โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เกิดอะไรขึ้นกับ CPALL? ‘กำไรร่วงหนัก’ ผลงานต่ำกว่าที่คาด

The Bangkok Insight

อัพเดต 24 พ.ค. 2564 เวลา 03.07 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 03.07 น. • The Bangkok Insight

หุ้น CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) คือหนึ่งใน หุ้นขวัญใจมหาชน ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 1 หมื่นสาขา CP Fresh Mart กว่า 400 สาขา Makro ประมาณ 140 สาขา และล่าสุดกับการควบรวมกิจการ "โลตัส" ที่มีสาขาในไทยกว่า 2,000 สาขา

CPALL รายการผลประกอบการ ประจำไตรมาส 1 ปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 133,371.87 ล้านบาท ปรับลดลง 2.87% จากไตรมาสที่ผ่านมา (QoQ) และปรับลดลง 9.35% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,599.06 ล้านบาท ปรับลดลง 27% จากไตรมาสที่ผ่านมา (QoQ) และปรับลดลง 54% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน (YoY)

ผลประกอบการที่ CPALL รายงานออกมา ค่อนข้างสร้างความผิดหวังต่อตลาดพอสมควร แม้ว่าทุกคนจะพอทราบกันอยู่แล้วว่า นี่คงไม่ใช่ไตรมาสที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะโดนผลกระทบจากโควิด-19 แต่ตัวเลขกำไร 2,500 ล้านบาท นั้นต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ในตอนแรก  หลายบทวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่า บริษัทจะมีกำไรใไตรมาสนี้สูงกว่า 3,000 ล้านบาท

ทำให้หลังประกาศงบเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 หนึ่งวันหลังจากนั้นราคาหุ้น CPALL ก็ร่วงลงถึง -4.53% หรือ ลดลง 2.75 จุด และหากนับตั้งแต่วันที่ 12 จนถึงล่าสุดในวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 ราคาหุ้นดิ่งลงเกือบ -5% ในเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว

 

คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับ CPALL ลองมาดูกันครับ

1. กำลังซื้อผู้ของบริโภคยังไม่ได้กลับมาจริงๆ

จะเห็นว่ายอดขายสาขาเดิม (SSS) ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ หดตัวลง 18% จากปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการลดลงต่อเนื่อง แปลว่ากำลังซื้อยังอ่อนแอ และไม่ได้กลับมาอย่างที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภค ซึ่งก็กระทบไปสู่ต้นทุนต่อหน่วยของ CPALL ที่มากขึ้นด้วย เพราะว่ามีต้นทุนคงที่จากศูนย์กระจายสินค้า แต่จำนวนที่ขายได้ลดน้อยลง 

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่กำไรของ CPALL ยังอ่อนแอ เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยอื่นๆ อาจเป็นเพราะบริษัทไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น เราชนะ, คนละครึ่ง, ม33เรารักกัน และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

2. ต้นทุนทางการเงินจากดีลเทสโก้เอเชีย

ไตรมาสนี้ CPALL จบดีลการซื้อกิจการเทสโก้เอเชีย ทำให้มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเกี่ยวกับดีลดังกล่าวราว 900 ล้านบาท เกิดจากการกู้ยืมเงินระยะสั้นวงเงิน 84,000 ล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนเงินทุนเฉลี่ย 4.6-4.7% ต่อปี ประกอบกับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดยมีการรีแบรนด์ใหม่จาก "เทสโก้ โลตัส" เป็น"โลตัส" จึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ แถมยังไม่สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

มุมมองระยะยาวหุ้น CPALL

จากการสำรวจบทวิเคราะห์หุ้น CPALL เจอว่าทั้ง บล.เอเชีย พลัส, บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บล.หยวนต้า มองตรงกันว่านี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของ CPALL แต่แรงกระแทกที่หนักจริงๆ จะรออยู่ในไตรมาส 2 เพราะร้านสะดวกซื้อต้องลดเวลาให้บริการลงจากการระบาดระลอกสาม และยังมีต้นทุนรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นที่กู้มาซื้อกิจการโลตัสอีกด้วย 

CPALL น่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หากภาครัฐอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และเร่งกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้าง แต่อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำ "ซื้อ" หุ้น CPALL เพียงแต่ปรับราคาเป้าหมายลงไปเยอะทีเดียว!!

โดยราคาหุ้น ปิดตลาดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564  ราคาปิดที่ 57.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...