“เช” ยังไม่ตาย เขาอยู่ท้ายรถบรรทุก เขียนถ้อยคำสนุก ใครบ้างอยากรู้ที่มา
ภาพชายมีหนวดหน้าตาขึงขังคนหนึ่ง ใส่หมวกทรงเบเร่ต์ติดดาวห้าแฉกตรงกลางด้านหน้า พร้อมกับชุดที่เรามองเห็นเลือนรางแค่ท่อนบน แต่ก็มากเพียงพอที่จะเดาได้ว่าเป็นชุดทหารพราง เป็นภาพที่เรามักพบเจอเสมอ ๆ ตามบังโคลนรถบรรทุก เสื้อยืด โปสเตอร์ หรือแม้แต่รอยสักบนร่างกายของใครสักคน เมื่อประกอบกับบริบทโดยรอบ ก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่าบุคคลคน ๆ นี้เป็น “สัญลักษณ์” ของตัวแทนผู้ใช้แรงงาน เป็นขวัญใจของคนหาเช้ากินค่ำ ด้วยการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาที่ดูมุ่งมั่น มีความเจ็บปวดและโกรธแค้นซ่อนอยู่ในท่าที นั่นทำให้ภาพถ่ายของเช เกบารา (Che Guevara)1 นักปฏิวัติหนุ่มชาวอาร์เจนตินากลายมาเป็นภาพบุคคลสำคัญที่ทรงพลังที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 202
Alberto Korda / commons.wikimedia.org
จากนักเรียนแพทย์สู่นักปฏิวัติ
เออร์เนสโต เกบารา เดอ ลา เซอร์นา (Ernesto Guevara de la Serna) หรือ เช เกบารา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ.1928 ที่เมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา เขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนข้างมีฐานะ ในวัยเยาว์ เชมีปัญหาสุขภาพเนื่องจากโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด ทำให้ครอบครัวต้องพาเขาย้ายถิ่นฐานไปอยู่เมืองอัลตรากราเซียนานถึง 4 ปี เพราะสภาพร่างกายของเชนั้นไม่สามารถทนต่อมลภาวะในเมืองใหญ่ได้
ต่อมาในวัยมัธยม เชพยายามรักษาอาการจากโรคประจำตัวด้วยตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และได้ตัดสินใจเข้าศึกษาวิชาแพทย์เพื่อรักษาโรคนี้โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส โดยเบื้องต้นหวังแต่เพียงว่าจะรักษาอาการหอบหืดของตัวเองได้สำเร็จ ทว่าในปี 1951 ตอนเชอายุได้ 23 ปี เขากลับพบจุดเปลี่ยนของชีวิตเมื่อได้ร่วมเดินทางไปกับเพื่อนรุ่นพี่ชื่อ อัลแบร์โต กรานาโด (Alberto Granado) เพื่อไปเก็บข้อมูลโรคหอบหืดทั่วประเทศอาร์เจตินาด้วยมอเตอร์ไซด์เพียงหนึ่งคัน หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็ได้เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง แต่คราวนี้ไปไกลกว่าในประเทศอาร์เจตินา โดยเขาทั้งสองได้ท่องไปทั่วทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ชิลี เปรู โคลัมเบีย ไปจนถึงเวเนซุเอลา ระหว่างทางก็รับจ้างทั่วไปทำให้พอมีปัจจัยเลี้ยงปากท้อง
นอกจากความงดงามของลาตินอเมริกาที่เชได้พบเจอในระหว่างการเดินทาง อีกสิ่งหนึ่งที่เขาได้ประจักษ์และยังติดค้างเป็นภาพอยู่ในใจ ก็คือสภาพความเป็นอยู่อันยากลำบากของชนพื้นเมืองในหลายประเทศ เนื่องมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม พวกเขาทั้งสองได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาถึงปัญหามากมายกับคนหลายกลุ่ม สิ่งเหล่านี้จุดประกายให้ชายหนุ่มนักเรียนแพทย์ ผู้ซึ่งมีอนาคตสดใสรออยู่ ยอมสละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผันตัวกลายเป็น “นักปฏิวัติ” โดยสมบูรณ์ โดยช่วงชีวิตส่วนนี้ของเช เกบารา ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ The Motorcycle Diaries (2004)
Roger S / commons.wikimedia.org
การเข้าร่วมกองกำลังปฏิวัติคิวบา
ด้วยอุดมการณ์แรงกล้าและความสนใจในลัทธิมาร์กซิสม์ ทำให้เชเชื่อว่าวิธีที่จะช่วยอเมริกากลางและอเมริกาใต้ได้ปลดแอกจากปัญหาความยากจนที่ถูกกดขี่โดยผู้มีอำนาจ ก็คือการจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อล้มล้างระบอบการปกครองที่มีอยู่ หรือก็คือ “การปฏิวัติ” นั่นเอง เชออกเดินทางไปยังประเทศกัวเตมาลาที่ซึ่งกำลังมีการปฏิวัติรัฐบาลนำโดยกลุ่มปัญญาชน ในการปฏิวัติกัวเตมาลา นอกจากจะมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจแล้ว ยังมีการจัดสรรทรัพยากรของรัฐใหม่ โดยทวงคืนที่ดินของบริษัททุนใหญ่อย่างบริษัท United Fruit ของสหรัฐอเมริกากลับคืนมาให้ชาวนาและประชาชนที่เคยเสียเปรียบและถูกกดขี่มาก่อนหน้านี้เหตุการณ์ปฏิวัติที่กัวเตมาลานับได้ว่าเป็นพื้นที่แรกที่เชมีส่วนเกี่ยวข้องและได้เห็นถึงความเลวร้ายของจักรวรรดิทุนนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออเมริกาตัดสินใจเข้าแทรกแซงประเทศผ่านการปฏิบัติการของ CIA ทำให้รัฐบาลกัวเตมาลาภายใต้การบริหารของกลุ่มปฏิรูปที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนอเมริกาต้องล้มลง สหรัฐอเมริกาและระบอบทุนนิยมกลายมาเป็นปรปักษ์ของชนชั้นแรงงาน และนั่นได้จุดชนวนไฟแห่งการปฏิวัติในตัวเชนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ต่อมาในปี 1954 เชเดินทางไปเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของเม็กซิโก ปีถัดมาเขาได้พบกับ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) และกลุ่มผู้นำกองกำลังปฏิวัติคิวบาที่กำลังวางแผนโค่นล้มรัฐบาลของผู้นำเผด็จการ ฟุลเฮนซิโอ บาติสตา (Fulgencio Batista) เมื่อได้พูดคุยกับคาสโตร เชตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการ 26 กรกฎาคม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-5 ปีปลดแอกคิวบาได้สำเร็จ ในช่วงเดือนมกราคม 1959 ฟิเดล คาสโตรสถาปนาคิวบาใหม่ขึ้นภายใต้การดูแลของคณะปฏิวัติ เขารับตำแหน่งผู้นำสูงสุด ส่วนเชรับหน้าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติคิวบาและรัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม
J Z / Unsplash
Guerrillero Heroico ฮีโร่ของการซุ่มโจมตีแบบกองโจร
กลับมาที่ภาพถ่าย Guerrillero Heroico อันทรงพลังของเชที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่ง “การไม่ยอมจำนน” ของชนชั้นกรรมาชีพ ภาพนี้ถูกถ่ายขึ้นโดยอัลเบอร์โต กอร์ดา (Alberto Korda) ช่างภาพประจำตัวของคาสโตร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1960 ที่เมืองฮาบานา เมืองหลวงของประเทศคิวบา ในงานรำลึกถึงผู้ประสบเคราะห์กรรมจากเหตุระเบิดของเรือบรรทุกสินค้าของฝรั่งเศส La Coubre ที่จอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือของเมืองในวันที่ 4 มีนาคม 1960 จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คนและมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนหลายร้อย ทันทีที่ทราบข่าวเหตุระเบิด เชรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุและขึ้นไปบนเรือเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความเป็นห่วงของผู้คนว่าอาจมีการระเบิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 การกระทำดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเชเป็นอย่างมาก
ในวันถัดมา ประธานาธิบดีฟิลเดล คาสโตร กล่าวประณามหน่วยงาน CIA ของสหรัฐอเมริกาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการระเบิด และได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตที่อนุสรณ์สถานโกลอน (Colón Cemetery) ในกรุงฮาบานา หลังจากการเดินไว้อาลัยบนถนนเลียบท่าเรือ ประธานาธิบดีคาสโตรได้กล่าวคำสรรเสริญผู้เสียชีวิตด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและโกรธแค้น โดยใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายเชิงว่า “(คนคิวบาจะยอม)สละชีพของตนเพื่อแลกกับเอกราชของประเทศบ้านเกิดเมืองนอน” ขณะนั้นเอง เชผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ปรากฏตัวขึ้นเพียงชั่วเวลาไม่กี่วินาที กอร์ดา ช่างภาพของคาสโตรสามารถกดถ่ายภาพที่กลายมาเป็นภาพที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชได้ 2 รูป จากการยืนระยะห่างประมาณ 25-30 ฟุต ด้วยกล้อง Leica M2 กับเลนส์ 90 มม. และฟิล์ม Kodak Plus-X pan โดยกอร์ดาได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “เขาไม่ได้ใช้ความรู้มากมายหรือเทคนิคขั้นสูงในการถ่ายภาพภาพนี้ แต่เป็นเพราะความบังเอิญที่ประจวบเหมาะมากกว่า จะเรียกว่าเขาโชคดีก็ได้” เขายังได้ให้สัมภาษณ์อีกว่า “ผมยังจำได้เหมือนกับมันเพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ … ผมมองเห็นเขาผ่านช่องมองของกล้อง ด้วยสีหน้าของเขา ที่มีรังสีแผ่ออกมาจนทำให้ผมรู้สึกสะเทือน … มันมีพลังมากจริง ๆ ”
ภาพที่อยู่บนฟิล์มทั้งม้วนที่กอร์ดาถ่ายได้ โดยภาพของเชชื่อ Guerrillero Heroico ปรากฎอยู่บนแถวที่ 4 เป็นภาพที่ 3 และ 4 นับจากทางด้านซ้าย
Alberto Korda / commons.wikimedia.org
สำหรับช่างภาพอย่างตัวกอร์ดาเอง ผู้ซึ่งยึดถือในอุดมการณ์คอมมิวนิสม์ตลอดชั่วชีวิตของเขา อีกทั้งยังสนับสนุนการปฏิวัติคิวบา เขาไม่เคยเรียกร้องถึงค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนจากการเผยแพร่ภาพถ่ายนี้แต่อย่างใด แม้จะมีผู้ใดนำภาพนี้ไปใช้ ดัดแปลง ทำซ้ำ ให้อยู่ในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม โดยกอร์ดาให้เหตุผลว่า “ภาพเชที่เขาถ่ายได้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนและอุดมการณ์ในการสนับสนุนการปฏิวัติ ซึ่งเป็นแนวความคิดเดียวกับของเชในตัวกอร์ดาเอง และยิ่งทำให้ภาพของเชได้รับการเผยแพร่ออกไปมากเท่าไร แนวคิดของเชก็จะแพร่กระจายออกไปมากเท่านั้น” การที่กอร์ดาปฏิเสธการรับค่าลิขสิทธิ์จากภาพ ยังเป็นการเผยแพร่ถึงอุดมการณ์ปฏิวัติเพื่อสนับสนุนแนวความคิดมาร์กซิสม์ของเขาและเป็นการต่อต้านระบบจักรวรรดินิยมให้เห็นอีกด้วย
อัลเบอร์โต กอร์ดา (ช่างภาพทางขวามือ) กำลังถ่ายภาพเช เกบารา เดินฝ่ากองทัพนักข่าวและฝูงชนบนท้องถนนในเมืองฮาบานา คิวบา โดย เช (ตรงกลางของภาพ) ได้เดินคล้องแขนกับภรรยา อเลย์ดา มาร์ช ภรรยา
commons.wikimedia.org
นอกจากนี้ กอร์ดายังให้ความเห็นว่า “เขาไม่สนับสนุนให้ใช้ภาพของเขาในการโฆษณาสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะภาพเช ในสิ่งที่เชไม่นิยมสนับสนุน อย่างเช่นสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เหตุการณ์ต่อต้านการใช้ภาพโฆษณาไปในทางที่เขาไม่เห็นชอบนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2000 เมื่อบริษัทผลิตเครื่องดื่มวอดก้ายี่ห้อ Smirnoff ได้ใช้ภาพเชทำการโฆษณาสินค้า และกอร์ดาได้ทำการฟ้องร้องบริษัทที่ออกแบบโฆษณาให้กับเครื่องดื่มดังกล่าวชื่อ Lowe Lintas และ Rex Features ในฐานะผูัครอบครองลิขสิทธิ์ของภาพและได้รับชัยชนะ โดยกอร์ดาได้รับเงินชดเชยเป็นค่าเสียหายกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเขาเองได้บริจาคเงินทั้งหมดให้กับองค์กรที่จัดการด้านสาธารณสุขของคิวบา โดยเขาได้กล่าวว่า “ถ้าเชยังมีชีวิตอยู่ ก็คงทำตามแบบที่เขาทำเป็นแน่แท้”
จากภาพถ่ายกลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
นักประวัติศาสตร์ชาวคิวบาอย่าง เอ็ดมุนโด เดสโนเอส (Edmundo Desnoes) ได้กล่าวไว้ว่า “ถึงแม้ภาพของเชจะถูกดัดแปลง ซื้อ ขาย หรือถูกยกย่อง (ไปไกลจนถึงขั้นที่ผู้คนลืมนึกถึงจุดกำเนิดที่แท้จริง) แต่มันก็ยังแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงในการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการปฏิวัติ การไม่ยอมจำนนต่อความยากลำบาก ซึ่งตัวภาพเองสามารถเรียกคืนนัยแท้จริงนี้ได้ทุกครั้งที่มีคนหยิบภาพนี้ขึ้นมาใช้”
ภาพนี้ถูกพูดถึงในการสื่อความหมายเชิงการปฏิวัติเป็นครั้งแรกเมื่อได้รับการตีพิมพ์เพื่อโฆษณางานประชุมที่มี เช เกบารา เป็นผู้ขึ้นปราศรัยหลักในหนังสือพิมพ์ที่ชื่อว่า การปฏิวัติ ในวันที่ 16 เมษายน 1961 หากแต่การประชุมครั้งนั้นล่มลงเนื่องจากเกิดเหตุการณ์การรวมตัวกันของประชาชนฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลคาสโตรเป็นจำนวนกว่า 1,300 คนที่ยกพลขึ้นบกที่อ่าวหมูด้วยการสนับสนุนจาก CIA ภาพของเชจึงได้ถูกนำมาตีพิมพ์อีกครั้งเพื่อโฆษณาการประชุมครั้งใหม่ที่ถูกเลื่อนไปให้จัดในวันที่ 28 เมษายน 1961 แทน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ตัวเชเองก็ได้เห็นและรับรู้ถึงการนำภาพไปใช้สำหรับการประชุมเช่นกัน
แม้การตีพิมพ์ภาพเชทั้งสองครั้งจะถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ แต่ภาพนี้ของเชกลับกลายมาเป็นภาพประวัติศาสตร์และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างอย่างแท้จริงก็เมื่อสาธารณชนได้ทราบข่าวถึงการถูกลอบสังหารของเชในประเทศโบลิเวีย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1967 ภาพดังกล่าวได้ถูกขยายกลายเป็นแบนเนอร์ขนาดใหญ่ แขวนลงมาจากชั้น 5 ของตึกกระทรวงมหาดไทยในคิวบา ณ บริเวณจัตุรัสแห่งการปฏิวัติ (Plaza de la Revolucion) กลางกรุงฮาบานา ซึ่งตึกแห่งนี้เองเคยเป็นสถานที่ทำงานของเช และประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร โดยอาคารหลังนี้ห้อยแบนเนอร์ภาพถ่ายของเชเพื่อเป็นแบ็กดรอปในการประกาศข่าวการเสียชีวิตของเชท่ามกลางประชาชนนับล้านที่มาชุมนุมไว้อาลัยให้แก่เขา และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาคารหลังนี้ก็ถูกประดับด้วยภาพดัดแปลงจากภาพถ่ายอันทรงพลังของเชอีกหลายเวอร์ชัน ปัจจุบันยังมีการทำโครงเหล็กเป็นรูปลายเส้นจำลองภาพถ่ายของเชอย่างถาวรอยู่หน้าตึกที่ทำการดังกล่าว และอาคารนี้ก็กลายเป็นสถานที่สำคัญของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมกรุงฮาบานาเสมอมา
Mark Scott Johnson / commons.wikimedia.org
“เชยังไม่ตาย เขาอยู่ท้ายรถบรรทุก เขียนถ้อยคำสนุก ใครบ้างอยากรู้ที่มา … สายตายาวไกล หัวใจทนง คือผู้ปักธงนำชัยสู่มวลประชา” จากภาพถ่ายของเช เกบารา ชายหนุ่มเชื้อสายไอริช-สแปนิช ผู้ที่ถือกำเนิดในอาร์เจนตินาและต่อมาถือสัญชาติคิวบา กลายมาเป็นตำนานเล่าขานผ่านบทเพลงของวงดนตรีเพื่อชีวิตจากประเทศไทยอย่างคาราบาว ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศตั้งอยู่ห่างกันครึ่งโลกและสื่อสารกันคนละภาษา
ภาพถ่าย self-portrait ของเช เกบารา เมื่อครั้งมาเยือนประเทศไทยในปี 1964 (พ.ศ. 2507)
pantip.com/topic/31317316
ภาพถ่ายของเชทำให้เราเรียนรู้ได้ว่า “ภาพ” นั้นสามารถสื่อความหมายและเข้าถึงจิตใจผู้คนได้ดีกว่าภาษา เพราะสิ่งที่คนทุกชนชาติทุกภาษาเผชิญร่วมกันคือการกดขี่จากผู้ที่ถือครองอำนาจเหนือกว่า และแววตาของเช เกบารา แสดงให้เห็นถึง “ความไม่ยอมจำนน” ต่อสิ่งนั้น
1เช เกบารา (Che Guevara) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “เช เกวารา” มีรากศัพท์เป็นภาษาสเปน ซึ่งอ่านตัวอักษร v เป็นเสียง บ ใบไม้ ในบทความนี้จึงขอเขียนเป็น “เกบารา” เช่นเดียวกับเมือง Havana ที่อ่านออกเสียงเป็น “ฮาบานา”
2The Maryland Institute College of Art ได้ยกย่องภาพถ่ายของเช ว่าเป็นภาพถ่ายเชิงสัญลักษณ์ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ในขณะที่ The Victoria and Albert Museum ประกาศว่า ภาพนี้เป็นภาพถ่ายที่ถูกนำไปใช้และดัดแปลงมากที่สุดในโลก มากกว่าภาพอื่นใดทั้งหมด รวมไปถึงโจนาธาน กรีน ผู้อำนวยการของ The UCR/California Museum of Photography ได้กล่าวว่า “ภาพถ่ายของกอร์ดาได้แทรกซึมเข้าไปยังทุกวัฒนธรรมของทุกชนชาติบนโลก มันได้เปลี่ยนจากภาพเป็นภาษาที่สื่อความหมายได้ เฉกเช่นเดียวกับตัวอักษรเฮียโรกลิฟิกส์ (ในวัฒนธรรมอียิปต์) ภาพนี้จะปรากฏขึ้นให้เห็นทุกครั้งในที่ที่มีความขัดแย้ง และยังไม่เคยมีสิ่งใดในประวัติศาสตร์ที่สามารถแทรกซึมผ่านวัฒนธรรมของหลายชนชาติได้เฉกเช่นภาพนี้
ที่มา : บทความ “9 ตุลาคม 1967 ‘เช เกวารา’ ชีวิต ‘นักปฏิวัติ’ ผู้ได้รับทั้งเสียงยกย่องและประณาม” จาก www.silpa-mag.com
บทความ “‘เช เกวารา’ ชายหนุ่มหน้าเข้มท้ายรถบรรทุกคือใคร” จาก www.bangkokbiznews.com
บทความ “เช เกวารา วีรบุรุษหรือวายร้าย?” โดย กษิดิศ ตั้งจิตตชอบ จาก www.museumsiam.org
บทความ “ภาพถ่ายที่ทรงพลังที่สุดของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 20: ภาพถ่ายของเช เกบาร่า.” โดย เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ จาก www.the101.world
บทความ “เช เกวารา นักปฏิวัติผู้ไม่มีวันตาย (และเขาไม่ได้อยู่แค่ท้ายรถสิบล้อ)” โดย อชิตพนธิ์ เพียรสุขประเสริฐ จาก www.sarakadeelite.com
บทความ “Che Guevara (1928-1967)” จาก www.pbs.org
บทความ “A 50-Year-Old Graphic Biography of Che Guevara That Still Feels Fresh” โดย Etelka Lehoczky จาก www.nytimes.com
บทความ “เช เกบารา นักปฏิวัติอมตะ กับภาพสติ๊กเกอร์ขวัญใจชาวรถบรรทุกและชนชั้นแรงงาน” จาก https://ngthai.com
หนังสือ “เช เกวาร่า Che Guevara” โดย วัฒน์ระวี, สนพ.แสงดาว
เรื่อง : ศุภาศัย วงศ์กุลพิศาล