เรื่องนี้โรงเรียนไม่ได้สอน : ‘อ่านก่อนสอบ’ vs ’อ่านล่วงหน้า’ อ่านหนังสือแบบไหนจำได้ดีสุด?
ก่อนอื่นขอถามน้อง ๆ ชาว Dek-D ทุกคนก่อนว่า ชอบอ่านหนังสือสอบตอนไหนมากที่สุด? บางคนชอบค่อย ๆ อ่านไปเรื่อย ๆ แต่หลายคนก็ชอบแบบ one night miracle อ่าน 1 คืนก่อนสอบแล้ววิธีการอ่านหนังสือแบบไหน ส่งผลต่อความจำยังไงบ้าง ไปดูกัน!
อ่านโค้งสุดท้ายก่อนสอบ (Cramming)
คือ การอ่านหนังสือแบบเร่งด่วนก่อนสอบ อ่านแบบอัดแน่น อ่านแบบเข้มข้นสุด ๆในโค้งสุดท้ายก่อนสอบ อาจจะเป็น 1 วันสุดท้าย 1 คืนสุดท้าย หรือนาทีสุดท้ายก่อนสอบ
ข้อดีของการอ่านโค้งสุดท้าย
จำแม่น จำเร็ว
การอ่านแบบอัดแน่นมีประสิทธิภาพในการท่องจำระยะสั้นโดยเฉพาะเนื้อหาที่เป็นตัวเลข วันที่ หรือข้อมูลที่ต้องใช้สอบในวันรุ่งขึ้น จะจำได้ดีในเวลาอันรวดเร็ว
ใช้เวลาน้อย
แน่นอนว่าการอ่านในโค้งสุดท้ายก่อนสอบ ใช้เวลาน้อย อาจจะเป็น 1 วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงก่อนสอบ แต่ก็ต้องใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับชั่วโมงนั้นอย่างเข้มข้น
ได้เนื้อหามากในเวลาจำกัด
เนื่องจากต้องโฟกัสอยู่กับเนื้อหา และความเร่งรีบการอ่านหนังสือแบบนี้จึงทำให้ได้เนื้อหาจำนวนมาก อัดแน่น เพราะต้องอ่านให้จบ ครบ ครอบคลุมการสอบ
ข้อเสียของการอ่านแบบโค้งสุดท้าย
จำเร็ว ลืมเร็ว!
ความรู้ที่เราได้รับภายใน one night miracleจะอยู่ในความทรงจำระยะสั้น อ่านปุ๊บ ทำข้อสอบปั๊บ หลังจากนั้นก็ลืมทันทีเพราะไม่ได้ทบทวน ไม่ได้เรียกความรู้กลับมาใช้
เน้นท่องจำมากกว่าเข้าใจ
เนื่องจากเวลามีอยู่จำกัด การอ่านหนังสือก็จะมีเวลาไม่มากในการทำความเข้าใจอย่างแท้จริงจะเป็นเพียงการอ่านเพื่อจำและนำไปใช้ ไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
การอ่านแบบเร่งด่วนทำให้เกิดความเครียด ความกดดันเพราะต้องอ่านให้ครบถ้วนและทันเวลา โดยเฉพาะการอ่านแบบ 1 วันก่อนสอบ อาจส่งผลทำให้ไม่ได้นอนหลับพักผ่อน ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
ทริคการอ่านไวแบบ Cramming
- การอ่านในใจจะทำให้อ่านได้ไวกว่าอ่านแบบออกเสียง แต่ถ้าอยากเน้นย้ำข้อมูลส่วนไหน การอ่านออกเสียงเป็นบางคำ ก็จะช่วยให้จำแม่นขึ้นได้
- นอกจากจะกวาดสายตาไล่ไปตามตัวหนังสือ ถ้าใช้นิ้ว หรือปลายปากกา ชี้นำสายตาไปด้วย จะช่วยให้โฟกัสอยู่กับข้อมูลได้ดีขึ้น
- ก่อนจะอ่านเนื้อหาทั้งหมด ให้อ่านบทสรุป หรือ สารบัญก่อน ให้เห็นภาพรวมว่าเนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับอะไรบ้าง ควรให้ความสำคัญกับส่วนไหนมากที่สุด
อ่านล่วงหน้า Spaced Repetition
คือ การอ่านหนังสือล่วงหน้า ค่อย ๆ ทบทวนบทเรียนออกเป็นระยะ ๆ และกลับมาทบทวนเนื้อหาเดิมในช่วงเวลาที่ห่างขึ้นเรื่อย ๆหลักการทางจิตวิทยาเรียกว่า Spacing Effect เราจะเรียกคืนความทรงจำกลับมาได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของการอ่านล่วงหน้า
จำลึก จำได้นาน
ความรู้และเนื้อหาที่เราอ่านจะถูกย้ายจากความทรงจำระยะสั้น ไปสู่ความทรงจำระยะยาว ทำให้จำได้นานและเรียกกลับมาใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นตอนสอบ หรือเวลาอื่น ๆ
เข้าใจ เชื่อมโยงความรู้ได้ดี
การกลับมาทบทวนอย่างสม่ำเสมอ และค่อย ๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจ ช่วยตอกย้ำให้เข้าใจเนื้อหาได้อย่างแท้จริง ทำให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ และเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่เครียด ไม่กดดัน
เนื่องจากไม่มีเวลามากดดัน ทำให้ภาระในการอ่านหนังสือไม่หนักจนเกินไปทำให้ไม่เครียด ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตมากกว่าอ่านแบบรวดเดียว
ข้อเสียของการอ่านล่วงหน้า
ใช้เวลานาน
แน่นอนว่าการอ่านล่วงหน้า จะใช้เวลานานกว่าอ่านรวดเดียวก่อนสอบ ถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุดก็จะใช้เวลาอ่านอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป
ต้องทำต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญคือการอ่านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพราะถ้าอ่าน ๆ หาย ๆ อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
ต้องวางแผน และมีวินัย
เนื่องจากชีวิตเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ ควรวางแผนและจัดสรรเวลามาเพื่ออ่านหนังสือโดยเฉพาะ จะได้รู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ และต้องมีวินัยในการทำตามแผนที่วางไว้ให้ได้
ทริคอ่านหนังสือแบบ Spaced Repetition
- ทบทวนเนื้อหาในวันที่ 1 หลังเรียนทันที
- ทบทวนอีกครั้งในวันที่ 3
- ทบทวนอีกครั้งใน 1 สัปดาห์
- ทบทวนอีกครั้งใน 1 เดือน
การทบทวนเรื่อย ๆ เป็นระยะ จะช่วยกระตุ้นให้ความทรงจำที่กำลังเลือนหาย ถูกเรียกกลับคืนมาอีกครั้ง และแต่ละครั้งข้อมูลจะถูกย้ายไปเก็บที่ความจำระยะยาว
ถ้ามีเวลาอ่านหนังสือนาน ๆ การอ่านหนังสือล่วงหน้า ก็จะทำให้จำได้แม่น และจำได้นานมากที่สุด แต่สำหรับการสอบที่เร่งรีบ สอบด่วน หรือต้องสอบหลาย ๆ วิชา การอ่านก่อนสอบ ก็ถืิอว่าได้ผลดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสมาธิ จดจ่อ และถ้าอยากจำได้ดีขึ้นไปอีก ก็กลับมาทบทวนอีกครั้ง จำแม่น จำนาน จำได้ไม่ลืมแน่นอน!