โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

State-Led Gentrification ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (5)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 10.01 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด / ชาตรี ประกิตนนทการ

State-Led Gentrification

ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (5)

สัปดาห์ก่อน ผมทิ้งท้ายเอาไว้ว่า หากเราต้องการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ State-led Gentrification ในสังคมไทยให้ถ่องแท้ เราไม่อาจมองไปที่บทบาท “รัฐ” ในฐานะที่ทำหน้าที่หยอดสารตั้งต้นของปรากฏการณ์ เพียงอย่างเดียวได้

แต่ต้องทำความเข้าใจ “ชนชั้นสร้างสรรค์” (the creative class) ที่จะเข้ามารับช่วงต่อจากรัฐ ในการทำให้ปรากฏการณ์ Gentrification เกิดขึ้นได้จริงและขยายตัวออกไป

ชนชั้นสร้างสรรค์ คือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร มีวิถีชีวิตเป็นแบบไหน และทำไมถึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของปรากฏการณ์ Gentrification

คำถามเหล่านี้คือประเด็นที่บทความสัปดาห์นี้จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

แนวคิดว่าด้วย “ชนชั้นสร้างสรรค์” เริ่มถูกนิยามและกล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรมจาก Richard Florida ศาสตราจารย์ประจำ University of Toronto ผู้ซึ่งตีพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ The Rise of the Creative Class ในปี 2002 ซึ่งถือเป็นเสมือนคัมภีร์เล่มหลักในการทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าชนชั้นสร้างสรรค์

โดยสังเขป ชนชั้นสร้างสรรค์ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี ราวปลายศตวรรษที่ 20 ก้าวข้ามมาสู่ศตวรรษที่ 21

หากว่าตามนิยามของ Florida คนกลุ่มนี้จะหมายถึง กลุ่มคนที่ทำงานในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ธุรกิจและการบริหารจัดการ, ศิลปะและวัฒนธรรม, กฎหมาย ตลอดจนอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

โดยอาจจำแนกคนกลุ่มนี้ออกได้ไปเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

หนึ่ง “creative core” ที่ประกอบไปด้วยคนที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และการออกแบบ รวมไปถึงคนที่ทำงานด้านศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีบทบาทในการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ไปจนถึงนวัตกรรมต่างๆ

สอง “creative professionals” คนกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงคนที่ทำงานด้านการสร้างสรรค์แต่อย่างใด แต่มีส่วนอย่างสำคัญในการช่วยสนับสนุนและมีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มแรก ซึ่งประกอบไปด้วย นักบัญชี นักกฎหมาย แพทย์ เป็นต้น

สาม “bohemians” ที่หมายถึงกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากมาตรฐานทางสังคม และโดยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความสนใจในศิลปะ ดนตรี กวี วรรณกรรม

โดยคนกลุ่มนี้อาจมีส่วนเพียงเล็กน้อยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่มีความสำคัญในแง่ของกลุ่มที่ให้อิทธิพลในเชิงภาพลักษณ์และไลฟ์สไตล์แก่คนสองกลุ่มแรก

และในพื้นที่ใดที่มีกลุ่ม “bohemians” มากจะก่อให้เกิดบรรยากาศของสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการเข้ามาตั้งธุรกิจหรือถิ่นฐานของคนสองกลุ่มแรกมากอย่างมีนัยยะสำคัญ

(ดูใน Richard Florida, “Bohemia and Economic Geography” Journal of Economic Geography. 2 (2002) : 55-71.)

ในแง่วิถีชีวิตของชนชั้นสร้างสรรค์ Florida นิยามว่าชนชั้นสร้างสรรค์จะมีไลฟ์สไตล์ในแบบที่เรียกว่า “Street Level Culture” ที่ดำรงอยู่ในพื้นที่ที่ผสมผสานกันระหว่างคาเฟ่ฮิปๆ แกลเลอรี่เท่ๆ ร้านอาหารเก๋ๆ ย่านที่มีกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรม ตึกเก่า ดนตรีเปิดหมวกตามท้องถนน ฯลฯ

โดยกิจกรรมนอกเวลางานของคนกลุ่มนี้จะแวดล้อมวนเวียนอยู่ในประเภทขี่จักรยาน ท่องเที่ยว วิ่ง ช้อปปิ้ง สะสมของเก่า ฯลฯ

จากนิยามและไลฟ์สไตล์ของชนชั้นสร้างสรรค์ข้างต้น Florida ชี้ให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

และถูกคาดหวังให้เป็นกลุ่มคนที่จะเข้ามาสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่เมืองในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ผ่านรูปแบบวิถีชีวิตและการทำงานที่เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม การสร้างสรรค์ และศิลปะ

Florida ในฐานะนักวิชาการที่โปรโมตชนชั้นสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ถึงขนาดประกาศว่า เมืองเสื่อมโทรมทั้งหลายไม่จำเป็นเลยที่จะเสียเงินมหาศาลไปกับการสร้างสนามกีฬา คอนเสิร์ตฮอลล์ หรือลดภาษีเพื่อดึงดูดบริษัทเอกชนให้เข้ามาตั้งในย่านเมืองเก่า

ขอเพียงแค่ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในย่านให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของชนชั้นสร้างสรรค์ แล้วพวกเขาก็จะย้ายเข้ามาในพื้นที่เอง

และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เมืองกลับมามีชีวิตและเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

ไอเดียดังกล่าวเชื่อมโยงไม่โดยตรงก็โดยอ้อมกับไอเดียว่าด้วย “เมืองสร้างสรรค์” (Creative City) ที่มีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการจินตนาการสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ แห่งอนาคต

เราคงเคยได้ยินใช่ไหมครับ “Chareonkrung Creative District” (ย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง) ซึ่งถือว่าเป็นย่านแห่งแรกๆ ที่ได้รับแนวคิดนี้มาโดยตรง เมื่อสักราว 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันคำนี้ก็กลายเป็นคำฮิตที่ส่งผ่านไปสู่ย่านเมืองเก่าอื่นๆ เช่น ย่านคลองสาน ย่านสร้างสรรค์ขอนแก่นบนถนนศรีจันทร์ และย่านสร้างสรรค์เชียงใหม่ในแถบคูเมืองชั้นใน เป็นต้น

ทั้งหมดที่เล่ามา ฟังเผินๆ ก็ดูดีไม่มีอะไรเสียหายใช่ไหมครับ

แต่ในความเป็นจริง การพัฒนาไปในลักษณะนี้สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะขยับกลายเป็นปรากฏการณ์ Gentrification ที่แฝงอยู่ภายใต้หน้ากากของย่านสร้างสรรค์ ที่ซ่อนการ displacement คนจนเมืองอย่างแนบเนียนด้วยการแทนที่โดยชนชั้นสร้างสรรค์

นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาอันเลื่อนลอยแต่อย่างใด

เพราะแม้แต่คุณ Florida ก็ยังออกมายอมรับความจริงที่น่าเศร้านี้ในที่สุด

ในปี 2017 หลังจากที่หนังสือ The Rise of the Creative Class ตีพิมพ์มาแล้ว 15 ปี คุณ Florida ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงผลที่เกิดขึ้นจากการโปรโมตเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยชนชั้นสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ตามแนวทางของเขาว่า ผลลัพธ์ที่ได้กลับออกมาในแบบที่เขาไม่ได้คาดหวังไว้เลย (ดูใน Oliver Wainwright, ‘Everything is gentrification now’ : but Richard Florida isn’t sorry, The Guardian วันที่ 26 Oct 2017)

เขายอมรับว่า ได้เผชิญหน้ากับด้านมืดของการฟื้นฟูเมืองในแบบที่เขาสนับสนุนมาโดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อันเกิดจากการประเมินความโหดร้ายรุนแรงของการย้ายเข้ามาในย่านเมืองเก่าของชนชั้นสร้างสรรค์ต่ำไป

ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามแนวทางฟื้นฟูเมืองของเขา ล้วนตกอยู่กับคนรวยที่รวยอยู่แล้วให้รวยมากขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่คือคนชั้นกลางผิวขาว) ในขณะที่การย้ายเข้ามาของชนชั้นสร้างสรรค์ได้ก่อให้เกิดการขับไสคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำออกไปจากย่าน เมืองมิได้สร้างสรรค์ไปในทางบวก แต่กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม เหลื่อมล้ำ แบ่งแยก กดขี่ และกีดกัน

เขากล่าวต่อไปว่า เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาแนวทางใหม่ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่การให้ความสำคัญไปที่ชนชั้นสร้างสรรค์เท่านั้น

แต่ต้องมองไปที่ไอเดียว่าด้วย “เมืองสำหรับทุกคน” ที่รวมไปถึงผู้คนที่อยู่ในชนชั้นอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น “ชนชั้นบริการ” และ “ชนชั้นแรงงาน”

“เมืองสำหรับทุกคน” จะเกิดขึ้นได้ ตามความเห็นใหม่ของ Florida ประกอบไปด้วย การกำหนดโซนนิ่งของเมืองที่คำนึงถึงคนทุกชนชั้น การออกแบบมาตรการทางภาษีที่ลดความเหลื่อมล้ำ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มิใช่เอื้อแต่เฉพาะชนชั้นสร้างสรรค์ การสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูก การเพิ่มรายได้ให้ผู้คน การเสริมอำนาจให้กับผู้คนทุกระดับ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น และการสร้างความร่วมมือในระดับสากล (ดูใน Richard Florida. The New Urban Crisis : Gentrification, Housing Bubbles, Growing Inequality and What We Can Do About It. London : Oneworld Publications, 2018)

ขนาดผู้ให้กำเนิดไอเดียว่าด้วยชนชั้นสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนเมือง ยังกลับใจและมองเห็นด้านมืดที่แอบซ่อนอยู่

แต่น่าแปลกนะครับที่สังคมไทยกลับยังไม่ตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้เท่าที่ควร

สังคมไทยยังหลงใหลได้ปลื้มกับการเปลี่ยนเมืองเพื่อตอบสนองชนชั้นสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

แนวคิดเมืองสร้างสรรค์และย่านสร้างสรรค์ได้กลายเป็นยาสามัญประจำเมือง ที่ย่านเก่าทุกแห่งอยากเดินทางไปถึงจุดนั้น

แน่นอน การพัฒนาย่านสร้างสรรค์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในไทย ณ ปัจจุบัน ยังมิได้ก้าวไปสู่จุดที่ทำให้เกิดการ displacement ของคนจนเมืองในระดับที่มีนัยยะสำคัญ

หรือพูดให้ชัดขึ้นก็คือ ยังอยู่ในระดับขั้นต้นของกระบวนการ Gentrification เท่านั้น

แต่หากเรามองทิศทางที่เกิดขึ้น ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากภาครัฐ ที่มาในรูปแบบของ State-Led Gentrification คงพูดได้ว่าในอีกไม่ช้านาน ย่านสร้างสรรค์เหล่านั้นคงเปลี่ยนกลายเป็นย่านแห่งความเหลื่อมล้ำที่เบียดขับคนจนเมืองออกไปอย่างโหดร้ายไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก

ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น ชนชั้นสร้างสรรค์ไทยส่วนใหญ่ ยังไม่รู้ตัวเลยนะครับว่า รูปแบบเมืองที่ตัวเองโปรโมตอยู่นั้นเป็นเพียงการตอบสนองการใช้ชีวิตของชนชั้นตัวเองเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ เลนจักรยาน ทางเดินริมน้ำ คาเฟ่ฮิปๆ แกลเลอรี่คูลๆ ร้านอาหารชิคๆ ฯลฯ

ทัศนะดังกล่าวของชนชั้นสร้างสรรค์ไทยได้เข้ามาตอกย้ำให้ปัญหา State-Led Gentrification หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...