โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซุนเย่าถิง ขันทีคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน

Histofun Deluxe

เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 08.13 น.
พระนางซูสีไทเฮากับเหล่าขันที

ถ้าหากพูดถึงขันที (Eunuch) เชื่อเลยว่าทุกคน น่าจะต้องนึกถึงเรื่องราวของขุนนางเพศชายที่ถูกตอน ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้กษัตริย์ภายในพระราชวังอย่างแน่นอน

และจีนก็น่าจะเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่มีเรื่องราวของขันทีมาเป็นเวลาช้านาน ตลอดประวัติศาสตร์ของจีนหลายพันปี ก็ได้มีขันทีอยู่หลายคนที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์

สำหรับในบทความนี้ Histofun Deluxe จะขอพาทุกคน ไปทำความรู้จักกับชายชาวจีนคนหนึ่ง ชายผู้ถูกขนานนามว่าเป็น'ขันทีคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน' ชื่อของเขาก็คือ ซุนเย่าถิง (Sun Yaoting | 孫耀庭)

ซุนเย่าถิง ขันทีคนสุดท้ายของจีน

ซุนเย่าถิงเกิดในปี 1902 ที่เมืองเทียนจิน ในครอบครัวชาวนาที่ยากจน ใปี 1910 ในขณะที่ซุนมีอายุได้เพียง 8 ขวบ พ่อและลุงของเขาก็ได้ตัดสินใจส่งตัวซุนไปเป็นขันทีภายในวัง เพราะอย่างน้อยการเป็นขันทีอยู่ในวัง ก็ยังดีกว่าอยู่อย่างอดตาย ซึ่งพ่อและลุงก็คือคนที่ทำการใช้มีดตัดไปที่ "กล่องดวงใจ" ของซุนจนขาดด้วยมือของพวกเขาเอง

หลังจากนั้นกล่องดวงใจของซุน ก็ถูกนำไปผัดกับกระทะ ก่อนที่จะนำไปห่อกับกระดาษเคลือบน้ำมัน แล้วนำไปเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นอย่างดี ซุนใช้เวลาพักฟื้นไม่นานนัก เขาก็ได้ถูกส่งตัวไปเป็นขันทีภายในพระราชวังต้องห้าม ภายในกรุงปักกิ่ง

ดูเหมือนว่าชีวิตต่อจากนี้ของซุนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยอนาคต และเงินทองที่ครอบครัวของเขาจะได้รับมา แต่อนิจจา โชคชะตากลับเล่นตลกกับซุน …

ในครอบครัวที่ยากจน ลูกชายมักจะถูกบังคับให้ไปเป็นขันทีในวัง เพราะอย่างน้อยจะไม่อดตาย

เพราะเพียงแค่ไม่กี่ปีหลังจากที่ซุนได้เข้ามาเป็นขันทีในพระราชวังต้องห้าม การปฏิวัติซินไฮ่ก็ได้ส่งผลให้ระบอบจักรพรรดิจีน และราชวงศ์ชิงต้องถึงกาลล่มสลายลงในปี 1912

ถึงแม้ว่าจีนจะกลายเป็นสาธารณรัฐแล้ว แต่ซุนก็ยังคงทำหน้าที่เป็นขันทีตามเดิม และปรนนิบัติรับใช้จักรพรรดิปูยี (Puyi) ที่บัดนี้พระองค์ไม่ได้มีสถานะเป็นจักรพรรดิจีนอีกต่อไปแล้ว รวมไปถึงพระราชวงศ์องค์อื่น ๆ ที่ยังคงอาศัยอยู่ภายในพระราชวังต้องห้ามต่อไป โดยที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลสาธารณรัฐ

ต่อมาในปี 1924 เมื่อปูยีและพระราชวงศ์ถูกเนรเทศออกจากพระราชวังต้องห้าม ซุนก็ยังคงตามปรนนิบัติรับใช้เหล่าพระราชวงศ์ต่อไป

เมื่อถึงช่วงทศวรรษที่ 1930 ซุนประสบปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้เขาตัดสินใจที่ลาจากพระราชวงศ์ และเดินทางกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปักกิ่ง แต่ชีวิตของซุนในกรุงปักกิ่ง ก็เรียกได้ว่าตกระกำลำบากเลยทีเดียว ผลสุดท้ายเขาเลยต้องไปอาศัยอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งแทน

ถึงแม้ว่าซุนจะยากลำบากมากน้อยเพียงใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาได้เก็บรักษาไว้ยิ่งชีวิต ซึ่งก็คือกล่องที่บรรจุกล่องดวงใจของซุนนั่นเอง

กาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงยุคของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซุนก็ยังคงอาศัยอยู่ที่วัดแห่งเดิม แต่โชคยังเข้าข้างซุนอยู่บ้าง ตรงที่มีนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ได้เดินทางมาหาเขา เนื่องจากได้ทราบเรื่องราวของการเคยเป็นขันทีของซุนมาก่อน

ทว่าในปี 1966 จีนได้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม พวกเรดการ์ดก็ได้บุกเข้ามาในที่พักของซุน และนำกล่องที่บรรจุกล่องดวงใจของซุนมาเผาจนไม่เหลือซาก …

กลุ่มเรดการ์ดในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

สาเหตุที่ทำให้พวกเรดการ์ดทำการเผาทำลายกล่องที่เปรียบเสมือนเป็นชีวิตของอดีตขันทีผู้นี้ ก็เพราะว่าซุนคือ "เศษซาก" ของวัฒนธรรมแบบเก่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้สร้างความเศร้าเสียใจให้กับซุนเป็นอย่างมาก

ท้ายที่สุดซุนเย่าถิงก็ได้เสียชีวิตลงในปี 1996 ที่กรุงปักกิ่ง ด้วยวัย 94 ปี ปิดฉากขันทีคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน โดยก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า

ชาติหน้าผมคงเกิดมาเป็นหมู หรือไม่ก็หมา ผมคงไม่สามารถกลับมาเกิดเป็นคนได้อีกแล้วล่ะ

ซึ่งคำพูดนี้ก็สื่อถึงความเชื่อของจีนว่า ถ้าหากตายไปโดยมีอวัยวะครบไม่ครบ ชาติหน้าจะไม่สามารถเกิดมาเป็นคนได้อีก ซุนคงหวังแค่ว่าบรรพบุรุษของเขาจะให้อภัยเขา ถ้าหากไม่มี "กล่องดวงใจ" ติดตามไปกับเขาด้วย …

-----

อ้างอิง

- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Sun_Yaoting

- https://www.reuters.com/article/us-china-eunuch-idUSTRE52E06H20090316

- https://chinachannel.org/2020/01/21/eunuchs/

-https://sexdrugsandhistory.com/2018/07/18/the-last-eunuch-of-china

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...