักวิชาการจาก Texas A&M University กล่าวว่า ธุรกิจจำนวนมากต้องลงทุนสูงกับดีเซล ไฟฟ้าคืออุปสรรคหลักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไนจีเรีย

เพื่อประเมินปัญหา Bloomberg Economics ได้จัดทำดัชนีความตึงเครียดของระบบไฟฟ้า สำหรับประเทศ G20 โดยพิจารณา 5 ปัจจัย ได้แก่ ความเพียงพอของกำลังผลิต อุปสงค์ ต้นทุน การสูญเสียในระบบ และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

หลังช่วงสงบในทศวรรษ 2553 ปัจจุบันความสงบนั้นกำลังหายไป โดยประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่เริ่มเห็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าในยุโรปและสหรัฐอาจเพิ่มขึ้นกว่า 40% ใน 20 ปีข้างหน้า ตามการคาดการณ์ของ BloombergNEF

หากไม่เร่งเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายไฟฟ้า เนเธอร์แลนด์อาจสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ด้านความยั่งยืน 8,000-30,000 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐ ต่างเผชิญปัญหาคล้ายกัน โดยโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากต้องชะลอหรือย้ายฐานการลงทุน

นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg Economics เตือนว่า“หากไม่สามารถขยายกำลังผลิตไฟฟ้าได้ทันเวลา โลกอาจไม่สามารถใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มที่”

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...