“ภาวะตาแห้ง” อันตรายใกล้ตัว ของคนยุคโซเชียล
สำนักข่าวไทย 10 มิ.ย. 63 - “ตาแห้ง” ภาวะที่พบได้ง่ายในมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องทำงานผ่านหน้าจอทั้งวัน แล้วภาวะตาแห้งคืออะไร มีอาการแบบไหน ป้องกันได้อย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ
ภาวะตาแห้งคืออะไร?
ตาแห้ง (Dry eye หรือ Xerophthalmia) เป็นภาวะที่ฟิล์มน้ำตาที่ฉาบอยู่บริเวณผิวหรือเนื้อเยื่อส่วนหน้าของลูกตา มีจำนวนหรือคุณภาพไม่เพียงพอที่จะหล่อลื่น ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบตา ตาแห้ง ไม่สบายตา
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวไว้ในบทความ แสบตา ปวดตา น้ำตาไหล…ใครว่าฉันตาแห้ง!!! ว่า
ในภาวะปกติ ฟิล์มน้ำตาที่ผิว/เนื้อเยื่อส่วนหน้าของลูกตามีด้วยกัน 3 ชั้น จากชั้นนอกสุดไปถึงชั้นในสุด ได้แก่
1. ชั้นไขมัน สร้างจากต่อมที่เรียกว่า Meibomian gland ที่อยู่ภายในเปลือกตา/หนังตา
หากน้ำตาชั้นไขมันบกพร่อง มักเกิดจากโรคของเปลือกตาหรือหนังตาที่มีการเสียหายของต่อม Meibomian gland เช่น ผู้ป่วยโรค Rosacea, โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง โรคเปลือกตาหรือหนังตาอักเสบเรื้อรัง เรียกว่าภาวะต่อม Meibomian ไม่ทำงาน (Meibomian gland dysfunction เรียกย่อว่า ภาวะ MGD)
2. ชั้นสารน้ำ สร้างจากต่อมน้ำตาที่เรียกว่า Lacrimal gland
หากชั้นสารน้ำบกพร่อง จะเกิดภาวะ Keratoconjunctivitis sicca (KCS) เช่น ในโรค Sjogren โรคโอโตอิมมูนหรือโรคภูมิต้านตนเองชนิดหนึ่งซึ่งมีผลให้ต่อมต่าง ๆ ที่มีหน้าที่สร้างสารหล่อลื่นหรือสารน้ำเสียหายทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อต่าง ๆ แห้งผิดปกติ ภาวะต่อมน้ำตาไม่ทำงาน ภาวะตาปิดไม่สนิทจากอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้า ตลอดจนโรคเอดส์
3. ชั้นน้ำเมือก สร้างจากเซลล์ที่เรียกว่า Goblet cell ในเยื่อบุตาและในกระจกตา
หากขาดน้ำเมือก มักพบใน ภาวะลูกตาได้รับภยันตรายจากสารเคมี,โรคออโตอิมมูน หรือโรคภูมิต้านตนเอง, ภาวะขาดวิตามินเอ, โรคริดสีดวงตาเรื้อรัง ตลอดจนจากการแพ้ยาต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความผิดปกติของผิวหนังรอบ ๆ ตาร่วมกับเยื่อบุตา เช่น โรคสะตีเวนส์จอห์นสัน (Steven’s Johnson syndrome)
สาเหตุของการเกิดภาวะตาแห้ง
- มีการสร้างน้ำตาน้อยกว่าปกติ
- ส่วนประกอบของน้ำตาผิดปกติ เนื่องจากน้ำตาระเหยเร็วกว่าปกติ
- อายุมากขึ้น เซลล์ต่อมน้ำตาจะเสื่อมเช่นเดียวกับเซลล์ทุกชนิดของร่างกาย การสร้างน้ำตาจึงน้อยลง
- เป็นโรคเบาหวาน เพราะจะส่งผลให้เกิดการอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อของเซลล์ต่อมน้ำตา จึงสร้างน้ำตาลดลง
- การทำเลสิก เนื่องจากจะมีการตัดเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระจกตา ทำให้ไม่มีตัวกระตุ้นให้สร้างน้ำตา น้ำตาลดลงชั่วคราวช่วง 1-6 เดือนแรก
- ใช้คอนแทคเลนส์
- ตาที่ได้รับอุบัติเหตุทำให้หนังตา ไม่แนบกับผิวลูกตา น้ำตาจึงระเหยได้ง่าย
- การใช้ยาบางชนิดประจำ เช่น ยาหยอดตารักษาต้อหิน ยารับประทานที่มีฤทธิ์ต้านการทำงานของระบบประสาทรวมทั้งประสาทต่อมน้ำตา เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาคลายเครียด ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
อาการของภาวะตาแห้ง
- มีความรู้สึกฝืดในตาเหมือนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง
- ระคายเคืองตา
- ไม่สบายตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
- ตาพร่า แพ้แสง
- ตามัวลง อาจเห็นภาพซ้อน
*อาการดังกล่าวข้างต้น จะเป็นมากขึ้นเมื่อใช้สายตามากขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือดูทีวี หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมบางภาวะ เช่น อยู่ในห้องแอร์
การป้องกันและรักษาภาวะตาแห้ง
1. ปรับสิ่งแวดล้อม
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การอยู่ในสถานที่มีฝุ่นละออง ควันบุหรี่ เลี่ยงการใช้พัดลม หรือ อยู่ในห้องแอร์นาน ๆ
สำหรับมนุษย์ออฟฟิศที่จำเป็นต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ควรจัดโต๊ะและเครื่องคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม หรืออาจใช้แว่นตาที่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ในขณะทำงาน
2. รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ
อาจมีโรคบางชนิดที่เป็นสาเหตุของภาวะตาแห้ง เช่น เปลือกตา/หนังตาอักเสบ ทำให้มีการทำลายต่อม Meibomian ซึ่งหากมีภาวะหนังตาอักเสบ ควรรักษาความสะอาดขอบตา ลดการใช้ยาต่าง ๆ ที่ทำให้มีการสร้างน้ำตาน้อยลง
3. การใช้น้ำตาเทียม ซึ่งอาจเป็นรูปของน้ำใส เป็นเจล หรือ ขี้ผึ้ง
น้ำตาเทียมแบบน้ำใส ข้อดีคือใช้ง่าย ไม่ทำให้ตามัว แต่ต้องหยอดบ่อย มี 2 ชนิด คือ
ชนิดมีสารกันเสีย มักบรรจุในรูปแบบเป็นขวด สามารถใช้ได้นานถึงประมาณ 1 เดือน
ชนิดรูปแบบที่เป็นกะเปาะ ไม่มีสารกันเสีย จึงใช้ได้ไม่เกิน 24 ชม. มักทำในรูปกะเปาะพลาสติกเล็กๆ มีน้ำตาเทียมอยู่ 4-8 หยด
น้ำตาเทียมชนิดเจล หรือขี้ผึ้ง ข้อดีคืออยู่ในตาได้นานกว่า แต่อาจเหนียวเหนอะหนะ ทำให้ตามัวลงมักนิยมใช้ก่อนนอน
4. ใช้คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ
ปัจจุบันมีการใช้คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษที่เรียก Scleral lens ซึ่งมีความโค้งที่แตกต่างจากคอนแทคเลนส์ธรรมดา ทำให้อุ้มน้ำตาอยู่ได้มากขึ้น
ทำงานมาทั้งวันแล้วอย่าลืมพักสักหน่อย ถนอมสายตา ป้องกันภาวะตาแห้งกันนะคะ.-สำนักข่าวไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก : บทความ แสบตา ปวดตา น้ำตาไหล…ใครว่าฉันตาแห้ง!!! โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย