โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มาตรการเยียวยาของไทยและ 4 ประเทศที่โดนพิษจากวิกฤตครั้งนี้มากที่สุดเป็นอย่างไร

BLT BANGKOK

เผยแพร่ 09 เม.ย. 2563 เวลา 06.46 น. • BLT Bangkok

สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 9 เมษายน 2563 จากรายงานของ coronavirus.thebaselab.com เวลา 11:00 น. พบรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 1,518,719 ราย อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 88,502 ราย รักษาหายแล้ว 330,589 ราย โดยสามประเทศแรกที่อยู่ในภาวะวิกฤตจากพิษโควิด-19 มากที่สุดในโลกตอนนี้จะเป็น 1.สหรัฐอเมริกา 2.สเปน 3.อิตาลี ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่าประเทศต่างเหล่านี้ รวมถึงประเทศไทย และประเทศจีนซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการแพร่ระบาดนั้นมีมาตราการเยียวยาประชาชนในประเทศตัวเองอย่างไร ท่ามกลางวิกฤตใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกนี้

- ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ที่นำเสนออยู่ในบทความนี้ นำมาจากรายงานของ coronavirus.thebaselab.com วันที่ 9 เมษายน 2563 เวลา 11:00 น.

ประเทศไทย

- ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 2,369 ราย อยู่ในขั้นตอนการรักษา 1,451 ราย เสียชีวิต 30 ราย รักษาหายแล้ว 888 ราย มีอัตราการตายอยู่ที่ 1.27%

ในส่วนของบ้านเรานั้นหลังมีมาตรการเยียวยากลุ่มอาชีพอิสระเป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งยังมีการเพิ่มอัตราบรรจุบุคลารทางการแพทย์อีกกว่า 45,684 ตำแหน่ง ฯลฯ ล่าสุดก็ได้มีการออกมาตรการขนาดใหญ่ซึ่งจะเป็นการกู้เงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท โดยจะมีการนำไปใช้ตั้งแต่การแจกเงินให้ผู้ได้รับผลกระทบ, ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, จัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน และจะมีรายละเอียดในการจัดสรรงบประมาณตรงนี้ไปใช้สำหรับโครงการต่างๆ อย่างชัดเจนต่อไป

ประเทศสหรัฐอเมริกา

- ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 434,927 ราย อยู่ในขั้นตอนการรักษา 397,248 ราย เสียชีวิต 14,788 ราย รักษาหายแล้ว 22,2891 ราย มีอัตราการตายอยู่ที่ 3.4%

โดยมาตรการช่วยเหลือจากอเมริการหลังกลายมาเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของโลกนั้น ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ลงนามบังคับใช้กฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 10.26% จากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ซึ่งแบ่งเป็นงบช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจ, อุตสาหกรรม, และการสนับสนุนระบบสาธารณสุข และโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ประเทศสเปน

- ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 148,220 ราย อยู่ในขั้นตอนการรักษา 85,407 ราย เสียชีวิต 14,792 ราย รักษาหายแล้ว 22,2891 ราย มีอัตราการตายอยู่ที่ 9.98%

หลังแซงอิตาลีขึ้นมาเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมมากที่สุดเป็นที่เรียบร้อยทางรัฐบาลสเปนก็ได้ประกาศอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่ารวม 32 พันล้านยูโร หรือคิดเป็น 2.6% จากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เพื่อนำไปจ่ายเงินค่าจ้างให้กับพนักงานที่อยู่ในภาคธุรกิจระดับ SMEs แบบเต็มจำนวน และจ่ายเป็นสัดส่วน 75% ให้กับพนักงานที่อยู่ในภาคธุรกิจที่ใหญ่กว่าระดับ SMEs พร้อมทั้งจะออกมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ในภาคครัวเรือนให้เร็วที่สุดต่อไป

ประเทศอิตาลี

- ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 139,422 ราย อยู่ในขั้นตอนการรักษา 95,262 ราย เสียชีวิต 17,669 ราย รักษาหายแล้ว 22,2891 ราย มีอัตราการตายอยู่ที่ 12.67%

แม้สถานการณ์ของประเทศเทศอิตาลีจะดูดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีอัตราการตายมากจากวิกฤตครั้งนี้อยู่ดี จนเป็นเหตุให้ทางรัฐบาลต้องประกาศใช้มตราการเยียวยาที่มีมูลค่าถึง 25 พันล้านยูโร หรือคิดเป็น 1.4% จากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เพื่อนำไปจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงานในภาคธุรกิจต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งยังมีการเพิ่มงบประมาณการลงทุนในระบบสาธารณสุขอีก 3.5 พันล้านยูโร

ประเทศจีน

- ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 81,802 ราย อยู่ในขั้นตอนการรักษา 1,190 ราย เสียชีวิต 3,333 ราย รักษาหายแล้ว 77,279 ราย มีอัตราการตายอยู่ที่ 4.07%

แม้จะเป็นประเทศซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ แต่ก็ต้องบอกว่าสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของการออกมาตรการเยียวยานั้นทางรัฐบาลและธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็ได้มีมาตรการทั้งระดับมหภาคและมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยการกู้ยืมของภาคธุรกิจต่างๆ ในประเทศ, ลดการเก็บเงินทุนสำรองเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลของพนักงานเอกชนลง 50% เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...