โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

3 เรื่องยอดฮิตที่ทำให้เคลมประกัน “ไม่ได้” หลังน้ำท่วม น้ำลดแล้ว จะวางแผนเคลียร์ปัญหาเริ่มที่อะไร?

Thairath Money

อัพเดต 28 พ.ย. 2568 เวลา 11.14 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น.
ภาพไฮไลต์

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ส่งผลกระทบในวงกว้าง นักวิเคราะห์คาดว่าความเสียหายจะสูงกว่า 25,000 ล้านบาท ตัวเลขว่าเยอะแล้วแต่ชีวิตคนในพื้นที่อาจกระทบมากกว่านั้นเพราะทรัพย์สินที่หามาทั้งบ้านและรถ ต่างพังเพราะมวลน้ำเหล่านี้

แม้ตอนนี้บางพื้นที่น้ำท่วมจะลดระดับลง แต่ความเสียหายยังพุ่งสูง และชีวิตคนยังต้องไปต่อ สำหรับคนมีประกันภัยไม่ว่าจะบ้านหรือรถยนต์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อเคลมให้ได้ และหลังน้ำลดเราจะวางแผนชีวิตเพื่อแก้ปัญหาอื่นๆ ที่อาจตามมาอย่างไร

3 ข้อต้องระวัง เพราะจะเคลมประกันไม่ได้

1. ถึงจะมีประกันฯ แต่อาจไม่มีความคุ้มครองน้ำท่วม

ประกันภัย คือ สัญญาที่ระบุไว้แล้วว่าจะคุ้มครองกรณีไหนบ้าง ดังนั้นอย่างแรกต้องเช็กก่อนว่า กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัย (ประกันอัคคีภัย, ประกันภัยทรัพย์สิน) และประกันรถยนต์ที่เราถืออยู่นั้น “มี” ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าไม่มีก็เคลมประกันไม่ได้

ประกันบ้าน: ส่วนใหญ่ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย มักมีความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมอยู่ในหัวข้อ ภัยธรรมชาติ (แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด, ลมพายุ ฯลฯ) ส่วนใหญ่ทุนเอาประกันภัยรวมทุกภัยมักไม่เกิน 20,000 บาท/ปีกรณีที่ไม่มีความคุ้มครองนี้สามารถซื้อเพิ่มเติมได้เช่นกัน ค่าเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับวงเงินความคุ้มครองนั่นเอง

ประกันรถยนต์: ประกันชั้น 1 หรือชื่อเต็มกรมธรรม์ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 1 มีความคุ้มครองภัยน้ำท่วมอยู่แล้ว สามารถติดต่อให้บริษัทประกันภัยจะช่วยประสานงานกับอู่ซ่อมรถให้ รถกลับมาใช้ได้สู่สภาพเดิม

ส่วนประกันรถชั้น 2+, 3+ เป็นกลุ่มที่ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมไว้ก็สามารถเคลมได้ และถ้ามีประกันรถชั้น 2, 3 ส่วนใหญ่มักเป็นเงื่อนไขที่บริษัทประกันภัยประเมินความเสียหาย (ผ่านมาตรฐานกลางของ คปภ.) และจ่ายเป็นเงินก้อนให้ไปซ่อมกับอู่

ตอนนี้ปัญหาของการซ่อมรถหลังน้ำท่วมคือ อาจใช้เวลาซ่อมนานกว่าเดิม เพราะอู่ให้บริการซ่อมในพื้นที่อาจเจอพิษน้ำท่วม หากจะซ่อมต้องยกข้ามไปจังหวัดใกล้ๆ และต้องดูว่าคิวการซ่อมจะได้เมื่อไร ดังนั้นควรวางแผนและติดต่อบริษัทประกันภัยไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

2. เคลมได้ แต่เงินจำกัดที่กี่บาท?

นอกจากมีความคุ้มครองภัยน้ำท่วมแล้ว เราต้องดูว่า คุ้มครองที่วงเงินเท่าไร เช่น ประกันภัยบ้านขั้นพื้นฐานมักมีวงเงินคุ้มครองภัยพิบัติรวม 20,000 - 30,000 บาทต่อปี ดังนั้นแม้ความเสียหายจริงจะสูงกว่านี้แต่มีวงเงินเท่าไรก็สามารถเคลมได้ตามเงื่อนไข ส่วนประกันภัยรถยนต์ มีมาตรฐานกลางในการประเมินค่าซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ

  • ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ค่าซ่อม 8,000 – 10,000 บาท
  • ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ค่าซ่อม 15,000 – 20,000 บาท
  • ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ค่าซ่อม 25,000 – 30,000 บาท
  • ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป
  • ระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน บริษัทจะคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์

3. "ขับฝ่า" น้ำท่วมจนเกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์

นี่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่คนขับรถควรทำความเข้าใจ เช่น แม้ประกันรถชั้น 1 จะคุ้มครองภัยน้ำท่วม แต่หากบริษัทประกันฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ขับขี่ได้ จงใจขับรถลุยน้ำ ในระดับที่สูงเกินไปจนเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อเครื่องยนต์ ก็อาจมีการคุ้มครองแบบมีเงื่อนไข หรือไม่จ่ายเคลม แต่จากกรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ใต้นี้การให้เคลมได้หรือไม่นั้น อาจขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทีมสินไหมในบริษัทประกันภัยทั้งนี้ ความคุ้มครองน้ำท่วมของรถยนต์จะคุ้มครองกรณี รถจอดอยู่กับที่ และไม่ติดเครื่อง เช่น จอดอยู่ในบ้านและหนีน้ำไม่ทัน

น้ำลด ต้องวางแผนเคลียร์ปัญหาที่เข้ามายังไง

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ปัญหาที่อาจตามมาคือเรื่องเงินๆ ทองๆ ว่าเราจะหมุนเงินอย่างไรให้ทัน ในช่วงที่อาจออกไปหารายได้ไม่ได้ แต่ต้องใช้เงินซ่อมบ้าน และรถที่มีอยู่ Thairath Money อยากชวนมาโฟกัสใน 3 เรื่องหลัก เพื่อลดภาระและเริ่มการฟื้นฟูอย่างเข้มแข็ง

ภารกิจที่ 1 เคลียร์การเคลม - ยื่นหลักฐานให้ครบและถูกต้อง

ถ้าหากเช็กแล้วว่าประกันภัยที่มีอยู่ มีความคุ้มครองภัยน้ำท่วม เราต้องเตรียมเอกสาร ถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้น (แนะนำว่าทั้งระหว่างที่เกิดน้ำท่วม และหลังน้ำลด) ติดต่อไปที่บริษัทประกันภัยเพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งดำเนินการซ่อมแซมเรื่องใหญ่ๆ

ภารกิจที่ 2: มีหนี้ต้องพร้อมเคลียร์

หลายคนมีหนี้กับสถาบันการเงิน อาจรีบติดต่อไปที่ธนาคารเพื่อขอความช่วยเหลือ เช่น มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ อย่าง การพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ หรือการขอสินเชื่อฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำสำหรับการซ่อมแซม แต่หากมีเจ้าหนี้ที่ขอยืมเงินมา เราอาจติดต่อเพื่อแจ้งให้ทราบว่า กำลังในการจ่ายของเราไหวแค่ไหน และเรากำลังเจอกับสถานการณ์แบบไหน ที่สำคัญคือไม่ควรพักจ่ายหนี้เองเพราะอาจมีปัญหาอื่นๆ ตามมาทีหลัง

ภารกิจที่ 3: เคลียร์สภาพคล่อง – ประเมินกองทุนฉุกเฉินใหม่

หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่นี้อาจทำให้เราประเมินได้ว่า ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน, ความคุ้มครอง, เงินสดที่เราเตรียมไว้ เพียงพอหรือไม่ ถ้าเรายังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยก็อาจต้องทบทวน และปรับแผนเพื่อรับมือหากเกิดภัยครั้งใหญ่ขึ้นอีก เช่น เดิม เราประเมินว่ามีค่าใช้จ่าย 20,000 บาทต่อเดือน สำรองไว้เพียง 6 เดือนหรือ 120,000 บาทก็เพียงพอแล้ว แต่เมื่อเกิดภัยนี้ขึ้นเราอาจกลับไปทำงานได้ช้าลง อาจต้องเตรียมเงินสำรองเป็น 12 เดือน หรือ 240,000 บาท เป็นต้น

ที่มา คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย, สคบ.

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 เรื่องยอดฮิตที่ทำให้เคลมประกัน “ไม่ได้” หลังน้ำท่วม น้ำลดแล้ว จะวางแผนเคลียร์ปัญหาเริ่มที่อะไร?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...