“เกาเคา” การสอบที่ยากสุดของโลก ถนนสายเดียว ที่มุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ 100 แห่งของจีน
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
เป็นเวลา 2 วันในเดือนมิถุนายนของแต่ละปี นักเรียนมัธยมปลายของจีนกว่า 10 ล้านคน ฝากความหวังไว้กับผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่เรียกว่า “เกาเคา” (Gaokao) หรือการสอบสูงสุด ในสหรัฐอเมริกา ระบบการสอบแบบมาตรฐานเดียวกัน เช่น SAT เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย แต่ในจีน การรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมาจากหลักเกณฑ์เดียว คือคะแนนสอบจากเกาเคา เพราะเหตุนี้ เกาเคาที่กล่าวกันว่าเป็นการสอบที่ยากที่สุดของโลก จึงมีอำนาจอิทธิพลเหนือสังคมจีน
บรรดาผู้ปกครองในจีนจะคิดล่วงหน้าหลายปีล่วงหน้าก่อนที่ลูกจะเข้ามหาวิทยาลัย เช่น ลงทุนซื้อห้องพักใกล้โรงเรียนที่มีชื่อเสียง เพื่อให้ลูกเข้าโรงเรียนประถมดีที่สุด การได้เรียนโรงเรียนมัธยมต้นที่ดี ทำให้มีโอกาสสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำ ในโรงเรียนมัธยมปลาย เด็กนักเรียนจะทุ่มเทการเรียน 4 ปีเพื่อเป้าหมายคือการเข้าสอบ “เกาเคา” ผลการสอบจะเป็นตัวชี้วัดอย่างเดียว ที่นักเรียนจะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน 100 แห่ง ซึ่งรับนักศึกษาทั้งหมด 5 แสนคน
วันสอบ “เกาเคา” ทุกอย่างหยุดนิ่งในจีน
หนังสือชื่อ The Highest Exam: How Gaokao Shapes China (2025) คนเขียนที่เคยสอบเกาเคามาแล้วคือ Ruixue Jia และ Hongbin Li บอกว่า เป็นเวลา 2 วันในเดือนมิถุนายนของทุกปี ทุกอย่างในจีนจะอยู่ในภาวะเงียบสงบ ผู้ชายอาจแต่งชุดกี่เพ้าของผู้หญิง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความโชคดี ตำรวจจราจรคอยดูแลไม่ให้รถที่ผ่านไปมาส่งเสียงดังรบกวน และวัดจะเต็มไปด้วยดอกไม้ที่ญาตินำมาสวดมนต์
สื่อมวลชนจีนทั้งหมดพุ่งเป้ามารายงานข่าวเหตุการณ์ที่กระทบต่อนักเรียนหลายล้านคน เพราะครอบครัวทุ่มเททั้งเวลา เงินทอง และเหนืออื่นใดคือความหวังจากเหตุการณ์ 2 วันนี้ เหตุการณ์นั้นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของประเทศ ที่จีนเรียกว่า “การสอบเกาเคา”
หลังจากนั้น ก็มาถึงช่วงที่รัฐบาลจีนระดมกองทัพของอาจารณ์มหาวิทยาลัย มาตรวจข้อสอบให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ แล้วทางการก็เปิดเผยคะแนนผลการสอบ นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละมณฑล มีสิทธิที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน รวมทั้งโอกาสทองของชีวิตที่จะติดตามมา นักเรียนสอบได้คะแนนสูงสุดกลายเป็นคนมีชื่อเสียงของมณฑล ผลคะแนนการสอบเกาเคา จะติดตามนักเรียนคนนั้นไปตลอดชีวิต
The Highest Exam บอกว่า คำว่า “เกาเคา” แปลว่า “การสอบสูงสุด” ของจีน ในช่วงการเรียนหนังสือ นักเรียนและนักศึกษาจีนต้องผ่านการสอบนับหลายร้อยครั้ง ประเทศอื่นก็มีระบบการสอบแบบเดียวกัน แต่สำหรับจีน การสอบของระบบการศึกษาคือสิ่งที่มีอำนาจอิทธิพลต่อสังคมจีน
นอกจากนี้ การที่จีนก้าวเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ ยังทำให้โลกเกิดความสนใจต่อระบบการศึกษาของจีน นับเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่นักเศรษฐศาสตร์เข้าใจความเกี่ยวพันกัน ระหว่างการศึกษากับเศรษฐกิจ ประชากรที่มีการศึกษาสูงขึ้นเท่าไหร่ จะมีส่วนทำในการปรับปรุงผลิตภาพแรงงาน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
การศึกษายังเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศไหนจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานสร้างสรรค์ได้มากที่สุด จะสร้างผู้นำธุรกิจที่มีนวัตกรรมมากที่สุด และจะสร้างแรงงานที่มีทักษะมากที่สุด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
The Highest Exam บอกว่า ระบบการศึกษาของจีนเป็นแบบ “การแข่งขันกีฬา” (tournament) คนที่ชนะการแข่งขัน ยังคงต้องแข่งขันต่อไป จนกว่าจะเหลือคนที่ชนะอยู่คนเดียวหรือทีมเดียว หลังจากที่ต้องผ่านการสอบมานาน 12 ปี นักเรียนจีนก็มาถึงการสอบครั้งสุดท้าย คือ “เกาเคา” โดยเด็กนักเรียนจะเป็นผู้ชนะหรือแพ้
ผลการสอบของนักเรียนคนหนึ่ง จะเปรียบเทียบกับผลการสอบของนักเรียนคนอื่นในมณฑลเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะรับนักเรียนเข้าเรียน โดยเปรียบเทียบกับผลการสอบของนักเรียนคนอื่น ลักษณะนี้ทำการศึกษาของจีนเป็นแบบ zero-sum game หากนักเรียนข้างบ้านเป็นฝ่ายชนะ เราอาจเป็นคนที่แพ้
ระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์
ระบบการศึกษาของจีนเป็นแบบระบบรวมศูนย์ ที่จัดการโดยรัฐบาลกลาง เกาเคาคือถนนสายเดียว ที่นักเรียนจะได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย รัฐบาลเป็นคนกำหนดเนื้อหาข้อสอบ กำหนดโควตาการรับนักศึกษาในแต่ละภูมิภาค
ระบบการศึกษาจีนยังเป็นแบบลำดับชั้น (hierarchical) คือมีลักษณะคล้ายพีระมิด ยอดพีระมิดคือมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ในเรื่องเงินสนับสนุน นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละมณฑล จะมีโอกาสเข้าเรียนสถาบันการศึกษาชั้นนำ รองลงมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ จะเป็นสถาบันการศึกษาระดับ 2, 3 และ 4 ที่แตกต่างกันเรื่องชื่อเสียง และการสนับสนุนของรัฐบาล ส่วนที่ฐานพีระมิดคือวิทยาลัยอาชีพ คล้ายกับวิทยาลัยชุมชนของสหรัฐฯ
The Highest Exam อธิบายว่า เหตุผลหนึ่งที่ระบบการศึกษาจีนมีลักษณะรวมศูนย์ เพราะรัฐบาลตระหนักดีเรื่องบทบาทการศึกษา ที่จะมีต่อการสร้างอำนาจเศรษฐกิจของจีน เมื่อมีการปฏิรูปในปลายทศวรรษ 1970 ผู้นำจีนถือว่าการศึกษามีความสำคัญอันดับแรก การขยายการศึกษา ทำให้จีนเกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ช่วยให้จีนผลิตของดีขึ้น เร็วขึ้น และถูกลง การศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของจีน เช่นเดียวกับการที่จีนบูรณาการกับระบบนิเวศเศรษฐกิจของโลก
ผู้เขียน The Highest Exam ยอมรับว่า แม้ระบบการศึกษาจีนจะเป็น “การแข่งขันแบบรวมศูนย์และแบ่งลำดับชั้น” (centralized hierarchical tournament) สร้างแรงกดดันต่อนักเรียน และทางการจีนก็มองว่า เป้าหมายของการสอบเกาเคาคือระบบวัดความสามารถ แต่ก็ยังมองไม่ออกว่า จะมีระบบอะไรที่ดีกว่านี้ ที่จะมาแทนการสอบเกาเคา
ประเทศที่สถาบันอ่อนแอ และมีคอร์รัปชันแพร่หลายอย่างจีน การใช้ระบบการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยแบบสหรัฐฯ เรียกว่า holistic approach ที่พิจารณาทั้งคะแนนสอบ ประสบการณ์ คุณสมบัติส่วนตัว และจดหมายแนะนำ มีโอกาสเสี่ยงต่อการใช้อิทธิพล และติดสินบน
การยกเลิกระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ของจีน ที่ครอบครัวคนจีนจำนวนมากได้ลงทุนไปทั้งเวลา เงินทอง และความคาดหวัง จำเป็นจะต้องมีการปรับรื้อการศึกษาทั้งระบบ และในทุกระดับ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความปั่นป่วนทางสังคม การสอบเกาเคาอาจมีความไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นระบบดีที่สุดและยุติธรรมที่สุด ในการจัดสรรการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของจีน
เอกสารประกอบ
The Highest Exam: How the Gaokao Shapes China, Ruixue Jia and Hongbin Li with Claire Cousineau, Harvard University Press, 2025.