โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิพากษ์ "สุริโยไท" ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ฉบับนางแก้ว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ม.ค. 2566 เวลา 18.33 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2566 เวลา 18.30 น.

ขอชมเชยความกล้าหาญ 2 ประการของภาพยนตร์สุริโยไท

ข้อแรก คือ ความทะเยอทะยานต้องการสร้างภาพยนตร์คุณภาพระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากให้เป็นมหากาพย์ (epic) ที่เป็นสากล

ข้อสอง คือ นี่มิใช่เรื่องของไทยรบกับพม่าอย่างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมเรื่องอื่น ๆ แต่กลับเน้นการต่อสู้แก่งแย่งชิงดีแย่งอำนาจระหว่างชาวอยุธยาฝ่ายต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่ผู้ชมและนักวิจารณ์บางคนยังเห็นว่าเป็นบทเรียนเรื่องความสามัคคี หรือทำให้ภูมิใจในอดีตของไทยมากยิ่งขึ้น คงเป็นสิ่งห้ามกันไม่ได้

คนบางคนไม่ว่าดูอะไรก็เห็นแต่สิ่งที่ตนเองคิดเอาไว้ล่วงหน้าแค่นั้น

มีเสียงวิจารณ์กันว่าสุริโยไทเป็นประวัติศาสตร์แค่ไหน จนท่านมุ้ยต้องออกตัวว่าเป็นจินตนาการของท่านเอง อย่าถือเป็นประวัติศาสตร์จนเกินไป

ผู้เขียนกลับคิดว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์มากไป จนหลายคนเบื่อ ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ผู้ใหญ่ที่ไม่มีพื้นความรู้ประวัติศาสตร์บ้างยังเหนื่อยกับการติดตามเรื่อง

ที่น่าสนใจที่สุด คือ สุริโยไทเป็นประวัติศาสตร์ ฉบับนางแก้ว จากมุมมองของนางแก้ว มีสาระสำคัญอยู่ที่การพรรณนาคุณสมบัติของนางแก้ว ผ่านโครงเรื่องตามพระราชพงศาวดารอยุธยา (ฉบับที่เขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์เกิน 100 ปีทั้งนั้น)

นางแก้ว คือ หนึ่งในรัตนะเจ็ดประการคู่ควรแก่บุญบารมีของจักรพรรดิราช ตามคติฮินดู-พุทธแต่โบราณ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์โบราณหลายฉบับรวมทั้งในไตรภูมิพระร่วงตั้งแต่สมัยสุโขทัยโน้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเอารัตนะประการนี้เป็นจุดยืนเพื่อไปตีความอดีต

โปสเตอร์แผ่นสำคัญที่สุด ให้สุริโยไทเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ องค์ราชันย์อื่น ๆ อย่างเก่งก็แค่แวดล้อมสองข้างองค์สุริโยไท เป็นแค่ตัวประกอบของพระนาง

นี่เป็นความมหัศจรรย์อันแท้จริง ยิ่งกว่าภาพ การตัดต่อ เครื่องแต่งกาย หรือความสมจริง เพราะจารีตประวัติศาสตร์ของไทยไม่เคยมีประวัติศาสตร์ฉบับนางแก้วมาก่อน

แต่ประวัติศาสตร์ฉบับนางแก้วนี้เองกลับเป็นปัญหา จำกัดจินตนาการ จำกัดการตีความ และอาจทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีแต่ความอลังการทางเทคนิค ทว่า ไม่สามารถบรรลุถึงขั้นเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ได้ เป็นได้แค่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่มีความสมจริงน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเรื่องอื่น แค่นั้นเอง

ความขัดแย้งในตัวเองของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่สำคัญมี 2 ประการ

ประการแรก : นางแก้ว ณ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21

ดังกล่าวแล้วว่าความคิดเรื่องนางแก้วเป็นคติโบราณที่ผูกมากับวัฒนธรรมชาววัง คุณสมบัติของนางแก้วที่สำคัญที่สุดคือความเพียบพร้อมเป็นเลิศคู่บุญบารมีองค์จักรพรรดิราช (ราชาแห่งราชา จึงมิได้หมายความว่าราชาทุกพระองค์จะมีบุญบารมีถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นองค์จักรพรรดิราช ขออนุญาตไม่อภิปรายในที่นี้ ว่าตามมาตรฐานของพระราชพงศาวดารอยุธยานั้น ถือว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นจักรพรรดิราชหรือไม่)

คัมภีร์ต่าง ๆ บรรยายคุณสมบัติของนางแก้วไปต่าง ๆ นานา ว่าอย่างไรจึงจะนับว่าเป็นเลิศคู่บุญบารมี ยุคสมัยเปลี่ยนไปคุณสมบัติที่นับถือว่าเป็นเลิศก็เปลี่ยนไปด้วย

ลองเทียบนางแก้วในไตรภูมิพระร่วงกับนางนพมาศ (ต้นรัตนโกสินทร์) จะเห็นความแตกต่างลิบลับ

สุริโยไทคือนางแก้วของเรื่องราวสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 จากทัศนะของต้นศตวรรษที่ 21 คุณสมบัติของพระนางรวมถึงการเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาออกว่าราชการ ออกรับการถวายตัวของขุนพลเอก ดูแลการฝึกซ้อมทหาร และทรงพระปรีชาสามารถไม่แพ้ขุนพลฝีมือเลิศ เป็นเสนาธิการผู้รอบรู้เข้าใจสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง ถึงขนาดถวายคำแนะนำเรื่องจังหวะลงมือปฏิบัติการที่เหมาะเจาะได้ (ซึ่งเป็นศิลปะสุดยอดอย่างหนึ่ง) และเลือกผู้ลงมือได้ไม่ผิดพลาด ถึงขนาดเสด็จกลางดึกเพื่อตรวจสอบผลการปฏิบัติงานด้วยพระองค์เอง

คุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีในคัมภีร์โบราณ ไม่มีในพระราชพงศาวดารฉบับใดทั้งนั้น แต่เป็นจินตนาการและการตีความอย่างกล้าหาญของปัจจุบัน

ผู้ดูในปัจจุบันจึงย่อมมีสิทธิคิดเอาเองว่าจะยอมรับหรือไม่ว่านางแก้วควรมีบทบาททางการเมืองขนาดนั้น ลองคิดเอาจากมุมมองของเฟมินิสต์ พ่อบ้านแบบโบราณ ขุนศึก นายทหาร ชาววัง และชาวบ้าน

อาจเห็นสุริโยไทจากมุมแปลก ๆ ออกไปจากทัศนะมาตรฐานที่ได้ฟังกันมากแล้ว

ประการที่สอง : การนำเสนอความจริงแบบพระราชพงศาวดารด้วยความสมจริงแบบฮอลลีวูด

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีบันทึกไว้ในเอกสารที่เขียนขึ้นมากว่า 100 ปีให้หลัง ซึ่งแทบไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับพระสุริโยทัย แถมยังบันทึกตามจารีตของยุคสมัยที่บันทึก เอกสารร่วมสมัยที่ใช้ในการค้นคว้าคงเป็นเอกสารฝรั่งโปรตุเกส จึงเห็นบทบาทของทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส และอาวุธของพวกเขาเป็นพิเศษ และมีข้อมูลเกี่ยวกับทางตองอูมากสักหน่อย (เช่นการให้ภาพพจน์ของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ว่าเป็นเกย์จนออกจะ “เว่อร์” เพราะขุนพลที่เป็นเกย์ไม่จำเป็นต้องชัดเจนขนาดนั้น)

จากนั้นนำมาถ่ายทอดเป็นภาพวิ่งได้เมื่อ 500 ปีให้หลัง ในยุคสมัยที่แม้แต่นักประวัติศาสตร์ก็ไม่ค่อยรู้จักจารีตการเขียนพระราชพงศาวดารเท่าที่ควร และผู้คนทั่วไปอาจนึกว่าเราสามารถอ่านพระราชพงศาวดารแบบเดียวกับที่เราอ่านนิยายสมัยใหม่ได้

แถมยังต้องนำเสนอให้สอดคล้องกับรสนิยมที่ได้รับอิทธิพลฮอลลีวู้ด บวกกับแรงเชียร์อยากให้ไปประกวดออสการ์ เห็นใจท่านมุ้ย!

ต้องขอชมความพยายามใช้จินตนาการอย่างสูงของท่าน และนักประวัติศาสตร์ที่ให้คำปรึกษา เพื่อให้คนดูที่มีการศึกษาพลอยรู้สึกว่าสมจริงตามที่ผู้สร้างคะเนเอาว่าสมจริง (ส่วนคนดูที่ไม่ค่อยมีการศึกษาจึงอาจยึดติดความสมจริงตามยุคปัจจุบันเป็นเกณฑ์ ช่างเขาเถอะ!)

ผลคือตัวละครในพงศาวดารออกมาโลดเต้นอย่างมีเลือดเนื้อ และคงจองจำจินตนาการของเราเกี่ยวกับอยุธยาตอนต้นไปอีกนาน

นับจากนี้ไป อ่านพงศาวดารตอนนี้คงนึกถึงแต่หน้าของตัวละครชุดนี้ เพราะไม่สามารถจินตนาการอย่างอื่น อยุธยาในจินตนาการของเราคงคล้าย ๆ อยุธยาที่ท่านมุ้ยช่วยคิดไว้ให้เสร็จสรรพ

ถึงแม้จะมีข้อถกเถียงได้ไม่รู้จบ เรื่องก่องนม ทรงผม ชุด พราหมณ์ ฯลฯ การถกเถียงเหล่านั้นเป็นพยานว่าพลังของความสมจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้มีอยู่สูง ถึงขนาดพยายามเถียงกันว่าที่จริงเป็นยังไง

ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วไม่มีทางรู้จริง ๆ ว่าความจริงแท้แน่นอนจริง ๆ เป็นยังไง

แต่ความสมจริงตามจารีตพระราชพงศาวดารที่จินตนาการของท่านไม่สามารถฝ่าข้ามไปเพื่อแปรมาเป็นความสมจริงให้เราเห็นบนจอภาพ ก็คือตัวนางแก้วกับนางผู้ร้ายนั่นแหละ

ความล้มเหลวของสุริโยไทอยู่ตรงที่ไม่สามารถชวนให้เราเข้าใจสุริโยไทและศรีสุดาจันทร์มากไปกว่าตัวละครแบบจืด (หรือแบน-flat) ตามจารีตพงศาวดาร

ตัวละครในการเล่าเรื่องแบบไทยจะต้องจืด (flat) เพราะเรื่องเล่าแบบไทยมีหน้าที่เชิงสั่งสอนศีลธรรมให้แยกดี-ชั่วชัดเจน เรื่องเล่าทุกประเภทตั้งแต่ปรัมปรา ชาดก มาจนถึงนิยายและหนังไทย ซึ่งไม่นานมานี้ถูกประณามว่าเป็นน้ำเน่า เพราะคนดีเลวต้องชัดเจน ตั้งแต่บุคลิกหน้าตา กิริยามารยาทจนถึงการกระทำและจิตใจ ขืนลึกซึ้งซับซ้อนจนยากจะตัดสินถูกผิด ย่อมเสี่ยงต่อการสร้างความสับสนทางศีลธรรม

มิได้หมายความว่า วรรณคดีไทยซับซ้อนไม่ได้ เพียงแต่ยากและปกติไม่ทำกัน ครั้นทำได้ก็เป็นอมตะไปเลย เช่น ขุนช้าง ขุนแผน เป็นต้น

เรื่องเล่าอันเป็นอมตะมักมีความสามารถทำให้ผู้อ่านผู้ชมต้องคิดหนักและเอากลับมาใช้วิจารณญาณของตนตัดสิน ว่าดีเลวอย่างสัมพัทธ์ (ตามกาลเทศะเงื่อนไขอื่น ๆ) ตรงไหน ผลก็คือ เราอาจเห็นใจคนทำผิด ไม่กล้าบอกว่าเขาเลว (เช่น นางวันทอง) และเราสามารถสังเวชใจกับชัยชนะหรือฝ่ายคนทำถูก (เช่น ขุนแผน)

ใบโฆษณาของใหม่ เจริญปุระ ดูเหมือนจะเชิญชวนทำนองนั้น แต่เธอทำไม่สำเร็จ เพราะความเป็นคู่ตรงข้ามของนางแก้ว ทำให้เธอไม่สามารถมีความลึกซึ้งซับซ้อนไปได้ ทั้งบทและนักแสดงถูกจำกัดโดยบทของนางแก้ว

ประวัติศาสตร์ฉบับนางแก้ว ขับคุณสมบัติของสุริโยไทให้เด่นโดยการอาศัยศรีสุดาจันทร์เป็นคู่ตรงข้าม ในเมื่อนางแก้วเป็นคนสมบูรณ์ไปหมด บทของศรีสุดาจันทร์จึงไม่มีทางเป็นอื่นนอกจากบกพร่องไปเสียทุกอย่าง

แม้จะพยายามช่วยด้วยการอธิบายว่าศรีสุดาจันทร์ทำเพื่อกอบกู้ราชวงศ์อู่ทอง แต่แค่นั้นเป็นการเพิ่มเหตุผลแบบหนังกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์ (ประเภทชิงกับหมิง ซ้องกับหยวน ฯลฯ) ไม่สามารถช่วยให้ศรีสุดาจันทร์พ้นจากความเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่มากด้วยราคะและความทะเยอทะยานส่วนตัวไปได้

ศรีสุดาจันทร์เป็นได้แค่นางผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ ความซับซ้อนของตัวละครในประวัติศาสตร์ถูกจำกัดตลอดมาหากยังคงรักษาความเป็นประวัติศาสตร์มากไป แทนที่จะปลดปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นกว่านี้

แต่แน่นอนว่าหากทำเช่นนั้น ความสมจริงทางประวัติศาสตร์อาจลดลงและลดทอนอิทธิพลทางอุดมการณ์เกี่ยวกับนางแก้วลงไป จินตนาการกับประวัติศาสตร์สวนทางกันตรงนี้

ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์อย่างบางระจัน เน้นเหตุการณ์มีตัวละครเป็นองค์ประกอบ และไม่เน้นการตีความตัวละคร

ภาพยนตร์เรืองสุริโยไทเป็นเรื่องของตัวละคร แต่ไม่สามารถแหวกกรอบของประวัติศาสตร์แบบพงศาวดารฉบับนางแก้วที่สร้างขึ้นเอง

ตัวละครอื่น ๆ ก็จืด ๆ แบน ๆ ไร้ความซับซ้อนพอ ๆ กัน โดยส่วนใหญ่ ยกเว้นพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งยังพอดูได้หลายแง่ แต่ในเรื่องนี้มีบทบาทเป็นแค่องค์ประกอบ (คือเป็นภารกิจ) ที่ทำให้สุริโยไทกลายเป็นนางแก้วขึ้นมา

อีกคนที่น่าจะซับซ้อนได้คือพระมหาธรรมราชา แต่ดูเหมือนว่าผู้สร้างหรือผู้เขียนบทมิได้มองเห็นภาพรวมบทบาทในเวลาต่อมาของพระองค์ พระองค์เป็นขุนพลสำคัญคู่บุญจักรพรรดิราชถึง 2 พระองค์ คือ มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้จักรพรรดิบุเรงนองพิชิตพระมหินทร์ของอยุธยาผู้เปี่ยมด้วยมิจฉาทิฐิ และเป็นผู้ให้กำเนิดพระนเรศวร จักรพรรดิราชของอยุธยาในเวลาต่อมา

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ พระมหาธรรมราชาเป็นแค่ขุนพลคู่บุญสุริโยไท ซึ่งเป็นนางแก้วคู่บุญพระมหาจักรพรรดิอีกที

ขอฝากอีกประเด็นเดียว พระนางจิรประภาซึ่งออกมายอมมอบกายถวายพระองค์แก่กษัตริย์อยุธยาโดยไม่พูดสักคำเดียว ภาพลักษณ์ขององค์ราชินีแห่งล้านนาจะเปลี่ยนไปไหม หากมองจากเชียงใหม่แทนที่จะมองด้วยสายตาของนางแก้ว แห่งราชธานีของสยาม (อยุธยา)

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “สุริโยไท ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ฉบับนางแก้ว” เขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2544

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...