“ไฟฟ้า” กลายเป็นคอขวดฉุดการเติบโตเศรษฐกิจโลก กระทบการลงทุนระยะยาว
งานวิจัยใหม่ชี้ความตึงเครียดระบบ ไฟฟ้า กำลังกลายเป็นคอขวดเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การลงทุนระยะยาวของภาครัฐและเอกชนหดตัว ท่ามกลางอุปสงค์พลังงานที่เร่งตัวเร็วกว่าที่โครงข่ายไฟฟ้าจะรองรับได้
วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 14.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปอย่าง ASML Holding NV มีความสำคัญอย่างยิ่งจนความผันผวนของบริษัทสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ และทิศทางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลกได้โดยตรง แต่ในเวลานี้ แผนการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดแผนหนึ่งของบริษัท กลับขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานเพียงข้อเดียว นั่นคือ จะสามารถเชื่อมต่อไฟฟ้าได้หรือไม่
แม้เดิมพันจะสูงเพียงใด แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า ASML จะได้รับไฟฟ้าที่ต้องการ เนื่องจากบริษัทเป็นเพียงหนึ่งใน กว่า 12,000 ธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ที่กำลังรอคิวเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า โดย Netbeheer Nederland ซึ่งเป็นสมาคมผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ ประเมินว่าปัญหาคอขวดของระบบไฟฟ้าอาจยืดเยื้อไปอีกนานถึง 10 ปี แม้ผู้ให้บริการโครงข่ายจะลงทุนสูงถึง 8,000 ล้านยูโรต่อปีก็ตาม
สาเหตุสำคัญคือการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก
“เนเธอร์แลนด์ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าระดับที่เคยประเมินไว้สำหรับปี 2573 ไปแล้ว” เดบบี ดรอเค จาก Netbeheer Nederland กล่าว พร้อมระบุว่า“โครงข่ายไฟฟ้าในเชิงกายภาพไม่สามารถตามทันความทะเยอทะยานและการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ เว้นแต่เราจะปรับวิธีการออกแบบและใช้งานระบบใหม่ทั้งระบบ”
ข้อจำกัดลักษณะนี้มักพบในประเทศกำลังพัฒนา และงานวิจัยหลายทศวรรษชี้ชัดว่าไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วในอดีตไม่เผชิญปัญหานี้ เนื่องจากกระบวนการลดบทบาทอุตสาหกรรม (deindustrialization) ทำให้ความต้องการไฟฟ้าทรงตัวหรือลดลง แม้เศรษฐกิจจะขยายตัว
อย่างไรก็ตามการมาของ AI รถยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าในเกือบทุกภาคเศรษฐกิจ กำลังทำให้แม้แต่ประเทศร่ำรวยต้องเผชิญความตึงเครียดด้านพลังงาน การวิเคราะห์พิเศษของ Bloomberg Economics พบว่าประเทศเกือบทั้งหมดในกลุ่ม G20 กำลังเผชิญแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งจากอุปสงค์ที่สูงกว่ากำลังผลิต ความผันผวนของราคา ความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า
ที่สำคัญ การวิเคราะห์ยังพบว่าความตึงเครียดของระบบไฟฟ้านำไปสู่การลดลงของการลงทุน (capital outlay) ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายของรัฐและเอกชนเพื่อสร้างหรือบำรุงสินทรัพย์ระยะยาว
เมวา คูแซง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านการค้าและสภาพภูมิอากาศของ Bloomberg Economics กล่าวว่า “การลงทุนที่ลดลงหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงในระยะยาว”
ผลบวกของการใช้ไฟฟ้าต่อการเติบโตพบได้ทั่วโลก ตั้งแต่อินเดีย จีน ไปจนถึงประเทศในแอฟริกา และตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน โดยทั่วไปยิ่งประเทศร่ำรวยมาก ก็ยิ่งใช้ไฟฟ้ามาก ความสัมพันธ์นี้แตกต่างจากพลังงานรูปแบบอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งการใช้จะเพิ่มขึ้นในช่วงประเทศรายได้ปานกลาง ก่อนจะลดลงเมื่อเข้าสู่ประเทศรายได้สูง หรือการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อหัวที่แตกต่างกันอย่างมาก แม้ประเทศมีรายได้ใกล้เคียงกัน ชาวสวิสมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าชาวแคนาดาราว 50% แต่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพียง 1 ใน 4
ทั้งนี้ไฟฟ้ายังสามารถเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างจากหมู่บ้าน Rukubi ในไนจีเรีย ซึ่งเคยพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซลจำนวนมากเพื่อเก็บรักษาปลาท่ามกลางอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส หลังจากบริษัท Husk Power Systems ติดตั้งไมโครกริดพลังงานแสงอาทิตย์ ชาวประมงสามารถใช้ตู้เย็นและลดการพึ่งพาดีเซลราคาแพงได้
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไนจีเรียพบว่า การเพิ่มพลังงานสะอาด 1% ช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้ถึง 2.74% ในระยะยาว
ริตา โอโคโรอาฟอร์ นักวิชาการจาก Texas A&M University กล่าวว่า ธุรกิจจำนวนมากต้องลงทุนสูงกับดีเซล ไฟฟ้าคืออุปสรรคหลักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไนจีเรีย
เพื่อประเมินปัญหา Bloomberg Economics ได้จัดทำดัชนีความตึงเครียดของระบบไฟฟ้า สำหรับประเทศ G20 โดยพิจารณา 5 ปัจจัย ได้แก่ ความเพียงพอของกำลังผลิต อุปสงค์ ต้นทุน การสูญเสียในระบบ และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
หลังช่วงสงบในทศวรรษ 2553 ปัจจุบันความสงบนั้นกำลังหายไป โดยประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่เริ่มเห็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าในยุโรปและสหรัฐอาจเพิ่มขึ้นกว่า 40% ใน 20 ปีข้างหน้า ตามการคาดการณ์ของ BloombergNEF
หากไม่เร่งเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายไฟฟ้า เนเธอร์แลนด์อาจสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ด้านความยั่งยืน 8,000-30,000 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐ ต่างเผชิญปัญหาคล้ายกัน โดยโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากต้องชะลอหรือย้ายฐานการลงทุน
นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg Economics เตือนว่า“หากไม่สามารถขยายกำลังผลิตไฟฟ้าได้ทันเวลา โลกอาจไม่สามารถใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มที่”
อ้างอิง : www.bloomberg.com