โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทึ่ง! ซากวาฬดึกดำบรรพ์อายุ 40 ล้านปี ผุดในเปรู คาดล้มแชมป์สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ส.ค. 2566 เวลา 16.02 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2566 เวลา 09.17 น.
ส่วนหนึ่งของฟอสซิลวาฬดึกดำบรรพ์ “เปรูซีตัส โคลอสซัส” (Perucetus colossus) ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งของเปรูในช่วงกลางยุคเอโอซีน เมื่อประมาณ 39 ล้านปีก่อน ผลงานการค้นพบโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเปรู ที่นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม (REUTERS)

ทึ่ง! ซากวาฬดึกดำบรรพ์อายุ 40 ล้านปี ผุดในเปรู คาดล้มแชมป์สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ขุดพบซากวาฬดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ในเปรูที่มีชื่อว่า “เปรูซีตัส โคลอสซัส” (Perucetus colossus) ในกลุ่มบาซิโลซอรัส (Basilosauridae) ซึ่งอาศัยอยู่บนโลกเมื่อ 38-40 ล้านปีก่อนในยุคสมัยอีโอซีน (Eocene Epoch) ที่กลายเป็นผู้ท้าชิงรายใหม่สำหรับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกและอาจล้มแชมป์ปัจจุบันอย่างวาฬสีน้ำเงิน ซึ่งครองตำแหน่งดังกล่าวมาอย่างช้านาน

นักวิจัยคาดการณ์ว่า เปรูซีตัส หรือ “วาฬเปรูขนาดมหึมา” (colossal Peruvian whale) ตามชื่อวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายพะยูน มีความยาวประมาณ 20 เมตร และหนักถึง 340 เมตริกตัน ซึ่งเป็นน้ำหนักที่มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เรารู้จัก รวมทั้งวาฬสีน้ำเงินและเหล่าไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอื่นๆ ด้วย

จีโอวานนี เบียนุชชี นักบรรพชีวินวิทยาของมหาวิทยาลัยปีซ่า (the University of Pisa) ในอิตาลี นักเขียนหลักของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ว่า ลักษณะที่โดดเด่นของสัตว์ชนิดนี้คือน้ำหนักอันมหาศาลของมัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการวิวัฒนาการสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษเหนือจินตนาการของเราได้

โดยมีการประเมินมวลร่างกายขั้นต่ำของเปรูซีตัสอยู่ที่ 85 ตัน ส่วนน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 180 ตัน ขณะที่วาฬสีน้ำเงินตัวใหญ่ที่สุดที่เคยถูกสำรวจพบมีน้ำหนักประมาณ 190 ตัน และมีความยาว 33.5 เมตร ซึ่งยาวกว่าวาฬโบราณที่เพิ่งถูกขุดพบ น้ำหนักที่มหาศาลนั้นยังเหนือกว่า อาร์เจนติโนซอรัส (Argentinosaurus) หรือไดโนเสาร์กินพืชสี่ขาคอยาวที่อาศัยอยู่เมื่อประมาณ 95 ล้านปีก่อนในอาร์เจนตินา และได้รับการจัดอันดับในงานวิจันที่ตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคมว่าเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีน้ำหนักประมาณ 76 ตัน

โดยโครงกระดูกบางส่วนของเปรูซีตัสถูกขุดพบในทะเลทรายบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของเปรู ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยฟอสซิลของวาฬ นักวิจัยสามารถขุดกระดูกสันหลัง 13 ชิ้น กระดูกซี่โครง 4 ชิ้น และกระดูกสะโพก 1 ชิ้น ซึ่งกระดูกที่มีขนาดใหญ่อย่างที่ไม่ค่อยพบเจอเหล่านี้มีทั้งความหนาและความอัดแน่นของมวลกระดูกอย่างมาก สอดคล้องกับลักษณะที่เรียกว่า “พาชีโอสตีโอสเคลอโรซิส” (pachyosteosclerosis) ซึ่งพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลจำพวกพะยูนและแมนนาที แต่ไม่พบในสัตว์จำพวกวาฬที่มีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงโลมา และพอร์พอยส์ ขณะที่ลำพังโครงกระดูกของเปรูซีตัสนั้นก็มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 8 ตัน มากกว่าของวาฬสีน้ำเงินอย่างน้อยสองเท่า

อย่างไรก็ดี นักวิจัยไม่พบซากกระโหลกศีรษะหรือฟัน ทำให้การศึกษาด้านอาหารการกินและวิถีชีวิตของเปรูซีตัสมีความยากมากขึ้น ด้านนักวิจัยข้อสมมติฐานว่า วาฬดึกดำบรรพ์ชนิดนี้อาจมีวิถีชีวิตคล้ายพะยูน ที่ไม่ใช่นักล่าที่ว่องไว แต่เป็นสัตว์ที่หากินใกล้ท้องทะเลบริเวณน้ำตื้นริมชายฝั่ง

โอลิวิเออร์ แลมเบิร์ต นักบรรพชีวินวิทยาของสถาบันวิทยาศาสตร์ธรรมชาติรอยัลเบลเจียน (the Royal Belgian Institute of Natural Sciences) ในบรัสเซลส์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าเปรูซีตัสเป็นนักว่ายน้ำที่เชื่องช้าจากการที่มันมีโครงกระดูก รวมถึงมวลร่างกายที่มีน้ำหนักมาก ทั้งยังเป็นยักษ์ใหญ่ในทะเลที่รักสันติ คล้ายกับตัวแมนนาทีขนาดมหึมา

เบียนุชชีกล่าวว่า บางทีมันเป็นสัตว์กินพืชแบบพะยูน หรืออาจจะกินหอยขนาดเล็กและกุ้งบริเวณพื้นทรายอย่างพวกวาฬสีเทา ทั้งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นสัตว์กินซากสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง คล้ายกับฉลามลำตัวใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่บางประเภท

ทั้งนี้ วาฬมีวิวัฒนาการมาประมาณกว่า 50 ล้านปี จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกีบเท้าที่เคยอาศัยอยู่บนบกและมีขนาดใหญ่พอๆ กับสุนัขขนาดกลาง โดยเปรูซีตัสยังคงมีขาหลังหลงเหลืออยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...