โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมว.ดีอีเอสพร้อมยื่นศาลสั่งปิด Facebook ไทย ใน 7 วัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ส.ค. 2566 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2566 เวลา 09.50 น.

ชัยวุฒิลั่นเตรียมร้องศาลสั่งปิด Facebook หลักฐานพร้อมภายในสิ้นเดือน ให้ศาลสั่งปิดภายใน 7 วัน เหตุเพิกเฉยและรับประโยชน์จากมิจฉาชีพลงโฆษณาหลอกลงทุน-หลอกขายของออนไลน์

วันที่ 21 สิงหาคม 2566 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายธวัชชัย พิทยโสภณ รักษาการเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และพลตำรวจตรี ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการซื้อโฆษณาผ่าน Facebook หลอกประชาชนลงทุน รวมถึงการชักชวนลงทุน โดยแอบอ้างใช้ชื่อบริษัทจดทะเบียน และสัญลักษณ์ของ ก.ล.ต. โดยไม่ได้รับอนุญาต

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ดีอีเอสอยู่ระหว่างการเรียบเรียงหลักฐานจากผู้กระทำความผิดบน Facebook เพื่อส่งศาลให้มีการปิด Facebook ภายในสิ้นเดือนนี้ และขอให้ศาลสั่งปิด Facebook ภายใน 7 วัน เนื่องจากแพลตฟอร์มได้รับการโฆษณาจากผู้กระทำความผิด และหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อในการลงทุนและซื้อสินค้าบน Facebook

“ที่ผ่านมามีผู้เสียหายมากกว่า 200,000 ราย จาก 300,000 ราย มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านบาท ถ้า Facebook อยากทำธุรกิจในประเทศไทย เขาต้องแสดงความรับผิดชอบกับสังคมไทย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงได้คุยกับ Facebook อยู่ตลอด แต่กลับไม่สกรีนผู้มาลงโฆษณา ทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับความเสียหายมูลค่าหลายล้านบาท”

ปัจจุบันโจรไซเบอร์ หลอกให้ประชาชนหลงเชื่อและโอนเงินออกจากบัญชีด้วยกลวิธีใหม่ ๆ เช่น การเทรดเหรียญดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์, การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล, การลงทุนกับบริษัทปล่อยเงินกู้, การลงทุนหุ้นทอง, การร่วมลงทุนประมูลสินค้าเพื่อรับผลตอบแทนสูง, การลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศ และการลงทุนหุ้นในเครือบริษัทชื่อดัง

นอกจากนี้ มิจฉาชีพมักปลอมเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเรื่องการเงินและการลงทุน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงและเข้าหาผู้เสียหายผ่านการแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของผู้ที่สนใจด้านการลงทุน

โดยทางกระทรวงได้มีการส่งหนังสือขอให้บริษัท เมตา (ประเทศไทย) จำกัด หรือเฟซบุ๊ก (Facebook) ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีการซื้อขายโฆษณาบนแพลตฟอร์มและส่งข้อมูลให้ Facebook ทำการปิดกั้นโฆษณาหลอกลวงไปแล้วกว่า 5,301 โฆษณา/เพจปลอม อีกด้วย

ทั้งนี้ ดีอีเอสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า ก.ล.ต.หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีการเสนอการลงทุนดังกล่าว และประชาชนสามารถตรวจสอบรูปแบบกลโกงของมิจฉาชีพได้ดังนี้

  • มิจฉาชีพมักจะมีการโฆษณาชักชวนโดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยใช้เวลาลงทุนไม่นานและง่ายดาย เป็นอีกรูปแบบที่ทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมากเพราะคาดหวังในผลตอบแทนดังกล่าว เช่น เงินลงทุน 10,000 บาท ระยะเวลา 15 วัน จะได้รับกำไร 50%

  • การันตีผลตอบแทน โดยกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอน เช่น 30% ต่อสัปดาห์ หรือการการันตีว่าจะได้รับผลตอบแทนแน่นอน หากลงทุนไม่เป็นก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยลงทุนให้

  • อ้างชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือมีการนำภาพของดารา ศิลปิน หรือนักธุรกิจชื่อดังต่าง ๆ มาแอบอ้างว่าบุคคลเหล่านั้นก็ร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการลงทุน

  • ไม่สามารถตรวจสอบธุรกิจได้ หากมีการชักชวนให้ร่วมลงทุนแต่ไม่มีสินค้า ไม่มีแผนธุรกิจ หรืออ้างว่าแพลตฟอร์มอยู่ต่างประเทศ ทำให้ตรวจสอบข้อมูลการเงินไม่ได้ ก็เข้าข่ายว่าอาจจะเป็นมิจฉาชีพ

  • ให้รีบตัดสินใจลงทุน โดยมักจะเสนอสิทธิพิเศษเฉพาะช่วงเวลาเหล่านั้นให้ เช่น หากไม่ลงทุนตอนนี้จะพลาดโอกาสที่ได้ผลตอบแทนดี ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้รีบตัดสินใจลงทุน

  • รู้หรือไม่ ประชากรโลกเกือบครึ่งมีบัญชี Facebook

  • เตือนระวังแอบอ้างกรมบัญชีกลาง หลอกให้กู้ผ่าน Facebook

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...