จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง
ข้อมูลเบื้องต้น
จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง
จ้าวลู่ชิง แพทย์หญิงจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดทะลุมิติมาอยู่ในร่างคุณหนูจวนสูงศักดิ์ นางใช้ชีวิตเสวยสุขได้เพียงสองวัน จวนเกิดล่มสลาย สาเหตุที่จวนล่มสลายเป็นเพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างนางกับฉีอ๋องผู้ที่สมควรตายไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ประตูเสวียนอู่ เหตุใดเขายังมีชีวิตรอดกลายมาเป็นคู่หมายของนางจนสร้างหายนะ
จวนล่มสลายถูกส่งตัวกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาทำให้จ้าวลู่ชิงต้องงัดความสามารถที่มีออกมาใช้หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว นางไม่ขอเดินตามรอยอาชีพเดิมในชาติที่แล้ว ทำงานหนักจนตาย ผู้ใดเห็นใจนางบ้าง? นอกจากคนในครอบครัว ชาตินี้นางจึงตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งต้าถังให้จงได้ ผู้ใดบอกว่าอาชีพพ่อค้าวาณิชต่ำต้อย นางจะทำให้คนพวกนั้นเห็นว่าพวกเขาคิดผิด!
เส้นทางคหบดีของจ้าวลู่ชิงต้องมีอุปสรรคเมื่อรู้สึกสังหรณ์ใจว่าตระกูลจะร่วมมือกับอ๋องที่เป็นคู่หมั้นหมายของนางก่อกบฎ นางจะร่วมมือกับคนในตระกูลต่อสู้หรือจะหยุดยั้งพวกเขาเพื่อรักษาศีรษะที่ตั้งอยู่บนบ่า
สวัสดีนักอ่านทุกท่านเจ้าค่ะ
นิยายจีนโบราณเรื่องนี้ เหอเปา (นามปากกาของผู้แต่ง) หยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ช่วงต้นราชวงศ์ถังมาผสมกับจินตนาการของตนเอง เนื้อหา 99.9 เปอร์เซ็นต์ คือการแต่งตามจินตนาการ หากผู้ใดไม่ยึดติดกับประวัติศาสตร์มากนัก สามารถเข้ามาอ่านเรื่องนี้ได้เลยเจ้าค่ะ
ผู้ใดชื่นชอบ นิยายพระเอกนางเอก เก่ง ฉลาด มีความสามารถรอบด้าน นิยายเรื่องนี้จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง เชิญชวนเข้ามามุงกันได้เจ้าค่ะ
หากใครไม่ชอบกดข้ามได้เลย
ขอย้ำว่าเหอเปาแต่งตามจินตนาการ
จบแล้ว
ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูจวนสูงศักดิ์
“คุณหนูหยุดเถิดเจ้าค่ะ ระวังตกลงมานะเจ้าคะ” อี้หมัวมัว [1]
ยืนกระวนกระวายอยู่หน้าเรือนอิงฮวา ยกมือขึ้นทาบหน้าอก หน่วยตามีน้ำตาคลอเพราะห่วงความปลอดภัยของคุณหนูที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก
“หมัวมัวไม่ต้องกังวล ยามนี้ข้าแข็งแรงมากแล้ว”
น้ำเสียงอ่อนหวานระคนตื่นเต้นเอ่ยบอกหมัวมัวที่ยืนกระทืบเท้าอยู่ด้านล่าง ‘จ้าวลู่ชิง’ ใช้วิชาตัวเบาวิ่งเล่นบนหลังคา
“พวกเจ้าสองคนขึ้นไปเอาตัวคุณหนูลงมาประเดี๋ยวนี้” หันไปออกคำสั่งกับสองสาวใช้ที่มีวรยุทธ์
ซูเซียงกับซูเจิน สาวใช้ข้างกายของจ้าวลู่ชิงรีบใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนหลังคา เพื่อนำตัวคุณหนูของพวกนางลงมา
“คุณหนูหยุดเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังไม่หยุดอี้หมัวมัวคงนั่งร้องไห้จนขาดใจเป็นแน่” ซูเซียงวิ่งไล่ตามจ้าวลู่ชิง ส่งสายตาขอร้องอ้อนวอนให้คุณหนูหยุดทำให้พวกตนตื่นตกใจได้แล้ว
“พวกเจ้ามันน่ารำคาญ”
“คุณหนูระวังเจ้าค่ะ!”
อี้หมัวมัวกับบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านล่าง ร้องตะโกนบอกจ้าวลู่ชิงที่กำลังกระโดดลงจากหลังคา ทุกคนต่างตื่นตกใจยกมือทาบอกเนื่องจากห่วงความปลอดภัยของผู้เป็นนาย
"พวกเจ้ากังวลจนเกินเหตุ"
จ้าวลู่ชิงนั่งพักเหนื่อยบนเก้าอี้ใต้ร่มเงาต้นอิงฮวาอายุหลายสิบปี ยกน้ำชาที่สาวใช้รินให้ขึ้นจิบเพื่อดับกระหาย
สองวันแล้วที่วิญญาณแพทย์หญิงมากประสบการณ์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ทะลุมิติย้อนเวลามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกัน นาทีสุดท้ายของชีวิตเธอจำได้ว่ากำลังเดินออกจากห้องผ่าตัด แค่เพียงก้าวพ้นบานประตูร่างของเธอก็ทรุดฮวบลงกับพื้นหลังจากนั้นก็ไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอตื่นขึ้นมาก็มาโผล่อยู่ในยุคสมัยแปลกตา
จ้าวลู่ชิงไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างของผู้หญิงที่เธอเคยฝันเห็นตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ไม่คาดคิดว่าคนที่ฝันถึงจะมีตัวตนอยู่จริง
คราแรกที่เห็นรูปหน้าสะท้อนในคันฉ่องเนื้อสำริด ทำให้แพทย์หญิงอายุสามสิบสองแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเผยรอยยิ้ม เพราะใบหน้าที่เห็นคือดรุณีอายุเพียงสิบสี่ หน้าสวยหยาดเยิ้ม ดวงตาเรียงหงส์ ริมฝีปากสีเดียวกับผลอิงเถา นับได้ว่าเป็นดรุณีน้อยงดงามหาที่เปรียบได้ยาก แตกต่างจากร่างเดิมที่เป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา
ในเมื่อโชคชะตากำหนดให้ทะลุมิติมายังที่แห่งนี้ จ้าวลู่ชิงตั้งปณิธานไว้ว่าจะถอยห่างจากวงการแพทย์ วงการนี้ทำให้เธอเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ป่านนี้คนในครอบครัวคงทุกข์ใจกับการจากไปของเธอ
“คุณหนูยังรู้สึกปวดหัวอยู่หรือไม่เจ้าคะ” ความห่วงใยของอี้หมัวมัวสื่อออกมาทางสายตาทำให้จ้าวลู่ชิงส่งยิ้มบางเบา
“หมัวมัวไม่ต้องกังวล ข้ากลับมาเป็นปกติแล้ว”
ความทรงจำหลอมรวมเป็นหนึ่งทำให้จ้าวลู่ชิงรับรู้ได้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับเจ้าของร่างเดิม ขณะที่กำลังนั่งรถม้ากลับจากหมู่บ้านชานเมือง ม้าเกิดพยศเหวี่ยงบ่าวขับรถม้าจนล่วงหล่นลงกับพื้นดิน แล้วห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่งไปทางเหวลึก
ตอนนั้นนางและสาวรับใช้ข้างกายตัดสินใจกระโดดออกจากรถม้า หากเป็นปกติแค่ม้าพยศตัวเดียวผู้มีวิทยายุทธ์อย่างพวกนางคงสามารถจัดการได้
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกนางทั้งสามถูกพิษ ทำให้ร่างกายอ่อนแรงกว่าจะใช้เรี่ยวแรงที่เหลือกระโดดลงจากรถม้าได้ก็เกือบหล่นลงไปในเหวลึกพร้อมกับม้า
การกระโดดลงจากรถม้าห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ร่างของจ้าวลู่ชิงกลิ้งไปฟาดเข้ากับต้นไม้จนเสียชีวิต ส่วนสาวใช้สองคนกลิ้งลงไปในโพรงหญ้านอนสลบไม่ได้สติ
โชคดีที่พวกนางได้รับความช่วยเหลือจากทหารที่ควบม้าผ่านมาทางนั้นพอดี และจำได้ว่าคนขับรถม้าที่นอนสลบอยู่คือคนของจวนฝู่กั๋วกง
[2] จึงช่วยกันนำมาส่งที่จวน
หมอหลวงที่ทำการรักษาต่างลงความเห็นว่าไม่สามารถยื้อชีวิตคุณหนูจวนฝู่กั๋วกงไว้ได้ ทำให้บรรดานายบ่าวในจวนต่างร่ำไห้ จ้าวหยางทนเห็นบุตรีคนเดียวจากไปไม่ได้ สบกับรับรู้มาว่าหมอเทวดาอย่างซุนซือเหมี่ยวเวลานี้ยังพักอาศัยอยู่ในเมืองหลวง จึงรีบไปขอร้องให้เขามารักษาบุตรีด้วยตัวเอง
ดูเหมือนว่าสิ่งที่จ้าวหยางทำจะประสบผล เพราะท่านหมอเทวดาอย่างซุนซือเหมี่ยวสามารถยื้อชีวิตของจ้าวลู่ชิงกลับมาได้ แต่ทว่าวิญญาณที่อยู่ในร่างกลับเป็นจ้าวลู่ชิงอีกคน หาใช่คุณหนูคนเดิมของจวนฝู่กั๋วกง
หลังจากกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง จ้าวลู่ชิงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงเป็นอาทิตย์กว่าจะฟื้นขึ้นมา แตกต่างจากสาวใช้ข้างกายและบ่าวขับรถม้าที่สลบไปเพียงวันเดียวก็ฟื้นขึ้นมา
เสียงถอนหายใจของจ้าวลู่ชิงดังขึ้นจนสาวใช้ต่างสงสัยว่าคุณหนูเป็นอันใด เหตุใดถึงได้ถอนหายใจแรงเช่นนี้
“ซูเซียง ซูเจิน”
ซูเซียง “คุณหนูมีอันใดหรือเจ้าคะ”
“พวกเราไปวิ่งเล่นบนหลังคากันเถอะ” จ้าวลู่ชิงตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าชีวิตในชาตินี้นางเป็นคนมีวรยุทธ์ สามารถใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินกระโดดไปกระโดดมา ไม่นึกเลยว่าสิ่งที่เห็นในละครโทรทัศน์จะมีจริง
ชีวิตชาตินี้ของนางมันช่างดีเหลือเกิน เกิดเป็นคุณหนูแห่งจวนสูงศักดิ์ มีบ่าวรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหนักจนตายเหมือนชาติที่แล้ว
“มิได้นะเจ้าคะ คุณหนูเพิ่งฟื้นจะกระโดดโลดเต้นไปมาบนหลังคามิได้”
“หมัวมัว ข้าแข็งแรงมากแล้ว ดูสีสันบนใบหน้าของข้าสิ ไม่ได้ซีดเผือดเลยสักนิด” ยื่นหน้าเข้าไปให้หมัวมัวที่ประคบประหงมเจ้าของร่างเดิมดูให้ชัดเจน
“คุณหนูจำที่นายท่านกำชับไม่ได้หรือเจ้าคะ”
จ้าวลู่ชิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “กำชับเรื่องใด ข้าจำไม่ได้” ยกน้ำชาขึ้นจิบเพื่อหลบแววตาสงสัยของเหล่าสาวใช้
“พวกเจ้าออกไปก่อน” อี้หมัวมัวไล่บรรดาสาวใช้ เหลือไว้เพียงซูเซียงกับซูเจิน สาวใช้คนอื่นรีบทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
“นายท่านกำชับไม่ให้คุณหนูเผยความเฉลียวฉลาดออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น” กระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินแค่เพียงสี่คน
“ช่วงนี้คือรัชศกใด?”
“รัชศกเจินกวนปีที่สามเจ้าค่ะ”
“หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ได้สามปีแล้วใช่หรือไม่”
อี้หมัวมัวกับสาวใช้อีกสองคนรีบแลซ้ายแลขวาด้วยความตกใจ
“คุณหนูเรียกพระนามของฝ่าบาทออกมาตรง ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ”
จ้าวลู่ชิงนิ่งเงียบอีกครั้ง ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาเป็นฉาก ๆ บิดาของนางคือจ้าวหยาง เป็นขุนนางของราชสำนัก ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมคลัง ปู่ของนางคือแม่ทัพคนสนิทที่ร่วมออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่และสถาปนาราชวงศ์ถังพร้อมกับจักพรรดิถังเกาจู่ คุณูปการที่สร้างขึ้นจึงได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นฝู่กั๋วกง
หลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ประตูเสวียนอู่
[3] จักรพรรดิถังเกาจู่ประกาศแต่งตั้งให้หลี่ซื่อหมินเป็นองค์รัชทายาท ต่อมาไม่นานจักรพรรดิถังเกาจู่ก็ประกาศสละราชสมบัติ แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่สองแห่งต้าถัง นามว่าถังไท่จง
ชาวบ้านต่างลือกันว่าหลี่ซื่อหมินบังคับให้บิดาสละราชสมบัติ หลังจากสังหารพระเชษฐาและพระอนุชาร่วมอุทรเพื่อยึดครองราชบัลลังก์มาเป็นของตนเอง
เมื่อเกิดเหตุการณ์แย่งชิงอำนาจของคนในราชวงศ์จนผลัดเปลี่ยนรัชสมัย ท่านปู่ของนางจำต้องเกษียณตนเองออกจากตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก เพื่อไม่ให้จวนฝู่กั๋วกงโดดเด่นจนมีภัย แม้ว่าจะลาออกแต่ด้วยความเป็นเลิศทั้งด้านบู๊และบุ๋นทำให้จักรพรรดิถังไท่จงเสียดายบุคคลเช่นนี้ จึงแต่งตั้งให้เป็น ไท่ฟู่
[4] ขององค์รัชทายาทหลี่เฉิงเฉียน
ชีวิตในชาตินี้ของจ้าวลู่ชิงมีพี่ชายฝาแฝดสองคน พี่ชายคนโตนามว่าจ้าวลู่จื้อ เข้าร่วมรบกับกองทัพตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว พี่ชายคนรองมีนามว่าจ้าวลู่เสียนกำลังศึกษาตำราอยู่ที่สำนักศึกษาหลวง จวนฝู่กั๋วกงมีเมล็ดพันธุ์ชั้นดีมากเกินไปนางจึงต้องแกล้งทำตัวไม่ให้โดดเด่น
ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่ จ้าวลู่ชิงก็ถูกส่งตัวไปยังบ้านเดิมของบรรพบุรุษโดยให้เหตุผลกับผู้อื่นว่าอาการป่วยกำเริบหนักจำต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด แท้จริงแล้วนางมิได้เจ็บป่วยแต่อย่างใด
ท่านปู่กับท่านพ่อไม่อยากให้นางเข้าร่วมการคัดเลือกสนมเข้าวังหลังจึงทำเช่นนั้น หลังการคัดเลือกเมื่อปีที่แล้วผ่านพ้นไป นางก็ถูกนำตัวกลับมาใช้ชีวิตสุขสบายที่จวนฝู่กั๋วกงตามเดิม
ทว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น เมื่อนางกลับมาถึงฉางอันเพียงวันเดียวก็มีราชโองการจากไท่ซ่างหวง
[5] มาถึงจวนฝู่กั๋วกง เนื้อหาด้านในสรุปออกมาได้ว่าเป็นราชโองการพระราชทานการหมั้นหมายระหว่างนางกับฉีอ๋อง
(1) หมัวมัว สาวใช้รุ่นใหญ่ (มักจะแต่งงานแล้ว)
(2) กั๋วกง คือ ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ขั้น 1 ชั้นรอง และเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ
(3) เหตุการณ์รัฐประหารที่ประตูเสวียนอู่ คือ เหตุการณ์ที่สำคัญครั้งหนึ่งใน ประวัติศาสตร์จีน โดยเกิดขึ้นในช่วงต้น ราชวงศ์ถัง ตรงกับช่วงปลายรัชสมัย จักรพรรดิถังเกาจู่ เมื่อองค์ชายรองหลี่ ซื่อหมิน พร้อมผู้ติดตามได้สังหารองค์ชายรัชทายาท หลี่ เจี้ยนเฉิง และองค์ชายสี่ หลี่ หยวนจี๋ ที่ประตูเสฺวียนอู่ซึ่งเป็นประตูทางด้านเหนือของพระราชวังหลวงแห่งฉางอัน
(4) ไท่ฟู่ (太傅) หมายถึง ราชครูขององค์รัชทายาท
(5) ไท่ซ่างหวง คือ จักรพรรดิที่สละราชสมบัติ
อ๋องผู้ควรตายกลับไม่ตาย
“เดี๋ยวนะ!” เมื่อย้อนความทรงจำมาถึงช่วงนี้ จ้าวลู่ชิงเบิกตากว้างกับชื่อที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำ
“หมัวมัว คู่หมายของข้าคือผู้ใดนะ”
“ฉีอ๋องเจ้าค่ะ”
“ฉีอ๋อง! หลี่หยวนจี๋ พระราชโอรสองค์ที่สี่ของไท่ซ่างหวง?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
จ้าวลู่ชิงเกือบหยุดหายใจ ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นางมีพ่อแม่เป็นเชฟชื่อดังระดับโลก มีปู่เป็นเจ้าของร้านขายสมุนไพรจีนโบราณขนาดใหญ่ นางต้องตามพ่อแม่ไปอยู่อเมริกาตั้งแต่สองขวบจนถึงหกขวบก็ต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทศไทยพอสิบสองขวบก็ย้ายกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีน
แม้ว่าจ้าวลู่ชิงจะไม่ได้เรียนด้านประวัติศาสตร์จนรู้แจ้ง แต่นางก็ยังพอจำเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ได้ และเหตุการณ์รัฐประหารที่ประตูเสวียนอู่ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้นางจมดิ่งอยู่เป็นวัน พี่น้องสายเลือดเดียวกันออกอุบายวางแผนสังหารกันเพื่อบัลลังก์สู่ความยิ่งใหญ่
คนที่ถูกหลี่ซื่อหมินกับพรรคพวกสังหารคือองค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงกับฉีอ๋อง หลี่หยวนจี๋ มิใช่หรอกหรือ? เหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตอยู่แถมยังเป็นคู่หมายเจ้าของร่างเดิมอีกด้วย
จ้าวลู่ชิงเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบาเพื่อให้ได้ยินแค่เพียงสี่คน “เหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่ คนที่ตายคือไท่จื่อ
[1] กับผู้ใด?” ไม่อยากเชื่อความทรงจำเจ้าของร่างเดิมจึงซักถามเพื่อความแน่ใจ
“คุณหนูจำมิได้หรือเจ้าคะ” ซูเซียงแลซ้ายแลขวา เรื่องนี้ถ้าเล็ดลอดไปเข้าหูฮ่องเต้พวกตนต้องโดนประหารอย่างแน่นอน
จ้าวลู่ชิงส่ายหน้า
“เป็นไท่จื่อกับเว่ยอ๋องเจ้าค่ะ” กระซิบเสียงแผ่วเบา
“หลี่เสฺวียนป้าโอรสองค์ที่สามของไท่ซ่างหวง?”
แค่เพียงทั้งสามพยักหน้าพร้อมกันจ้าวลู่ชิงนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ในประวัติศาสตร์ที่เรียนมาหลี่เสฺวียนป้าตกม้าตายตั้งแต่ราชวงศ์สุยยังไม่สิ้นมิใช่หรือ
นี่มันเกิดกระไรขึ้น! นางมาโผล่ที่ไหนกันแน่ ทำไมเรื่องราวถึงไม่ได้เป็นดังเช่นประวัติศาสตร์ที่เคยเรียน
จ้าวลู่ชิงไม่รู้เลยว่าตนเองทะลุมิติมาอยู่ในโลกคู่ขนาน วันเวลาผู้คนในโลกอีกใบเหมือนกันทุกอย่าง มีแค่เพียงเหตุการณ์บางอย่างที่เปลี่ยนผัน
จ้าวลู่ชิงนวดขมับเมื่อรู้ว่าตัวเองทะลุมิติมายังรัชศกเจินกวนตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองได้รับความเสียหายจากภัยสงคราม ความอดอยาก ภัยพิบัติในช่วงนี้สาหัสพอสมควร
ถือว่าเง็กเซียนฮ่องเต้ยังเมตตาส่งให้นางมาอยู่ในร่างของคุณหนูจวนสูงศักดิ์ นางจะใช้ชีวิตชาตินี้เสวยสุข นั่งกินนอนกิน ว่าง ๆ ก็เดินชมสวนดอกไม้ ออกไปเที่ยวดูว่าเมืองโบราณจะสวยงามตามที่จินตนาการหรือไม่ ใช้จ่ายซื้อสิ่งของที่ชอบตามแต่ที่ใจต้องการ เพียงคิดความสุขก็เอ่อล้นจนต้องแย้มรอยยิ้มตาม
“คุณหนูมีความสุขที่ได้เป็นคู่หมายกับฉีอ๋องหรือเจ้าคะ” ซูเซิงเห็นคุณหนูของนางยิ้มจึงเดาใจเอาว่ามีความสุขที่ได้หมั้นหมายกับฉีอ๋อง
“เจ้าช่างปากมากนัก” ใช้พัดที่อยู่ในมือเคาะหน้าผากสาวใช้ข้างกายที่อายุน้อยกว่านางแค่เพียงปีเดียวเบา ๆ
“หลังจากคุณหนูฟื้นขึ้นมา บ่าวรู้สึกว่าคุณหนูเปลี่ยนไป”
“เปลี่ยนไปอย่างไร”
“แต่ก่อนคุณหนูไม่ค่อยยิ้ม ชอบทำตัวเคร่งขรึมฝึกวรยุทธ์กับท่านอาจารย์เผย ถ้าหากไม่ฝึกวรยุทธ์ก็หมกหมุ่นอยู่แต่กับตำราสมุนไพร”
“แล้วหมัวมัวชอบแบบไหนมากกว่ากัน”
“ชอบให้คุณหนูยิ้มเจ้าค่ะ” นางสงสารดรุณีน้อยที่เลี้ยงมายิ่งนัก หลายปีที่ผ่านมาต้องทำตัวขี้โรค เพื่อป้องกันไม่ให้จวนฝู่กั๋วกงถูกดึงเข้าไปร่วมศึกแย่งชิงบัลลังก์ของคนในราชวงศ์ ท้ายที่สุดก็ยังมิพ้นถูกดึงให้ไปยุ่งเกี่ยวกับคนในราชวงศ์อยู่ดี
“น้องสาว” จ้าวลู่เสียนรีบวิ่งเข้ามาในเรือนอิงฮวา ส่งเสียงเรียกจ้าวลู่ชิงลั่น
“ท่านพี่ เกิดอันใดขึ้น เหตุใดถึงได้ตื่นตระหนกเช่นนี้” รีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้
“จวนเหยียโหว [2]
แย่แล้ว!”
“ท่านพี่ใจเย็น ๆ นะเจ้าคะ” หยิบจอกน้ำชาส่งให้พี่ชายคนรองที่หายใจหอบเหนื่อย
“จวนเหยียโหวถูกคนของทางการบุกเข้าไปยึดทรัพย์และคุมตัวไปขัง”
“เพราะเหตุใดเจ้าคะ”
“เหยียโหวซื่อจือ
[3] ยักยอกเงินจัดเก็บภาษี”
จ้าวลู่ชิงยืนนิ่งรวบรวมความทรงจำ เหยียโหวซื่อจื่อเป็นรองเสนาบดีกรมพระคลัง เท่ากับว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของบิดานาง
“ท่านพ่อมีความผิดหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน พอรู้ว่าจวนเหยียโหวถูกคนของทางการคุมตัวไปก็รีบกลับบ้านมาบอกข่าวกับเจ้า”
“อิงอิง!” จ้าวลู่ชิงนึกถึงสหายคนสนิทเจ้าของร่างเดิม “ไปจวนเหยียโหว”
“เจ้าค่ะ” ซูเซียงใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นหลังคาลัดเลาะไปยังคอกม้า
“ท่านพี่จะไปด้วยกันหรือไม่”
“ข้าไปด้วย”
“พวกเจ้าสองพี่น้องหยุดประเดี๋ยวนี้! ห้ามไปไหนทั้งนั้น” จ้าวฮูหยินเพิ่งกลับมาจากเยี่ยมมารดาที่จวนฝางเข้ามาขัดขวางบุตรทั้งสองด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ท่านแม่ ข้าเป็นห่วงอิงอิง”
“เจ้าไปก็ช่วยอันใดไม่ได้ ตอนนี้คนทั้งจวนเหยียโหวถูกคุมตัวไปหมดแล้ว”
“คุมตัวไปที่ใดเจ้าคะ”
“จักรู้ได้อย่างไร พวกเจ้าต้องอยู่เฉย ห้ามก่อความวุ่นวาย”
“พวกเราจะช่วยอันใดจวนเหยียโหวได้บ้างเจ้าคะ” จวนเหยียโหวกับจวนฝู่กั๋วกงเปรียบดั่งพี่น้องเพราะท่านปู่ของนางกับเหยียโหวผู้เฒ่าเคยกรีดเลือดสาบานร่วมเป็นร่วมตาย ทั้งสองออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับไท่ซ่างหวงจนได้รับยศถาบรรดาศักดิ์เฉกเช่นทุกวันนี้
“พวกเจ้าต้องอยู่เฉย เรื่องพวกนี้เราช่วยอันใดมิได้ อย่าได้สอดแทรก” ระหว่างนั่งรถม้ากลับจวนชาวเมืองฉางอัน ต่างกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับจวนเหยียโหว
จ้าวฮูหยินกระวนกระวายยามนี้สามียังมิกลับจวน มิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
“พวกเจ้าจงเชื่อฟังที่แม่บอก เสียนเอ๋อร์เจ้ามิควรโดดเรียน”
“ท่านแม่ ข้าแค่นำข่าวมาบอกน้องสาวเท่านั้นเอง”
“เจ้ากลับไปที่สำนักศึกษาประเดี๋ยวนี้!”
“ขอรับ” จ้าวลู่เสียนรีบวิ่งหนีออกจากเรือนของน้องสาวก่อนจะโดนมารดาต่อว่าไปมากกว่านี้
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าหายดีแล้วหรือ วันนี้แม่ต้องไปเยี่ยมท่านยายเลยมิได้มาดูแลเจ้า”
“ท่านยายมีอาการเช่นไรบ้างเจ้าคะ”
“ท่านยายแค่เจ็บคอนิดหน่อย มิเป็นอันใดมาก”
จ้าวลู่ชิงกอดแขนมารดา เดินเข้าไปนั่งคุยกันในห้อง
“ท่านแม่เจ้าคะ ท่านกลับไปเก็บของมีค่าแล้วนำไปซ่อนดีหรือไม่” จ้าวลู่ชิงรู้สึกเหมือนว่าความสุขสบายกำลังจะบินหาย
“เจ้าคิดว่าท่านพ่อของเจ้าจะมีส่วนร่วมงั้นรึ”
“ข้ามิได้คิดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านพ่อเป็นคนตงฉิน ไม่มีทางจะยักยอกเงินภาษี แต่ท่านแม่อย่าลืมนะเจ้าคะว่าเหยียโหวซื่อจื่อเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่านพ่อ
เหยียโหวซื่อจื่อที่พวกเรารู้จักก็เป็นคนตงฉินเช่นเดียวกันมิใช่หรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”
จ้าวฮูหยินครุ่นคิดในสิ่งที่บุตรสาวบอก บุตรสาวนางหน้าตางดงามเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก หลายปีที่ผ่านมาต้องแกล้งทำเป็นร่างกายอ่อนแอเพื่อไม่ให้โดดเด่นจนดึงดูดความสนใจของคนในราชวงศ์
ขณะที่ฮ่องเต้องค์ก่อนยังครองราชย์อยู่ ราชสำนักแบ่งพรรคแบ่งพวกเลือกข้างระหว่างองค์รัชทยาทกับฉินอ๋อง หลี่ซื่อหมิน ทว่าจวนฝู่กั๋วกงภักดีต่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวไม่ยินยอมเลือกข้าง และไม่ต้องการให้ดรุณีน้อยเพียงคนเดียวต้องถูกดึงเข้าไปผัวพันกับศึกแย่งชิงบัลลังก์
“แม่จะทำตามที่เจ้าบอก” จวนฝู่กั๋วกงใช่ว่าจะล้มได้ง่าย แต่นางก็เชื่อฟังบุตรสาว ป้องกันเอาไว้ดีกว่าต้องมาตามแก้ทีหลัง
จ้าวลู่ชิงเห็นมารดากลับไปแล้วก็รีบก้าวไปทางหีบใบใหญ่ที่จำได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเก็บของมีค่าไว้ในนี้
(1) ไท่จื่อ คือ ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาท
(2) โหว เป็นบรรดาศักดิ์รองจากชั้น กง ได้รับยศจากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ เนื่องจากมีความดีความชอบ ส่วนบรรดาศักดิ์ชั้นรองจากโหว คือ ป๋อ จื่อ และ หนาน
(3) ซื่อจื่อ คือ ผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากผู้เป็นบิดา
จวนฝู่กั๋วกงล้ม
ปิ่นทอง ปิ่นเงิน หยก ไข่มุก อัญมณีต่าง ๆ ที่อยู่ในหีบทำให้จ้าวลู่ชิงตาเบิกกว้าง หยิบของแต่ละชิ้นขึ้นมาเชยชม ถ้าอยู่ในยุคสมัยที่นางจากมาของพวกนี้คงทำให้นางร่ำรวยมีกินมีใช้ไปอีกสิบชาติ
“คุณหนูแย่แล้วเจ้าค่ะ! คนของทางการบุกมาที่จวนของพวกเราแล้วเจ้าค่ะ” ซูเจิงตะโกนเสียงดัง หลังจากเห็นคนของทางการบุกเข้ามาในจวนนางก็รีบใช้วรยุทธ์เร่งมาที่เรือนอิงฮวา
จ้าวลู่ชิงทำหยกมันแพะหล่นเมื่อได้ยินเสียงตะโกน “เงินอยู่ที่ใด” รีบวิ่งไปยังหีบใบเล็กที่ใช้เก็บเงิน พอเปิดออกมาจ้าวลู่ชิงแทบน้ำตาร่วง นางลืมไปได้เช่นไรว่าสมัยนี้ยังไม่มีตั๋วเงินใช้ เงินพวกนี้ไม่สามารถซ่อนไว้ตามตัวได้มาก
“ซูเจิน” เรียกสาวใช้ข้างกาย
“เจ้าค่ะคุณหนู”
จ้าวลู่ชิงรีบโกยของมีค่าใส่ห่อผ้าพร้อมหยิบก้อนเงินจำนวนหนึ่งแล้วยัดใส่ในอ้อมแขนของซูเจิน
“เจ้านำของมีค่าพวกนี้ไปขายแล้วนำเงินไปไถ่ตัวพวกบ่าวทุกคนที่จะถูกขายเป็นทาส” นางรู้ดีว่าถ้าจวนฝู่กั๋วกงล้ม บ่าวที่มีสัญญาทาสมิพ้นต้องถูกนำไปขาย
“เจ้าตามข้ามา”
“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวไม่ไป บ่าวจะอยู่กับคุณหนู”
“ซูเจินอย่าทำให้ข้าผิดหวัง” จิตวิญญาณสั่งให้นางนึกถึงผู้อื่นที่ต้องมาเดือดร้อนหากจวนฝู่กั๋วกงล้ม
“คุณหนูหนีไปพร้อมบ่าวเถิดเจ้าค่ะ” ไม่ยอมหนีเอาตัวรอดเพียงผู้เดียว ผู้ที่สมควรรอดคือคุณหนูของนาง ส่วนนางต่อให้ต้องตายก็ต้องปกป้องคุณหนูให้ได้
“ไม่ได้ ข้าจะหนีเอาตัวรอดแล้วทิ้งคนในจวนมิได้”
“บ่าวก็ทิ้งคุณหนูมิได้เหมือนกัน”
จ้าวลู่ชิงหมุนแผ่นไม้หลังตู้หนังสือ ประตูลับเปิดออก “หลายชีวิตต้องฝากไว้ในมือเจ้าแล้ว หากพวกข้ามีชีวิตรอดพวกเราย่อมต้องได้เจอกันอีกครั้ง หากพวกข้าสิ้นชีพเจ้าอย่าโทษตัวเอง จงไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ไกลจากฉางอัน”
ซูเจินน้ำตาอาบแก้มนางถูกคุณหนูผลักเข้ามาในห้องลับที่มืดสนิท บานประตูค่อยปิดลง ห่อผ้าที่เต็มไปด้วยของมีค่าสำหรับไถ่ตัวบ่าวที่มีสัญญาทาส ในช่วงคับขันมิรู้เป็นตายร้ายดีคุณหนูยังนึกถึงพวกบ่าว นางจะทำให้คุณหนูผิดหวังมิได้ หยิบตะบันไฟขึ้นมาเป่า แสงสว่างส่องนำทางในอุโมงค์ นางไม่รู้ว่าอุโมงค์จะไปสิ้นสุดที่ใด
หลังจากมั่นใจว่าบานประตูลับปิดสนิทแล้ว จ้าวลู่ชิงก็รีบวิ่งมาเก็บหยกสองอันยัดเข้าไปด้านในเสื้อ ปิดหีบลงดังเดิม รีบวิ่งออกไปจากห้อง
“คุณหนูเรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ” อี้หมัวมัวเฝ้าอยู่หน้าเรือนพอเห็นจ้าวลู่ชิงพยักหน้าก็ถอนหายใจ
คนของทางการที่นางไม่รู้ว่าอยู่สังกัดใดกรูกันเข้ามาภายในเรือนอิงฮวาเกือบยี่สิบคน ซูเซียงพยายามห้ามปรามถูกผลักจนกระเด็น
จ้าวลู่ชิงและบ่าวรับใช้ถูกคนของทางการนำตัวไปเดินมุ่งตรงไปยังเรือนด้านหน้าของจวน หวังว่าซูเจินจะหนีพ้น ในจวนฝู่กั๋วกงมีทั้งบ่าวที่มีสัญญาทาสผูกมัดและบ่าวที่ไม่มีสัญญา
จ้าวลู่ชิงกับบ่าวในเรือนเดินมาถึงเรือนด้านหน้า เห็นฝู่กั๋วกงจ้าวเฉิง เหล่าฮูหยิน และจ้าวฮูหยินนั่งหลังตรงเป็นสง่าอยู่ภายในเรือน บ่าวทุกขั้นมานั่งรวมตัวกันจนแออัด
“ชิงเอ๋อร์ มานั่งใกล้ย่าเร็ว” เหล่าฮูหยินเรียกหลานสาวให้มานั่งข้าง ๆ
“ชิงเอ๋อร์คารวะท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่เจ้าค่ะ” ยอบกายคารวะผู้อาวุโสที่เป็นเสาหลักของจวน
“หายดีแล้วรึ” จ้าวเฉิงถามหลานสาวด้วยความห่วงใย
“หลานหายดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่มิต้องเป็นห่วง”
“หายแล้วก็ดี”
จ้าวลู่ชิงนั่งลงตรงกลางระหว่างมารดากับเหล่าฮูหยิน สายตาเหลือบมองคนของทางการ จากการแต่งกายคนพวกนี้น่าจะเป็นคนของศาลต้าหลี่
“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ ท่านย่า” กระซิบสอบถามถึงสาเหตุที่คนในจวนถูกนำตัวมารวมกันอยู่ที่เรือนด้านหน้า
“ข้าน้อยต้าหลี่ซื่อเส้าชิง
[1] นามว่ามั่วเฉิน ขอคารวะฝู่กั๋วกง เหล่าฮูหยิน และทุกท่าน วันนี้ข้าน้อยมาถ่ายทอดพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้กับจวนฝู่กั๋วกง”
ทุกคนต่างนั่งคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อรับราชโองการ ทุกถ้อยคำที่ได้ยินบ่งบอกได้ว่าถึงคราที่จวนฝู่กั๋วกงล้ม จ้าวลู่ชิงไม่อยากยอมรับ นางเพิ่งทะลุมิติมาอยู่ที่จวนสูงศักดิ์ได้ไม่นาน ชีวิตอันสุขสบายหายไปเพียงพริบตา
(1) ต้าหลี่ซื่อเส้าชิง เป็นชื่อตำแหน่งสมัยโบราณ โดยต้าหลี่ซื่อเทียบได้กับศาลสูงสุดในปัจจุบัน เส้าชิงเป็นตำแหน่ง ทำหน้าที่พิจารณาคดี