โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิบากกรรม 'อภิสิทธิ์' คัมแบ๊ก เจอ นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วง สลายการชุมนุม '53 ปัจจัยเชิงลบ กระทบ ปชป.ขาลง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2568 เวลา 08.10 น.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกบาดแผลทางการเมืองในอดีตกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง และถูกตั้งคำถามว่าจะเป็นปัจจัยลบในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่อย่างไร

หลังเผชิญหน้ากับนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถือป้ายข้อความ “สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่” เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อปี 2553

โดยนายอภิสิทธิ์ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ นโยบายสาธารณะ : ทฤษฎีและการปฏิบัติ ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

บทสนทนาระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนิสิตจุฬาฯ ได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมเป็นวงกว้าง เนื่องจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในครั้งนั้น เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 99 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคน จากการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐในการชุมนุมปี 2553

ถือเป็นบทเรียนและบาดแผลครั้งใหญ่บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่มีใครลืมได้ลง และทำให้นายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายกฯ มือเปื้อนเลือด เป็นฆาตกร 99 ศพสั่งฆ่าคนเสื้อแดง เหตุการณ์สลายม็อบหลอนไม่จบ เขย่าประชาธิปัตย์มาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงกับนิสิตจุฬาฯ ในหลายประเด็น โดยย้ำว่าเหตุการณ์ในปี 2553 มีการใช้อาวุธสงครามจริง มีทหารและประชาชนเสียชีวิต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในการชุมนุมครั้งอื่น และคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุม ยกฟ้องหมดแล้วทุกศาล

พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คำสั่งที่ออกมามีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ไม่ได้สั่งฆ่าประชาชนตามที่ถูกกล่าวหา และเคยต้านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยทั้งที่ตัวเองได้ประโยชน์ด้วย

“ผมยืนยันเลยว่าถ้าไม่มีผู้ติดอาวุธ เหตุการณ์ไม่มีทางลุกลามเป็นอย่างนั้นได้ ถ้าจะกล่าวหาว่าผมไปสั่งฆ่า ก็ต้องมีหลักฐานที่มีความชัดเจนว่าคำสั่งใดของผม หรือการกระทำใดของผมที่มีเจตนาเช่นนั้น” หัวหน้าพรรควัย 61 ปีกล่าว

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งคำถามกลับไปที่นิสิตจุฬาฯ ซึ่งทำให้เกิดกระแสดราม่าปกป้องม็อบ กปปส. แต่เมินเฉยต่อความสูญเสียของคนเสื้อแดง

เขากล่าวว่า “น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้ กกปส.เสียชีวิตไหม น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้พันธมิตรเสียชีวิตไหม” ซึ่งนิสิตได้ตอบกลับว่า “ถ้าหนูจะเลือกเรียกร้องแล้ว คนอื่นก็มาเรียกร้องสิคะ”

จากนั้นนายอภิสิทธิ์พูดว่า “ก็ไม่เป็นไร ผมก็ถามเท่านั้นเอง ไม่เรียกร้อง ผมก็ไม่ว่าอะไร ผมเพียงแต่บอกว่า ของผมเป็นคนเดียวที่ขึ้นศาล ที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบ มีข้อยุติ แต่กรณีอื่นเป็นคำถามเยอะแยะ คนที่ตายเพียงแต่เขามีความเชื่อทางการเมืองไม่เหมือนกับน้อง เขาไม่มีความหมายใช่ไหม”

นิสิตจุฬาฯ จึงตอบว่า “ทุกชีวิตมีความหมาย” และนายอภิสิทธิ์ตอบกลับว่า “ถูกต้องครับ ก็ควรจะไปเรียกร้องบ้าง” จากนั้นนิสิตพูดว่า “ไม่ต้องมาบอกให้หนูเรียกร้อง เพราะหนูเรียกร้องในสิ่งที่หนูเชื่อ ถ้าอยากให้เรียกร้องเรื่องนั้นคุณเรียกร้องเลย คุณให้คนที่ไปเป่านกหวีดกับคุณเรียกร้องเลย”

ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ตอบทิ้งท้ายว่า“ผมกับ กปปส.ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” ซึ่งคำพูดดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และอาจกระทบกับความเชื่อมั่นทางการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

เพราะหลักฐานชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ มีทั้งภาพและคลิปเผยแพร่ว่อนในโลกออนไลน์ แต่ทำไมนายอภิสิทธิ์กลับบอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับ กปปส.

กลายเป็นกระแสตีกลับไปยังนายอภิสิทธิ์ เหตุไร้ความจริงใจ พูดอย่างทำอย่าง ย้อนรอยคำว่า “ดีแต่พูด” ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัย และลังเลที่จะเทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายอภิสิทธิ์ถูกคนมาชูป้ายประท้วง ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ น.ส.จิตรา คชเดช นักเคลื่อนไหวด้านแรงงาน เคยชูป้าย “ดีแต่พูด” ใส่นายอภิสิทธิ์เป็นคนแรก ในงานเสวนา “100 ปี วันสตรีสากล” ที่ ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2554

พร้อมเปิดข้อความในจดหมายเปิดผนึก “คนดีแต่พูด 16 ข้อ” ทบทวนความจำถึงนายอภิสิทธิ์ที่เคยพูดอะไรไว้ในอดีต แต่กลับทำไม่ได้จริง ไม่เข้าใจรากเหง้าของประชาธิปไตย

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาชื่นชมและขอบคุณนิสิตจุฬาฯ ที่แสดงออกโดยสันติวิธีประท้วงนายอภิสิทธิ์

โดยระบุว่ามีข้อคลาดเคลื่อน ประชาชนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นทุกรายเป็นคนมือเปล่า ไม่มีอาวุธ ไม่มีคราบเขม่าดินปืน ทุกชีวิตคือประชาชนผู้บริสุทธิ์

นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามต่อเยาวชนว่าไม่เรียกร้องให้พี่น้อง กปปส. และพันธมิตรฯ ที่เสียชีวิตบ้างหรือ การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีการปราบปรามโดยใช้กำลังทหารหลายหมื่นนาย กระสุนหลายแสนนัด รัฐบาลประกาศเขตกระสุนจริง พวกเขาจึงตั้งคำถามกับนายกฯ ในเหตุการณ์นั้น

ขณะที่ บก.ลายจุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ออกมาตำหนินายอภิสิทธิ์ว่าเป็นคนโกหก ไม่ยอมรับความจริง และเชื่อว่าการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า แผลเก่าของเขาจะถูกขุดขึ้นมาแน่นอน

“ข้อเท็จจริงคือ กปปส.นั้นเป็นร่างที่ 2 ของประชาธิปัตย์ที่ลงมาสู้บนถนน และคุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคในเวลานั้น องคาพยพของ กปปส. ตั้งแต่แกนนำยันมวลชน ล้วนใช้กลไกของพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด”

“การปฏิเสธเสียงแข็งแล้วหันหน้าเดินจากไปของคุณอภิสิทธิ์ สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเขาได้อย่างชัดเจนคือ การโกหกและไม่ยอมรับความเป็นจริงในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด น่าเสียดายที่คุณอภิสิทธิ์ประเมินตัวเองสูงไปในการกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้ง และคิดว่าความอัปยศที่ตัวเองได้ร่วมกระทำไว้จะไม่สามารถเอาผิดได้”

“คุณอภิสิทธิ์พูดไว้ในหลายเวทีตอนที่กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ความรับผิดชอบการทางการเมืองต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย เชื่อว่าการหาเสียงเลือกตั้ง แผลเก่าของเขาคงถูกขุดขึ้นมาตลอดการหาเสียง ให้เตรียมรับแรงกระแทกอีกครั้ง” บก.ลายจุดกล่าว

เช่นเดียวกับ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาซัดนายอภิสิทธิ์เป็นสิ่งชำรุดทางการเมือง มาร์คยังเหมือนเดิม และคงไม่มีวันดีขึ้นอีกแล้ว

“นายอภิสิทธิ์เป็นสิ่งชำรุดทางการเมือง จากบาดแผลลึกในใจของคนไทยทั้งประเทศ จากการออกคำสั่งสลายการชุมนุม จนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตถึง 99 ศพ จนมีการตั้งฉายาว่า มาร์ค 100 ศพ, มาร์ค ม.7, ดีแต่พูด ฯลฯ”

“นายอภิสิทธิ์สู้ในสนามเลือกตั้งไม่ได้ ก็หาช่องสนับสนุนให้ทหารยึดอำนาจ เพื่อให้คณะรัฐประหารช่วยทำลายพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่นายอภิสิทธิ์ไม่เคยเอาชนะได้เลยตลอดทศวรรษ”

“เห็นนายอภิสิทธิ์ตอบคำถามน้องๆ นักศึกษาที่มาถือป้ายประจาน เป็นการบอกปัดอย่างไม่รับผิดชอบ บอกได้คำเดียวว่า มาร์คยังเหมือนเดิม และคงไม่มีวันดีขึ้นอีกแล้ว” นายก่อแก้วระบุ

ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสวนกลับทันควัน พร้อมทั้งยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ดีแต่พูด และไม่ใช่สิ่งชำรุดในทางการเมือง

“นายอภิสิทธิ์ทำงานการเมืองยึดหลักความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดสัจวาจา กลับมานำพาพรรคประชาธิปัตย์เป็นความหวังของสมาชิกพรรคและประชาชนทั้งประเทศ”

“บริหารพรรคก็ไม่เคยถูกยุบ ไม่เคยทำผิดกฎหมาย นำพาพรรคแพ้บ้าง ชนะบ้างในการเลือกตั้ง เป็นเรื่องปกติธรรมดา แพ้ก็เป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เต็มที่ ตรวจสอบจนรัฐมนตรีพรรคของนายก่อแก้วติดคุกไปหลายคน” นายราเมศกล่าว

ปิดท้ายกันที่มุมมองของ 2 นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และดร.สติธร ธนานิธิโชติ ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง

ผศ.ดร.พิชญ์ชวนตั้งคำถามว่า การที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับ กปปส. จะเป็นสปริงบอร์ดที่ช่วยปลุกเลือดกลุ่มคนที่เคยสนับสนุน กปปส. ให้กลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หรือคนพวกนี้คิดว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับ กปปส.แล้ว เพราะมันเคยหลอกเรา และไม่ต้องการเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป

ขณะที่ ดร.สติธรมองว่ากลุ่มเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่นักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ แต่มีเป้าหมายเป็นแฟนคลับหน้าเก่าๆ ที่เคยเลือกประชาธิปัตย์มาแล้วในอดีต

“เขาได้เห็นภาพคุณอภิสิทธิ์ถูกเด็กๆ ไปชูป้าย กลายเป็นคะแนนสงสาร เพราะคนพวกนี้รู้สึกไม่โอเคกับเด็กๆ เช่น ไอ้พวก 3 กีบ”

“คุณอภิสิทธิ์กลับมาคราวนี้ก็ต้องไปรื้อฟื้น โกยคนพวกนั้นกลับมา ซึ่งถ้าคนที่เขาไม่เลือกประชาธิปัตย์ เขาก็ไม่เลือกอยู่แล้ว” ดร.สติธรกล่าวทิ้งท้าย สะท้อนปัจจัยเชิงบวกเชิงลบของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำทัพของนายอภิสิทธิ์ได้อย่างน่าสนใจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิบากกรรม ‘อภิสิทธิ์’ คัมแบ๊ก เจอ นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วง สลายการชุมนุม ’53 ปัจจัยเชิงลบ กระทบ ปชป.ขาลง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...