โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ความต้องการใช้สภาพคล่องระบบการเงินไทยปี’64 เร่งตัวขึ้น หลังการระบาดของโควิด 19 ยืดเยื้อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 พ.ค. 2564 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 08.27 น.

แม้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด 19 จะยังคงยืดเยื้อ และส่งผลทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป แต่เมื่อดูในมิติของปัจจัยที่กระทบสภาพคล่องในระบบการเงินไทยปีนี้ กลับมีมากขึ้น ทั้งจากการระดมทุนของภาครัฐที่ยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อประคองเศรษฐกิจ การระดมทุนภาคเอกชนทั้งที่ผ่านการออกหุ้นกู้และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

ขณะที่ฝั่งเติมสภาพคล่องจากดุลบัญชีเดินสะพัด หรือเงินลงทุนของต่างชาติในตลาดทุนไทยนั้น กลับมีทิศทางชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงทำการประเมินทิศทางสภาพคล่องในช่วงที่เหลือของปี 2564 ว่ามีความน่ากังวลหรือไม่ รวมถึงจะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยตลาดหรือไม่อย่างไร ดังนี้

ภาพรวมความต้องการใช้สภาพคล่อง (ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี 2564 โดยจากข้อมูลตั้งแต่ต้นปี ถึงวันที่ 24 พ.ค. 2564 ยอดรวมการออกตราสารหนี้ของรัฐบาล ทั้งตั๋วเงินคลังและพันธบัตร มีมูลค่าประมาณ 9.76 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดรวมการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้นและระยะยาวอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท ส่วนสินเชื่อของระบบธ.พ. จดทะเบียนในประเทศและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs)เติบโตขึ้น 5.2%YoY ในไตรมาสแรกของปี 2564

เมื่อต่อภาพไปในช่วงที่เหลือของปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การก่อหนี้ของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาททั้งนี้คาดว่า ภายหลังจากที่พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทเริ่มมีผลบังคับใช้ ภาครัฐก็จะเริ่มทยอยกู้เงินบางส่วนภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เพื่อใช้สำหรับเดินหน้ามาตรการกระตุ้น/เยียวเศรษฐกิจต่างๆ ให้ออกมาโดยเร็ว โดยวงเงินกู้ที่เพิ่มเติมจากพ.ร.ก. ดังกล่าวทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องรับมือกับโจทย์การระดมทุนที่เพิ่มขึ้นจากแผนการกู้เงินเดิมที่วางไว้ นอกจากนี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวล่าช้ายังมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐซึ่งกระทบฐานะการคลัง ทำให้ต้องหาเครื่องมือการกู้เงินที่ยืดหยุ่นมาใช้ระหว่างปีด้วยเช่นกัน

สำหรับในส่วนของภาคธุรกิจนั้น คาดว่า จะเห็นการขอเบิกใช้สินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและการออกหุ้นกู้เพื่อระดมสภาพคล่องมากขึ้น ขณะที่การเบิกใช้สินเชื่อฟื้นฟูตามโครงการของธปท. ก็น่าจะทยอยมีความคืบหน้าได้ตามลำดับเนื่องจากมีการผ่อนปรนเงื่อนไขและลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำการประเมินแนวโน้ม “ความต้องการใช้สภาพคล่อง” และ “ปริมาณสภาพคล่อง”ตามแหล่งที่มาในปี 2564โดยความต้องการใช้สภาพคล่องของภาครัฐและภาคเอกชนประเมินจากองค์ประกอบ 2 ส่วน ได้แก่

          1) แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปริมาณสินเชื่อสุทธิในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ที่สำคัญของภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไทย และ

         2) แนวโน้มการออกตราสารหนี้ของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งในส่วนของตราสารหนี้ภาครัฐนับรวมทั้งพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตราสารระยะสั้น เช่น ตั๋วเงินคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังวางแผนออกเพิ่มขึ้น ทดแทนพันธบัตรระยะสั้นของธปท. รุ่นอายุ 6 เดือน และอายุ 2 สัปดาห์ ที่ธปท. ยกเลิกการออกในปี 2564 เพื่อลดความแออัดของปริมาณพันธบัตรระยะสั้นในตลาด และเพื่อให้แนวทางการออกพันธบัตรในภาพรวมของภาครัฐ ทั้งรัฐบาลและธปท. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกัน

สำหรับแหล่งที่มาของสภาพคล่องในระบบนั้น ประเมินจาก 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) สถานะดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการไหลเข้าสุทธิของเงินตราต่างประเทศ และ 2) ปริมาณตราสารหนี้รัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชนที่ครบกำหนดไถ่ถอนในระหว่างปี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการคืนเม็ดเงินหรือสภาพคล่องกลับมายังผู้ที่ถือตราสารหนี้ดังกล่าว

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ปริมาณสภาพคล่องในปี 2564 มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับปริมาณสภาพคล่องปี 2563 ที่ผ่านมาโดยแม้ในปี 2564 จะมีแรงหนุนสภาพคล่องจากปริมาณตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนที่น่าจะถูกไถ่ถอนเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีปัจจัยกดดันสภาพคล่องจากสถานการณ์โควิด 19 ที่ยืดเยื้อทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของรายได้ในภาคการท่องเที่ยวและเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้ว แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยในปี 2564 อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า แม้ในปี 2564 นี้จะมีความต้องการใช้สภาพคล่องส่วนเกินอยู่ประมาณ 1.46 ล้านล้านบาท(เป็นผลต่างระหว่างความต้องการใช้สภาพคล่อง กับแหล่งที่มาของสภาพคล่อง) เทียบกับปี 2563ที่ประมาณ1.38 ล้านบาทแต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ปัจจัยความต้องการใช้สภาพคล่องส่วนเกินนี้ ยังอยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้ และคงไม่กดดันให้ผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยตลาดพุ่งขึ้นจนถึงขั้นกระทบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะที่เหลือของปี เนื่องจากยังสามารถใช้เครื่องมือของทางการ และนำสภาพคล่องสะสมจากส่วนอื่นๆ ในระบบมาบริหารจัดการได้ ประกอบกับคาดว่า สถานการณ์ในครึ่งหลังของปี 2564 น่าจะมีแรงกดดันน้อยลง เนื่องจาก

          o คาดการณ์ว่า แรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะลดน้อยลงในครึ่งปีหลัง และอาจเริ่มกลับมามียอดเกินดุลได้ในระดับหนึ่ง หากมีความคืบหน้าในโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่

         o ธปท. ยังคงมีกลไก/เครื่องมือที่สามารถดูแลปริมาณสภาพคล่องโดยรวมในระบบให้อยู่ในระดับที่เพียงพอกับความต้องการ โดยธปท. ยังมีพันธบัตรธปท. ที่กำลังจะครบกำหนดในช่วงที่เหลือของปี 2564 อีกประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถทยอยปล่อยให้พันธบัตรธปท. ไถ่ถอนเพื่อเติมเม็ดเงินสภาพคล่องกลับไปให้กับผู้ถือพันธบัตรธปท. ซึ่งเม็ดเงินในส่วนนี้ก็จะถูกใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจต่อไป  นอกจากนี้ธปท. ยังเริ่มชะลอวงเงินการออกพันธบัตรใหม่บางรุ่นตามแนวทางที่มีการประกาศไว้เมื่อปลายปี 2563 เพื่อช่วยลดความแออัดของของปริมาณพันธบัตรภาครัฐที่จะออกใหม่ในปีนี้ด้วยเช่นกัน

         o กระทรวงการคลังสามารถปรับใช้เครื่องมือระดมทุนที่หลากหลาย (ทั้งตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน การกู้เงินระยะยาว และการออกพันธบัตร) และสามารถจัดสรรวงเงินและปรับจังหวะเวลาการกู้เงินผ่านแต่ละเครื่องมือเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดในภาพรวมได้

         o ยอดคงค้างสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงอยู่ในระดับสูง ที่ 5.06 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาทเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนที่เกินจากที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท.

 แม้ประเด็นด้านสภาพคล่องยังอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองตามเดิมว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจกดดันต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรให้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะที่เหลือของปี 2564อาทิ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่น่าจะขยับขึ้นตามสัญญาณเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ณ สิ้นปี 2564 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอาจขยับสูงขึ้นไปที่กรอบ1.70-2.10% (จากระดับ 1.28% ณ สิ้นปี 2563)ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีอาจปรับตัวขึ้นไปที่กรอบ 0.50-0.90%(จากระดับ 0.39%  ณ สิ้นปี 2563)โดยแนวโน้มขาขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวย่อมจะส่งผลทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนขยับสูงขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่อันดับเครดิตต่ำกว่า A ลงไป นอกจากนี้การที่เงินฝากของภาคธุรกิจและครัวเรือนมีการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นผลจากการทยอยใช้สภาพคล่องเพื่อประคองสถานการณ์ในช่วงที่โควิด 19 ยืดเยื้อกินเวลามาเกินกว่า 1 ปีแล้วนั้น คงมีผลกระทบต่อความต้องการลงทุนในตราสารหนี้บางประเภทด้วยเช่นกัน(จากข้อมูลล่าสุด จะเห็นว่า แม้ยอดคงค้างเงินฝากในระบบธพ. จดทะเบียนในประเทศเริ่มกลับมาไต่ระดับขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2564 คล้ายๆ กับช่วงการระบาดของโควิดระลอกแรก แต่ในรอบนี้ยอดคงค้างเงินฝากเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 1.2 แสนล้านบาทต่อเดือน ต่ำลงเมื่อเทียบกับภาพการขยับขึ้นของเงินฝากที่สูงถึงเกือบเดือนละ 5.0 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน)

สุดท้ายนี้ ประเมินว่า ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะอิงกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินและสภาพเศรษฐกิจไทยมากกว่า

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...