โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อพ่อแม่เป็นห่วงเรามากเกินไป (Overprotective parent) ควรทำยังไงดี

Dek-D.com

อัพเดต 14 มิ.ย. 2565 เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2565 เวลา 04.18 น. • DEK-D.com
Overprotective Parent คือการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองปกป้องลูกสุดหัวใจ พยายามเข้ามามีส่วนร่วมกับเราทุกอย่าง เป็นคนคิดตัดสินใจ ไม่ยอมให้ทำอะไรเลยถ้าพ่อแม่ไม่ต้องการ โดยไม่ใช่แค่ด้านกายภาพแต่ยังรวมถึงความคิด อารมณ์ ความรู้สึก

spoil

  • Overprotective Parent คือพ่อแม่ที่ปกป้องลูกสุดหัวใจ เป็นคนคิดตัดสินใจ ไม่ยอมให้ทำอะไรเลยถ้าไม่ต้องการ จนทำให้เกิดความอึดอัดใจเพราะไม่มีพื้นที่ส่วนตัว
  • พ่อแม่มีเหตุผลที่เป็นห่วงลูก เช่น ห่วงความปลอดภัย กลัวความผิดพลาด วิตกกังวล แต่การเป็นห่วงมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลเสียได้
  • ทางที่ดีที่สุดคือการหาตรงกลางร่วมกัน ที่ไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายอึดอัด

สวัสดีชาว Dek-Dทุกคนเลยนะคะ วันนี้เรามากับทอปปิคที่แอบเซนซิทีฟกันนิดหนึ่ง กับเรื่องความเป็นห่วงของพ่อแม่กันค่ะ พี่เชื่อว่าน้อง ๆ หลายคนอาจมีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นห๊วงเป็นห่วงสุด ๆ จะขออนุญาตอะไรก็ยากหน่อย ๆ

ต้องบอกก่อนว่าตามเกณฑ์ปกติแล้วมนุษย์เราจะเริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเมื่ออายุประมาณ 12-18 ปี ซึ่งในช่วงนี้เราจะมีความคิดบางอย่างที่เปลี่ยนไป อยากตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง ต้องการอิสระมากขึ้น ในขณะที่ธรรมชาติของพ่อแม่เองก็อยากจะปกป้องลูก อยากให้ลูกค่อย ๆ ลองใช้ชีวิตทีละเล็กทีละน้อย โดยที่พ่อแม่คอยสอดส่องอยู่ เพราะอยากให้ลูกปลอดภัยทั้งกายและใจซึ่งคงไม่ดีแน่ ๆ หากไม่มีการบาลานซ์ที่ดีของทั้งสองฝ่าย

โดยความเป็นห่วงที่มากเกินไป หรือOverprotective Parent คือการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองปกป้องลูกสุดหัวใจ พยายามเข้ามามีส่วนร่วมกับเราทุกอย่าง เป็นคนคิดตัดสินใจ ไม่ยอมให้ทำอะไรเลยถ้าพ่อแม่ไม่ต้องการ โดยไม่ใช่แค่ด้านกายภาพแต่ยังรวมถึงความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่อยากจะให้ลูกคิดเหมือนกัน จนทำให้เกิดความอึดอัดใจเพราะไม่มีพื้นที่ส่วนตัว

ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผลเสมอ เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่าทำไมพ่อแม่ถึงห๊วงห่วงเรามากขนาดนี้

มีความวิตกกังวล

พ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกทุกอย่าง ไม่ว่าลูกจะทำอะไร อยู่ที่ไหน กินอะไร มีแนวโน้มว่าพื้นฐานพ่อแม่อาจเป็นคนวิตกกังวลง่ายกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีกับลูกอยู่เสมอ รวมถึงไม่สามารถจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ดีเท่าไหร่

ข่าวรอบตัวที่เกินความจริง

ในโลกปัจจุบันที่เราถูกล้อมรอบด้วยสื่อต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่เพียงข่าวที่ดีต่อใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข่าวแง่ลบ ข่าวภัยอันตรายต่าง ๆ เมื่อเสพมากเข้าก็เป็นปกติที่คนเป็นพ่อแม่จะรู้สึกห่วง ไม่สบายใจที่จะปล่อยให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองตามลำพัง อะไรที่ดูเสี่ยงก็ไม่อยากอนุญาต

กลัวความผิดพลาด

หลายครั้งพ่อแม่เองก็กลัวความผิดพลาดมาก ๆซึ่งไม่ใช่แค่กังวลว่าตัวเองจะทำอะไรผิดเพียงฝ่ายเดียว แต่ลามไปถึงกลัวลูกจะทำพลาด กลัวตัดสินใจผิด กลัวล้มเหลว กลัวว่าลูกจะต้องอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ ไปอีกนาน

คิดว่าลูกยังเด็กอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะโตแค่ไหน สำหรับพ่อแม่เรายังคงเป็นเด็กเสมอ ทำให้หลายครั้งจึงอยากเข้ามาช่วยเหลือ อยากจะช่วยตัดสินใจ ห้ามเรื่องบางอย่างที่คิดว่าอันตราย และอยากให้ลูกเชื่อฟังมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นเรื่องของอายุที่พ่อแม่มองแล้วยังไม่ถึงเวลา ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามความเหมาะสมด้วยเช่นกัน

แม้ความเป็นห่วงจะเป็นสิ่งที่ดีและไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่หากเกินพอดีก็อาจส่งผลเสียแบบไม่คาดคิดต่อทั้งสองฝ่ายได้

ไม่กล้าเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ

เมื่อพ่อแม่พยายามดูแล ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง

งานวิจัยจากคุณ Nicholas W. Affrunti และ Golda S. Ginsburg มหาวิทยาลัย The Johns Hopkins University School of Medicine กล่าวว่าพ่อแม่ที่ห่วงลูกมากจนเกินไปมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าเริ่มต้นลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย

เสี่ยงต่อโรคทางจิตเวช

การไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเลย อาจทำให้เกิดความเครียด เพราะอยากจะทำอะไรก็กังวลว่าพ่อแม่จะโอเคไหม พ่อแม่จะยอมรับได้หรือเปล่า พ่อแม่จะห้ามไหม

สิ่งเหล่านี้เมื่อเก็บไว้ในใจนาน ๆ ก็ย่อมส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคทางจิตเวชแบบไม่รู้ตัวได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงโรคกลัวการเข้าสังคมอีกด้วย

ไม่อยากพูดความจริง

เมื่อพ่อแม่พยายามควบคุมทุกอย่างตาม หากมีอะไรผิดพลาดไป เป็นเรื่องปกติที่เราจะไม่อยากบอกเพราะกลัวเขาผิดหวัง หรือโดนตำหนิ

นอกจากนี้หลาย ๆ ปัญหา เราก็อยากที่จะลองแก้ไขด้วยตัวเองก่อนที่พ่อแม่จะยื่นมือเข้ามาช่วย

ความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน

อยากมีพื้นที่ส่วนตัว อยากทำอะไรในแบบที่อยากทำ แต่พ่อแม่เป็นห่วงมาก ๆ จนทำให้อึดอัดใจ สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรากับพ่อแม่เกิดความห่างเหินกัน ลูกก็พยายามเลี่ยง มีอะไรก็ไม่อยากบอก นาน ๆ เข้าความสัมพันธ์ก็แย่ลง

เป็น Perfectionist

แม้ว่าพ่อแม่บางครอบครัวอาจจะไม่ได้แสดงออกว่ากดดันอะไรในตัวลูกเลย แต่การไม่ปล่อยลูกให้มีพื้นที่ส่วนตัวเลย ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกกดดันแบบไม่รู้ตัว อยากจะทำทุกอย่างให้ออกมาสมบูรณ์แบบ

เป็น Perfectionist ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะคะการทำทุกอย่างให้ออกมาเรียบร้อยเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่อะไรที่มากเกินความพอดีก็อาจทำให้เรารู้สึกเครียดได้ แถมเวลาพลาดก็มูฟออนยากจมอยู่กับความรู้สึกผิดไม่รู้จบ

มาถึงตรงนี้น้อง ๆ หลายคนอาจจะถาม แล้วจะทำยังไงดีล่ะ นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ที่พ่อแม่จะยอมปล่อย ให้อิสระกับเราบ้าง วันนี้พี่ก็มีเคล็ดลับเล็ก ๆ ที่จะช่วยทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดตรงกลางร่วมกันได้ ไปดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง

พูดคุยกับพ่อแม่ด้วยเหตุผลไม่ใช้อารมณ์

แม้ว่าอาจจะยากสักหน่อย แต่การได้นั่งคุยจริง ๆ จัง ๆ ว่าเราอยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง อยากลองทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องผ่านการเดาใจกันไปกันมา แถมพ่อแม่ก็จะได้เข้าใจเรามากขึ้นอีกด้วย

แต่หากการพูดคุยในครั้งนั้นยังไม่ลงล็อค ยังหาตรงกลางร่วมกันไม่ได้ ก็ให้พักไปก่อนค่อยหาเวลาพูดคุยใหม่อีกครั้งสำคัญมาก ๆ คือเราจะต้องไม่ใช้อารมณ์เถียงกับพ่อแม่จนทะเลาะกัน เพราะอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

รับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้พ่อแม่ปล่อยวาง และไว้ใจเรามากขึ้น คือการแสดงให้เขาเห็นว่าเราสามารถรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ได้ดี ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น รับผิดชอบทำความสะอาดบ้าน รับผิดชอบเกี่ยวกับการเรียนให้ออกมาดี รวมถึงหน้าที่ใหม่ ๆ ในโรงเรียนเป็นต้น

ยอมรับหากสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นดั่งหวัง

การจะเปลี่ยนความคิดของพ่อแม่แบบทันทีคงจะเป็นไปไม่ได้หรืออาจจะเข้าใจบางส่วนแต่อีกส่วนอาจจะยังไม่ การยอมรับในสิ่งที่พ่อแม่ยังไม่เข้าใจถือเป็นการค่อย ๆ เปิดทางทีละเล็กทีละน้อย หากเราต่อต้านทันที พ่อแม่ก็จะต้านกลับ ซึ่งนั้นอาจยิ่งทำให้ความสัมพันธ์พังทลายลงได้

ทำตามกฎ และรักษาสัญญาอยู่เสมอ

การที่พ่อแม่ไม่ปล่อยเรานอกจากจะเกิดจากความเป็นห่วงแล้ว ส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกที่ยังไม่ไว้ใจอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วหากเราหมั่นทำตามกฎเกณฑ์ของพ่อแม่ รักษาสัญญาที่มีร่วมกันได้เสมอ ท้ายที่สุดความไม่ไว้ใจนั้นก็จะเริ่มเบาบางลงแปรเปลี่ยนเป็นไว้ใจมากขึ้น

โอเค บางทีกฎเกณฑ์นี่แหละที่ทำให้เราอึดอัดใจ ซึ่งตรงนี้ก็จะย้อนกลับไปที่ข้อแรกว่าเราอาจจะลองพูดคุยกับเขาดู ขอขยับปรับเปลี่ยนกฎบางอย่างดูบ้าง

สุดท้ายนี้พี่ก็หวังว่าทุกครอบครัวจะสามารถหาจุดตรงกลางที่พอดีร่วมกันได้ หากน้อง ๆ คนไหนอยากจะแชร์ประสบการณ์ เล่าเรื่องราวของตนเอง ก็สามารถคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...