โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตรวจต่างด้าว ‘โรงงานอาหารทะเล’ มหาชัย ติดโควิด 900 ราย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ม.ค. 2564 เวลา 04.19 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 04.06 น.
ภาพประกอบข่าว : Photo by STR / AFP

โควิด-19 สมุทรสาครลามไม่หยุด แรงงานต่างด้าวติดเชื้อเกือบ 1,000 คน แค่โรงงานอาหารทะเลแห่งเดียว ตัวเลขพุ่งกว่า 500 คน ส่งผลธุรกิจอาหารทะเล-แช่เยือกแข็งบนถนน “เศรษฐกิจ 1” เกิดภาวะช็อก หวั่นส่งออกมีปัญหา สมาคมแช่เยือกแข็งขอให้ตรวจแรงงานทั้งหมด สอดคล้องกับสภาอุตสาหกรรมสมุทรสาครต้องการให้ตรวจโรงงานทั้งหมดเช่นกัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรสาคร นับจากการพบผู้ป่วยรายแรกที่ตลาดค้ากุ้ง เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ณ วันที่ 4 มกราคม ปรากฏมีผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมด 2,871 ราย แบ่งเป็น แรงงานต่างด้าว 2,272 ราย คนไทย 599 ราย

ทั้งหมดนี้มาจากการค้นหาเชิงรุก 20,725 ราย มีการส่งตรวจ lab ไปแล้ว 16,333 ราย จากข้อเท็จจริงที่ว่า จำนวนแรงงานต่างด้าวที่ตรวจเชิงรุกนั้นยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในจังหวัด ที่คาดการณ์กันว่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 400,000-500,000 คน ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดมีตัวเลขพุ่งสูงมาโดยตลอด และพร้อมที่จะแพร่ออกไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย หากรัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมการระบาดในจังหวัดสมุทรสาครได้ในเร็ววันนี้

แน่นอนว่าแหล่งรังโรคใหญ่ของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นในตลาดค้าสินค้าอาหารสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดกลางค้ากุ้งสมุทรสาคร กับตลาดทะเลไทย ที่มีสินค้าสัตว์น้ำทะเลเข้าสู่ตลาดวันละหลายร้อยตัน จนจังหวัดสมุทรสาครได้ชื่อว่า เป็นเมืองหลวงของสัตว์น้ำทะเล และเป็นแหล่งวัตถุดิบขนาดใหญ่ของโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารทะเลทั้งแช่เยือกแข็งและแปรรูปที่ตั้งกระจายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

ดังนั้น การระบาดของโควิด-19 ผ่านทางแรงงานต่างด้าวจึงลุกลามใหญ่โตเข้าสู่พื้นที่ภายในโรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจเชิงรุกในช่วงปีใหม่ ส่งผลให้เกิดความกังวลไปทั่วทั้งในหมู่แรงงาน ผู้อยู่อาศัยภายในจังหวัด และเจ้าของโรงงาน ที่เกรงว่าหากข่าวกระจายออกไปว่า แรงงานในโรงงานทั่วสมุทรสาครติดเชื้อโควิดเป็นจำนวนมากก็จะถูกประเทศผู้นำเข้าสั่งห้ามนำเข้า หรือตรวจทางด้านสุขอนามัยเข้มงวดมากขึ้น

ติดโควิดในแรงงานหนัก

แหล่งข่าวจากวงการค้าอาหารทะเล จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ตอนนี้ “หนักมาก” จากการตรวจเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่พักอาศัยรอบ ๆ โรงงานผลิตอาหารทะเลในแต่ละวันพบแรงงานติดเชื้อเป็นจำนวนหลายร้อยรายไปจนถึงเกือบถึง 1,000 รายคน

ที่สำคัญ แหล่งที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานผลิตปลากระป๋องและอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็ง บริเวณถนนเศรษฐกิจ 1 ต.ท่าทราย อ.เมืองสมุทรสาคร หรือห่างจากตลาดกลางกุ้งที่เป็นแหล่งรังโรคขนาดใหญ่เพียง 1.4 กม.เท่านั้น

จากการตรวจเชิงรุกแรงงานบางส่วนในโรงงานอาหารทะเลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งประมาณ 4,000 คน ปรากฏพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ประมาณ 900 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่จังหวัดสมุทรสาครทยอยประกาศออกมาอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2564 พบแรงงานต่างด้าวติดเชื้อรายใหม่ 455 คน

และวันที่ 4 มกราคม 2564 พบตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ 396 คน โดยมีข้อน่าสังเกตว่าจังหวัดสมุทรสาครไม่ยอมประกาศสถานที่ที่เข้าตรวจเชิงรุกในพื้นที่ใด เวลาไหน และโรงงานใดบ้างที่พบการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ให้กับประชาชนในจังหวัดได้ทราบ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วทั้งจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีปฏิบัติในจังหวัดอื่น ๆ อาทิ ระยอง-ชลบุรี-จันทบุรี ที่มีการประกาศไทม์ไลน์สถานที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อให้ทุกคนได้รับทราบอย่างชัดเจน

“มีการพูดกันมากว่า ที่จังหวัดไม่ยอมประกาศว่ามีแรงงานในโรงงานใดติดเชื้อโควิด-19 นั้นอาจจะเป็นความกลัวของเจ้าของโรงงานว่า สินค้าส่งออกของตนจะถูกแบน ห้ามส่งออกจากประเทศผู้นำเข้า เนื่องจากแรงงานในโรงงานติดเชื้อโควิด แต่ไม่ยอมปิดโรงงานเพื่อกักกันโรคระบาด

ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่ตัวสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าแช่เย็นแช่แข็งจำพวกอาหารทะเลและภาชนะบรรจุสินค้าอาหารสำเร็จรูป อาจจะมีการปนเปื้อนการติดเชื้อเล็ดลอดออกไปได้ เหมือนกับที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในต่างประเทศ แต่ก็ยอมรับกันว่าโอกาสที่จะปนเปื้อนในอาหารทะเลกระป๋องนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากระบบการบรรจุกระป๋องจะมีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง เชื้อไวรัสตายหมดไม่สามารถปนเปื้อนเข้าไปได้ แต่สำหรับอาหารแช่แข็งหรือตัวภาชนะบรรจุภัณฑ์ไม่มีใครรับประกันการปนเปื้อนได้ 100%” แหล่งข่าวกล่าว

จับตาถนนเศรษฐกิจ 1 แหล่งโรงงานอาหารทะเล

มีรายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานอาหารในสมุทรสาครเข้ามาว่ากรณีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดในแรงงานต่างด้าวและแรงงานคนไทยเป็นจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในโรงงานอาหารทะเล ทำให้ผู้ประกอบการในวงการอาหารทะเลแช่เยือกแข็งที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองสมุทรสาครถึงกับตกอยู่ใน “ภาวะชะงักงัน” ไล่มาตั้งแต่โรงงานที่ตั้งอยู่บริเวณถนนเศรษฐกิจ 1 ในรัศมีห่างออกไปเพียง 1-5 กิโลเมตร ล้วนเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเล/อาหารแช่เย็นแช่แข็งและปลากระป๋องรายใหญ่ที่ส่งออกไปตีตลาดทั่วโลก มีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี แทบทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ถนนเศรษฐกิจ 1 เป็นที่ตั้งของโรงงานอาหารทะเลชั้นนำ อาทิ บริษัท พัทยาฟู้ด อินดัสตรี, บริษัท ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบริษัทในเครือตั้งโรงงานกระจายอยู่ในละแวกเดียวกันหลายโรงงาน, บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน), บริษัท รอยัลฟู้ดส์ จำกัด และบริษัท เอเชียนแปซิฟิคแคน จำกัด เป็นต้น

ล่าสุดสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ซึ่งบรรดาโรงงานอาหารทะเลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสมาชิกอยู่ ได้มีการประชุมกันและมีมติที่จะมีการตรวจค้นหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในพนักงานทั้งหมดในแต่ละโรงงานของสมาชิกทุกแห่งในจังหวัดสมุทรสาครด้วย “แต่มีการหารือกันว่า หากให้แต่ละโรงงานไปตรวจโควิด-19 กันเอง จะต้องเสียค่าใช้จ่ายรายละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท จึงมีการเสนอว่าควรหารือกับสำนักงานประกันสังคม นำเงินที่เก็บไปทุกเดือนเข้ามาช่วยในเรื่องค่าตรวจค้นหาเชื้อโควิดได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องรอว่าภาครัฐจะว่าอย่างไรต่อไปด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาครเข้ามาว่า ขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกในสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาครมากกว่า 100 แห่ง มีแผนที่จะตรวจค้นหาเชิงรุกเชื้อโควิดในโรงงานต่าง ๆ ทุกอำเภอในจังหวัดสมุทรสาครด้วย โดยเบื้องต้นจะพุ่งเป้าไปยังพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ที่มีการระบาดของโรคมากที่สุดก่อน

ทุ่ม 200 ล้าน สุ่มตรวจพื้นที่เสี่ยง

รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) ครั้งที่ 1/2564 มีนายสุทธิ สุโกศล เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่อง การเพิ่มสิทธิตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เชิงรุกในสถานประกอบการสำหรับพื้นที่เสี่ยง รายละเอียดประกอบด้วย 1) ให้ปรับแก้ร่างประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ และอัตราค่าบริการทางการแพทย์กรณีคัดกรองการติดเชื้อ

ไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019) เชิงรุกในสถานประกอบการที่เสนอ โดยมีหลักเกณฑ์และอัตราดังต่อไปนี้ จังหวัดที่จะมีการสุ่มตรวจเป็นจังหวัดที่อยู่ในระดับการควบคุมสูงสุด ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้อง การสุ่มตรวจในสถานประกอบการทั้งจำนวน วิธีการ และอัตราค่าตรวจให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพฯเห็นชอบ

โดยในการสุ่มตรวจโควิด-19 ข้างต้น ในระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 64 จะใช้เงินไม่เกิน 200 ล้านบาท เพื่อรองรับการสุ่มตรวจได้ไม่น้อยกว่า 100,000 คน ทั้งนี้การสุ่มตรวจในแต่ละจังหวัดให้สำนักงานประกันสังคมหารือและพิจารณาร่วมกับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายธีระวิทย์ วงศ์เพชร คณะกรรมการประกันสังคม ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า สำหรับวิธีการดำเนินงานจะสุ่มตรวจในสถานประกอบการที่ค่อนข้างเสี่ยงสูงเป็นอันดับต้น ๆ และมีแรงงานต่างด้าวอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในพื้นที่เป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ เช่น จังหวัดสมุุทรสาคร

ทั้งนี้ ในที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมมีข้อกังวลใน 2 ประเด็น คือ 1) หากสุ่มตรวจแล้วพบแรงงานติดเชื้อโควิด-19 จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ในการรักษาพยาบาล เพราะในขณะนี้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน และ 2) การติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่จะกระทบต่ออันดับการค้ามนุษย์ หรือ tier ของประเทศไทยหรือไม่ด้วย

“ทียู” พนักงานติดโควิด 69 ราย ในโรงงานสมุทรสาคร

ล่าสุด นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือทียู เผยว่า ณ วันที่ 5 มกราคม 2564 พนักงานไทยยูเนี่ยนจำนวน 23,630 คน หรือมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว โดยจำนวนพนักงานที่ปฏิบัติงานในจังหวัดสมุทรสาครมีทั้งสิ้น 27,552 คน

และได้รับผลการตรวจยืนยันโดยวิธี PCR มีพนักงานที่ติดเชื้อเพียง 0.29 เปอร์เซ็นต์ หรือ 69 คน บริษัทได้ทำการแยกพนักงานกลุ่มดังกล่าวเพื่อกักตัวและส่งรักษากับทางภาครัฐต่อไปหากมีอาการใดๆ ทั้งนี้การตรวจทั้งสิ้นจะแล้วเสร็จในช่วงสัปดาห์หน้า

“ผมขอย้ำตรงนี้ว่าพนักงานของเราทุกคนจะได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของเราทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างดี โดยไม่จำกัด อายุ เพศ หรือเชื้อชาติ เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าการผลิตของไทยยูเนี่ยนจะดำเนินอย่างต่อเนื่อง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...