โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครัวเรือนหนี้ท่วม130% ธปท.หวั่นเศรษฐกิจติดหล่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ย 2562 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2562 เวลา 03.40 น.

ผู้ว่าการแบงก์ชาติย้ำความกังวลปัญหา “หนี้ครัวเรือน” บั่นทอนเศรษฐกิจยั่งยืน เผยสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ครัวเรือนสูงถึง 130-140% แถม “หนี้คนรุ่นใหม่” เพิ่มตามการใช้อินเทอร์เน็ตชูบทบาทกำกับสถาบันการเงินส.ธนาคารไทย แตะเบรกผ่อน 0% สินค้าไม่ก่อประโยชน์ เลิกแคมเปญกระตุ้นผู้มีรายได้น้อย “ซีพีเอฟ” ร่วมแรงทำโครงการ “ปลดหนี้-สร้างสุข” พนักงาน 1,200 คน กยศ.ฉีดวัคซีน “คนดีมีวินัย” ลดการเบี้ยวหนี้การศึกษา

ครัวเรือนหนี้ท่วม 130%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยระหว่างร่วมงานสัมมนาหัวข้อ “แนวพระราชดำริ ภูมิคุ้มกันสังคม วัคซีนธุรกิจยั่งยืน” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 78.7% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจแมคโคร แต่ที่สำคัญมากกว่าคือระดับไมโคร

“ถ้าไปดูคุณภาพของลูกหนี้ และลูกหนี้ตามประเภทต่าง ๆ มีความน่ากลัวมากกว่าเยอะ เพราะเราเอาข้อมูลทุกสัญญาจากเครดิตบูโรมาดู พบว่าคนเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และผู้กู้อายุ 29-30 ปี พบว่า 1 ใน 5 ของกลุ่มนี้เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) หมายความคนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต คนที่เป็นผู้นำครอบครัว เป็นพนักงานจะกลัวโทรศัพท์มาตามหนี้ หรือหนี้ภาคเกษตรที่เห็นว่าเป็นการกู้ไปทำธุรกิจ ส่วนหนึ่งก็เป็นหนี้เกษตรกร ซึ่งพบว่าอายุ 60 ปีไปแล้วหนี้ก็ยังไม่ลด คือเมื่อดูลงไปในระดับไมโครปัญหาเยอะมาก ”

นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 78.7% ของจีดีพี ยังไม่รวมหนี้ กยศ. (กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา) และหนี้นอกระบบ ขณะที่แชร์ของจีดีพีส่วนใหญ่มาจากบริษัทใหญ่ ๆ จีดีพีที่เพิ่มขึ้นมาจากบริษัทใหญ่ ๆ แต่ถ้าไปดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ พบว่าสูงถึง 130-140% เพราะรายได้ครัวเรือนไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และตัวเลขหนี้เพิ่มเร็วกว่า รายได้ภาคครัวเรือน อย่างเรื่องมาตรการแอลทีวีที่ออกมา เพราะเกิด “สินเชื่อเงินทอน” ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของหนี้ครัวเรือนที่คนไม่ได้ตั้งใจ

“ส่วนหนึ่ง ธปท.ส่งสัญญาณไปในส่วนที่กำกับว่า คุณทำธุรกิจแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ทั้งแบงก์ บริษัทบัตรเครดิต บริษัทสินเชื่อบุคคล และอีกด้านหนึ่งคือการส่งสัญญาณให้กับส่วนที่ ธปท.ไม่ได้กำกับด้วย เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญที่จะร่วมกัน เพราะถ้าเรากำกับด้านเดียวก็เหมือนน้ำปิดด้านนี้ก็ไปออกอีกทาง ก็ต้องพยายามสร้างการรับรู้ ร่วมมือกันทุกฝ่าย”

เสพออนไลน์นานหนุน “หนี้เพิ่ม”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ จากการศึกษาของ ธปท.เห็นชัดว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องหนี้ลดลง ทำงานเดือนแรกก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว เพราะมีผ่อน 0% 6 เดือน นอกจากนี้ก็มีการซื้อของทางอินเทอร์เน็ตกันตลอดเวลา มีผลศึกษาของแบงก์ชาติที่ไปดูเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายพบว่า สัดส่วนการเป็นหนี้ขึ้นกับระยะเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวัน

“เพราะนี่คือพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ซื้อสินค้าผ่านไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเห็นชัดว่าเรื่องการก่อหนี้เป็นเรื่องหลากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่แบงก์ชาติทำได้คือคุมสถาบันการเงินที่กำกับด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แต่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการวางแผนทางการเงินคือโจทย์ใหญ่ของประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล หรือของใครคนใดคนหนึ่ง แน่นอนว่าภาครัฐเป็นตัวกำหนดกรอบสร้างระบบนิเวศ แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันในบทบาทที่แตกต่าง รวมทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ

“แบงก์ชาติก็มีหน้าที่ต้องออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลให้เหมาะสม ไม่ให้สถาบันการเงินแข่งขันจนไปซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น ที่ผ่านมาจึงออกเกณฑ์เรื่องบัตรเครดิต เรื่องสินเชื่อส่วนบุคคล LTV สินเชื่อที่อยู่อาศัย และล่าสุดก็เรื่องสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ แต่ ธปท.ก็ไม่ได้กำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินทุกราย อย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ ลีสซิ่งก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของเรา”

นอกจากนี้ ในเวทีสัมมนาหัวข้อ “แนวพระราชดำริ ภูมิคุ้มกันสังคม วัคซีนธุรกิจยั่งยืน” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงการสร้างภูมิคุ้มกัน วัคซีนธุรกิจยั่งยืนใน 3 ประเด็น คือ 1.ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น และใช้ความเก่งอย่างเต็มความสามารถ 2.ไม่เบียดบังทรัพยากรหรือคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไปมาใช้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น การตั้งงบประมาณขาดดุลมาก ๆ ก็ถือว่าเป็นการเบียดบังเอาภาษีของคนในอนาคตมาใช้ในวันนี้ เป็นต้น และ 3.ทำอย่างไรให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี (safetyness) ในโลกยุคที่มีความผันผวนสูง

แบงก์แตะเบรกผ่อน 0%

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น มาพร้อมกับค่าใช้จ่าย ปัญหาคือรายได้ของคนไทยเติบโตไม่ทันกับค่าใช้จ่าย ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 78.7% ต่อจีดีพี ซึ่งพบว่าแบ่งเป็นหนี้ส่วนบุคคลสูงสุด 34% หนี้บ้าน 33% หนี้เพื่อธุรกิจ 18% ยานยนต์ 12% และบัตรเครดิต 3%

การมีหนี้ครัวเรือนสูงจะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงิน เพราะหากคนไม่จ่ายหนี้อาจส่งผลให้ระบบล้มได้ ขณะที่ผลศึกษาต่างประเทศระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่คาดว่าจะเป็นอันตรายต่อสภาพเศรษฐกิจอยู่ที่ 84% ต่อจีดีพี แต่ก็ใช่ว่า 78.7% ต่อจีดีพีจะไม่อันตราย เพราะขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละประเทศ

ธนาคารพาณิชย์มีการตระหนักเรื่องหนี้ครัวเรือน โดยมีการเซ็น MOU การปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ให้เหมาะสมกับภาวการณ์ต่าง ๆ และพิจารณาว่าลูกหนี้กู้ไปบริโภคโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ จากในอดีตอาจพิจารณาเพียงความสามารถในการชำระคืนเท่านั้น โดยขณะนี้หลาย ๆ ธนาคารก็ชะลอการกระตุ้นแคมเปญในกลุ่มที่จะเป็นการก่อหนี้เกินตัว

นายปรีดีกล่าวอีกว่า การปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบจะพิจารณาตั้งแต่สินเชื่อรายใหญ่ไปจนถึงรายเล็ก เช่น ในรายใหญ่ธนาคารจะระมัดระวังการให้สินเชื่อที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับรายเล็กจะพิจารณาถึงความจำเป็นหรือวัตถุประสงสค์ที่จะนำไปใช้ ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตโดยเฉพาะการทำ
โปรโมชั่นผ่อน 0% อาจจะลดลง โดยเฉพาะในส่วนที่จะกระตุ้นให้เกิดหนี้ที่ไม่จำเป็นอย่างไรก็ตาม โปรโมชั่น 0% สำหรับสินเชื่อที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่าย ธนาคารยังสนับสนุนอยู่

ตลท.หนุน บจ.สู่ความยั่งยืน

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท.ได้เดินหน้า 2 บทบาทหลัก คือ 1.การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมีความรู้และความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันแรกที่สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศก้าวผ่านพ้นกับดักความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้

“ส่วนใหญ่หนี้จำนวน 40-50% เป็นหนี้ระยะสั้น ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต หนี้รถยนต์ ขณะที่หนี้อสังหาริมทรัพย์ (กู้ซื้อบ้าน) ซึ่งเป็นหนี้ระยะยาวมีสัดส่วนเพียง 33% ของหนี้ครัวเรือนดังนั้น หากภาระหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น จะทำให้ลูกหนี้ต้องนำเงินอนาคตมาใช้ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การบริโภคในอนาคตลดลงและจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ”

ส่วนบทบาทที่ 2 คือ การสร้างภูมิคุ้มกันด้านธุรกิจ ในการสร้างคุณภาพให้กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยยกระดับการกำกับกิจการดูแลที่ดีมาสู่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมหรือ ESG โดย ตลท.ได้พัฒนาทั้งกฎเกณฑ์และความรู้ต่าง ๆ วางรากฐานให้ บจ.มีธรรมาภิบาลที่ดี ส่งผลให้บริษัทเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายขึ้นและเติบโตต่อไปได้ ปัจจุบันความน่าเชื่อถือของ บจ.ไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 5 ในทวีปเอเชีย รวมถึงยังมีกว่า 20 บริษัทได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มบริษัทระดับโลก

CPF ชู “ปลดหนี้-สร้างสุข”

นายปริโสทัต ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการบริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลใส่ใจปัญหาการก่อหนี้จากสิ่งที่ไม่จำเป็นของพนักงาน จึงได้จัดทำโครงการ “ปลดหนี้ สร้างสุข” มาตั้งแต่ปี 2558 ให้กลุ่มพนักงานฟาร์ม มีปัญหาหนี้สินจำนวนมาก

“ปัญหาหนี้สินของพนักงานที่พบ เช่น รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน แต่ก่อหนี้สินสูงถึง 18,000-19,000 บาท จากการซื้อรถกระบะ หนี้นอกระบบ บริษัทเล็งเห็นปัญหาจึงเข้าไปให้คำแนะนำเพื่อลดปัญหาหนี้สิน เพื่ออนาคตของพนักงาน เริ่มแรกก็ตั้งกองทุนช่วยเหลือพนักงาน แต่เนื่องจากพนักงานมีจำนวนมากถึง 70,000 คน ดึงสถาบันทางการเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็ต้องยอมรับว่าสถาบันทางการเงินก็มีเงื่อนไขในการเข้าโครงการ ดังนั้นเราจึงต้องคัดเลือกพนักงานที่จะเข้าโครงการเพื่อลดภาระหนี้ ทำแบบสอบถามเพื่อป้องกันเรื่องหนีหนี้ ต้องยอมรับว่ามีพนักงานที่เข้าร่วมโครงการได้และไม่ได้ เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาที่แท้จริง”

สิ่งสำคัญในการปลดหนี้คือ การให้ความรู้ คำแนะนำการวางแผนทางการเงิน ให้พนักงานทำบัญชีครัวเรือน เพื่อให้ทราบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการแนะนำให้พนักงานนำส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับทางธนาคารเข้ามาเก็บเป็นเงินออม ปัจจุบันมีพนักงานเข้าร่วมโครงการปลดหนี้ 1,200 ราย วงเงินกู้ประมาณ 380 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมองถึงความสำเร็จของโครงการในระยะยาว และความต่อเนื่องของโครงการยังได้ถ่ายทอดวิธีการช่วยเหลือ การดูแลพนักงานให้กับผู้จัดการฟาร์มที่จะขึ้นมาดูแลโครงการต่อไปด้วย เพื่อเป้าหมายความสุขของพนักงานและความยั่งยืนของธุรกิจ

“ขาดวินัย-จิตสำนึก” เบี้ยวหนี้

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ระบุว่าช่วง 20 ปีที่กองทุนปล่อยกู้กว่า 5.6 ล้านคน วงเงินรวม 6 แสนล้านบาท ผู้กู้ยืมเงินมีการชำระหนี้และปิดบัญชีเรียบร้อยประมาณ 1 ล้านคน ยังอยู่ระหว่างเรียน 1 ล้านคน และอีกราว 3 ล้านคนอยู่ระหว่างการชำระหนี้ พบสัดส่วน 50% ที่ผิดนัดชำระหนี้คิดเป็นมูลค่า 70,000 ล้านบาท และมีการฟ้องร้องบังคับคดีแล้ว 1.5 ล้านคดี

ส่วนที่ค้างชำระหนี้ กยศ.แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1) กลุ่มยากจน ที่ให้โอกาสเข้าถึงการศึกษา แต่บางส่วนแม้ว่าเรียนจบแล้วแต่ชีวิตยังไม่ดีขึ้น 2) กลุ่มขาดวินัยทางการเงิน ภายหลังเรียนจบก็มีภาระหนี้ใหม่ เช่น ซื้อบ้านและซื้อรถยนต์ ทำให้ไม่สามารถจ่ายหนี้ กยศ. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนค้างหนี้ชำระมากที่สุด และ 3) กลุ่มขาดจิตสำนึกคือมีรายได้พอชำระหนี้ได้แต่ไม่จ่าย

ทั้ง 3 กลุ่มนี้ถือว่า วัคซีนเข็มแรกคือการให้วัคซีนความรู้อย่างเดียวไม่น่าจะพอ ต้องปลูกฝังการออม การชำระหนี้ กยศ.ง่ายมาก จากอัตราหนี้เฉลี่ยแต่ละคน อยู่ที่ 100,000 บาทเท่านั้น ซึ่งให้เวลาชำระหนี้ถึง 15 ปี หากมีวินัยการใช้เงินก็สามารถใช้หนี้คืนได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...