โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียงร้อยบทสัมภาษณ์ “ป๋าเต็ดทอล์ก” SS 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง

BT Beartai

อัพเดต 30 ธ.ค. 2562 เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 04.25 น.
เรียงร้อยบทสัมภาษณ์ “ป๋าเต็ดทอล์ก” SS 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง

(บทความนี้เรียบเรียงจาก “ป๋าเต็ดทอล์ก” ซีซั่น 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง)

กำเนิดบิ๊กแอส

บิ๊กแอส (Big Ass) คือวงร็อกที่ถูกมองว่าเป็นวงเด็กช่าง ทั้งรูปลักษณ์ การแต่งกายและคาแรคเตอร์ ผู้ใดได้พบเห็นมักจะรู้สึกว่านี่หรือคือศิลปินที่ได้ออกเทปแล้ว ป๋าเต็ดบอกว่าบิ๊กแอสเหมือนวง Hot Wave ที่อายุเกินแล้วไปเข้าประกวดพวกเขาเป็นตัวแทนของคนอีกประเภทหนึ่งเป็นไอคอนของเด็กอาชีวะ

เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด็กซ์ อดีตนักร้องนำวงบิ๊กแอสเมื่อเรียนจบมัธยมสามที่ราชวินิตบางแก้วก็ไปต่อปวช.ที่โรงเรียนช่างก่อสร้างดุสิต รู้สึกไม่อยากเรียนสายสามัญอยากต่อสายอาชีพ เพราะว่าตอนนั้นตนเองชอบวาดรูป อยากออกแบบ เขียนแบบ เลยเลือกเรียนก่อสร้าง แด็กซ์บอกว่าชีวิตเด็กอาชีวะการตีกันเป็นเรื่องธรรมดาถ้าไม่มีถือว่าผิดปกติเพราะมันเป็นเรื่องของฮอร์โมน ธรรมดาของวัยรุ่นนั้นมักต้องการการยอมรับจากผู้อื่น การได้รับการยอมรับน้อยจากโลกของผู้ใหญ่ ได้ผลักให้พวกเขาไปทำอะไรบ้าบิ่น มีไปตีกันตามปกติของเด็กอาชีวะบ้างเหมือนกัน แต่ไม่รู้สึกกลัว แด็กซ์บอกว่า

“วัยรุ่นมันคิดนาทีต่อนาที”

แด็กซ์ได้เริ่มรู้จักกับอ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล มือกีตาร์บิ๊กแอส) เพราะเป็นรุ่นพี่ที่สถาบันเดียวกันแต่สนิทกันเหมือนเพื่อนจึงเริ่มตั้งวงดนตรีเล่นด้วยกัน ช่วงนั้นคนส่วนใหญ่ชอบฟังเพลงเพื่อชีวิต น้อยนักที่จะฟังเพลงเฮฟวี่หรือพวกแฮร์แบนด์ แด็กซ์ถือว่าอยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ ที่แลกเปลี่ยนกันฟังดนตรีที่พวกเขาชอบ ตอนนั้นอ๊อฟมีวงอยู่แล้วเลยชวนแด็กซ์มาเล่นที่ห้องซ้อม จากนั้นเหมือนถูกชะตาก็เลยอยู่ด้วยกันยาวเลย แด็กซ์บอกสนุกดีเหมือนกัน เหมือนร้องเพลงคาราโอเกะ

ชื่อวงBig Ass แด็กซ์เป็นคนคิดมาจากคำว่า “Big Ass- Bad Face” เป็นการตั้งชื่อเอาฮาอันมีที่มาจากรูปลักษณ์ของตัวเองและเพื่อนที่นอกจากจะก้นใหญ่แล้วหน้ายังแย่อีกด้วย บิ๊กแอสเริ่มไปประกวดตามเวทีต่างๆพอได้ขึ้นไปสัมผัสสนามจริงก็เริ่มมีประสบการณ์ จนได้ออกผลงานชุดแรก “Not Bad” (2540) ในที่สุด แด็กซ์รู้สึกประสบความสำเร็จ ภูมิใจ เพราะในตอนนั้นการออกเทปถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ตอนนั้นยังเรียนอยู่เลยและไม่เคยบอกที่บ้าน เรียนไปด้วยและทำเพลงควบคู่กันไป แต่พอที่บ้านรู้ก็ไม่ค่อยได้ตื่นเต้นสักเท่าไหร่

ต่อมาบิ๊กแอสก็ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 2 กับทาง Music Bugs ในปีพ.ศ. 2543 นั่นคือ “XL” มีเพลงดังอย่าง “ก่อนตาย” “ศักดิ์เอ๋ย” “รักเขาให้เท่าฉัน” และ “เธอเก็บฉันไว้ทำไม” 3 ปีต่อมา ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 3 “My World” มีเพลงดังอย่าง “ไม่ค่อยเต็ม” “เหตุผลง่าย ๆ” และ “ทิ้งไว้ในใจ” ซึ่งเป็นอัลบั้มที่มีความลงตัวเป็นอย่างมาก บิ๊กแอสเริ่มเห็นแนวทางในการทำเพลงให้โดนใจคนหมู่มาก ซึ่งในเวลาต่อมาแนวคิดและรูปแบบในการทำงานจาก “My World” ได้ถูกนำมาใช้ในอัลบั้มต่อไปนั่นก็คือ“Seven” อัลบั้มแรกที่ทางวงออกกับค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง“แกรมมี่” 

เมื่อก้าวเข้าสู่ค่ายยักษ์ใหญ่แกรมมี่ในเวลาต่อมา บิ๊กแอสต้องเจอกับการโปรโมท การเป็นพรีเซนเตอร์ ก้าวเข้าสู่ชีวิตของการเป็นร็อกสตาร์ มีความรับผิดชอบมากขึ้นทำงานกับคนหมู่มากต่างวัยต่างระดับ ต้องรู้จักควบคุมตัวเองทำให้ต้องมีการปรับตัวทั้งการวางตัวและการทำงานเพลง งานเพลงของบิ๊กแอสมาจากชีวิตของสมาชิกวงถ่ายทอดออกมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ฟัง “เล่นของสูง” คือซิงเกิลแรกจากตอนที่เริ่มเข้ามาทำงานที่แกรมมี่ งานดนตรีชิ้นนี้เหมือนมีออร่าจับ มันแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มันเติบโตจากการเป็นเพียงวงเด็กช่างซึ่งงานเพลงในอัลบั้ม “Seven” (2547) นั้นพัฒนามาจากอัลบั้ม “My World” (2546) โดยมีเพลง “ก่อนตาย” จากอัลบั้ม “XL” (2543) เป็นต้นแบบเพลงที่ทำให้บิ๊กแอสได้พบแนวทางที่ใช้ในการทำเพลงที่โดนใจคนหมู่มาก

ทุ้มอยู่ในใจ : จุดเริ่มต้นของรอยร้าว

“ทุ้มอยู่ในใจ” บทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “SuckSeed ห่วยขั้นเทพ” (กำกับโดย หมู ชยนพ บุญประกอบ) ที่ วง บิ๊กแอสได้แต่งเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แด็กซ์เริ่มมีความรู้สึกอัดอั้นอยู่ข้างในใจ อย่างทีเรารู้กันว่าเพลงนี้นั้นได้สร้างความสับสนและงุนงงให้กับแฟนเพลงบิ๊กแอสเพราะมันเป็นเพลงเดียวที่ขับร้องโดยสมาชิกคนอื่นที่ไม่ใช่แด็กซ์นั่นก็คืออ๊อฟ (ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ทีมงานรวมไปถึงบทสัมภาษณ์ กบและอ๊อฟบิ๊กแอสในป๋าเต็ดทอล์ก EP.5-6 ทำให้เราได้รู้ความจริงว่า “พี่เก้ง จิระ มะลิกุล” โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นคนเลือกเวอร์ชันเดโมที่เป็นเสียงร้องของอ๊อฟ เพราะลองเอาไปวางก่อนที่จะได้ฟังเวอร์ชันที่แด็กซ์ร้องแล้วเข้ากันกับหนังได้ดี) ในความจริงแล้วแด็กซ์ได้อยู่ในกระบวนการทำเพลงชิ้นนี้ทุกขั้นตอนจนเสร็จเรียบร้อย แด็กซ์ซึ่งในเวลานั้นไม่รู้เรื่องนี้จึงเริ่มรู้สึกไม่พอใจ ว่าทำไมถึงไม่บอกแต่แรกตนเองจะได้ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องวุ่นวายตั้งแต่แรก จากนั้นจึงเริ่มมีกระแสว่าแด็กซ์ไม่ต้องร้องบิ๊กแอสก็ทำเพลงต่อได้ ยิ่งทำให้แด็กซ์เริ่มรู้สึกน้อยใจเพราะเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไร จนเก็บความรู้สึกขุ่นเคืองเอาไว้ข้างใน รู้สึก”ทุ้มอยู่ในใจ” ไปคนเดียวและสิ่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การแตกหักของวงบิ๊กแอสในเวลาต่อมา

จาก DAX BIG ASS สู่ DAX ROCK RIDER

 

หลังจากนั้นมีการประกาศข่าวออกมาว่า บิ๊กแอสจะมีการเปลี่ยนนักร้อง ทั้งวงเป็นคนประกาศออกมาในตอนนั้นในช่วงท้ายของวงบิ๊กแอสตอนที่แด็กซ์ยังเป็นนักร้องนำอยู่ ทุกคนมีงานอื่นทำกันหมด อ๊อฟเองก็โปรดิวซ์เพลงให้กับบอดี้สแลมส่วนกบ (ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง Big Ass) ก็เขียนเนื้อเพลงอยู่ แด็กซ์เริ่มรู้สึกว่าทุกคนมีงานยุ่ง เริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่บิ๊กแอสที่เคยเป็นก็เลยเริ่มแยกตัวออกมาและห่างเหินจากเพื่อนในวงมากขึ้นทุกที แด็กซ์เล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนในวงโทรมาบอกว่าหานักร้องคนใหม่แล้วนะ แด็กซ์ตอบกลับไปสั้น ๆ ว่า

“เรื่องของมึง มึงก็จัดการไปเลย”

แล้วจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ “มันไม่ใช่ที่ที่เราอยู่แล้ว” เหมือนเราถูกลดอะไรบางอย่างไป ไม่ใช่พวกกันแบบเดิม เริ่มสื่อสารด้วยข้อความทั้งที่สนิทกันแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นกลับไม่ค่อยคุยกัน แด็กซ์บอกว่าตอนนั้นใครอย่ามาพูดชื่อ “Big Ass” ให้ได้ยินรู้สึกไม่อยากได้ยิน ไม่เอาเลย ตอนช่วงที่วงออดิชันนักร้องใหม่แด็กซ์ก็ยังแสดงอยู่กับวงอยู่เลย

”ผมไม่ใช่เจ้าของมัน มันถูกสร้างมาด้วยคน 5 คน”

วงคิดยังไงก็ตัดสินใจไป แด็กซ์ไม่ได้ไปยื้อไปเหนี่ยวรั้งอะไร จากนั้นแด็กซ์ก็หยุดร้องเพลงไม่ทำงานเพลงเพราะมันไม่สนุกแล้ว จึงมาอยู่วงการยานยนต์ทำรายการทางช่องเคเบิลทีวี ทำRock Rider กับ หรั่ง Silly Fools หลังจากนั้นจึงเริ่มกลับมาสู่จุดเดิมที่เป็นนักร้องอีกครั้ง

หรั่งทำให้แด็กซ์อยากกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง หรั่งเริ่มชวนแด็กซ์มาร้องเพลงเวลา Silly Fools ออกทัวร์ แต่ตอนแรกแด็กซ์ยังไม่เอาด้วย หรั่งเลยชวนมาเล่นคอนเสิร์ตเพื่อขอรับบริจาคไปซื้อรองเท้าให้เด็กและถ่ายลงรายการ Rock Rider แด็กซ์เลยเริ่มกลับมาจับไมค์จริงจังอีกครั้ง ตอนนั้นร้องได้แย่มากเพราะทิ้งไปนาน เพลงที่ร้องก็เป็นเพลงของบิ๊กแอสต่อมาแด็กซ์เริ่มทำเพลงใหม่โดยมี Silly Fools มาช่วย ตอนนี้เริ่มสนุก เพราะร้องเพลงด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง ไม่รู้สึกกดดันเหมือนที่เคยเป็นมา หรั่งและต้น Silly Fools มาช่วยจนเสร็จ ออกมาเป็นซิงเกิลเดี่ยวชิ้นแรก “คนตายที่หายใจ” จนเข้ามาสู่ค่าย Me Records (ค่ายเดียวกันกับ Silly Fools ในปัจจุบัน) ภายใต้การชักชวนของ “ฟองเบียร์” จนมีออกมาอีก 4 ซิงเกิลคือ “กลับตัวกลับใจ” “โยนหินถามทาง” “อย่าปล่อยมือฉัน” และ “ครึ่งฝัน”

ก่อนหน้านี้หนึ่งปีบิ๊กแอสมีนักร้องใหม่ แด็กซ์มองว่ามันคนละสไตล์ แต่รู้สึกไม่ชินเวลาที่ได้ยิน แต่พอได้ยินในส่วนของดนตรีก็รู้ว่าเพลงนี้ใครทำ นึกถึงภาพตอนทำงานด้วยกันแต่ก็จะมีความคิดว่ามันน่าจะใส่ตรงนี้ เติมตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อยจึงจะเป็นบิ๊กแอส แบบที่คุ้นเคย ส่วนเพลงเดี่ยวของแด๊กซ์เป็นเรื่องราวที่แด็กซ์เล่าให้ฟองเบียร์ฟังมันมาจากแด็กซ์ วิธีการพูดแบบแด็กซ์ อารมณ์และมุมมองแบบแด็กซ์ เล่าเรื่องผ่านความรู้สึกตัวเองไม่ได้มุ่งหาความหมายอะไร ด้วยเสียงร้องของแด็กซ์ มันจึงมีกลิ่นอายงานเพลงบิ๊กแอส เพราะแด็กซ์เสียงของบิ๊กแอส นั่นเอง เสียงร้องของแด็กซ์นั้นมีเอกลักษณ์มันมีเสน่ห์ แอบเหน่อนิด ๆ เลยมีความเป็นตัวแทนของเด็กช่าง จิ๊กโก๋ และกลุ่มคนที่อาจมีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น มีความเป็น Local Hero

 

เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

ย้อนกลับไปในตอนที่วงพบกับสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของคนมีชื่อเสียงนั่นก็คือข่าวด้านเสีย ๆ หาย ๆ (มารดา “น้องฝ้าย”อดีตนางแบบนู้ด เข้าแจ้งความตำรวจ บก.ปดส. ให้ดำเนินคดีกับแด็กซ์ในข้อหาพรากผู้เยาว์ ภายหลังที่แด็กซ์ไม่ยอมรับ ด.ช.จัสติน ที่เกิดกับน้องฝ้าย เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปีไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และพาบุคคลอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร สุดท้ายศาลยกฟ้องคดีเนื่องจากจำเลยไม่ทราบอายุจริงของผู้เสียหาย) แด็กซ์มองเหตุการณ์ครั้งนี้ว่ามันเป็นเรื่องราวของชีวิต คนอื่นอาจคิดว่าแย่ แต่แด็กซ์รู้สึกสบาย ๆ ตอนนั้นยังอยู่บ้านเล่นเกมอยู่เลย เพราะโตมาแบบมีภูมิต้านทานที่ดี มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเป็นเรื่องธรรมดาของคน มันอาจผิดหลักของสังคมแต่ไม่ได้ผิดกฎหมายร้ายแรง คดีนี้จึงจบด้วยการยกฟ้องเพราะข้อกล่าวหาไม่มีมูลจะฟ้อง คนรอบข้างและสมาชิกวงรู้สึกโล่งอกแต่แด็กซ์นั้นชิลอยู่แล้ว สบายใจไม่มีผลกระทบต่องานในอนาคต แต่มันได้ส่งอิทธิพลต่ออัลบั้มหลังจากนั่นคือ “Begins” (2549) มันทำให้มีวัตถุดิบให้กบเอาไปเล่า โดยปกติกบเป็นคนชอบอ่านอยู่แล้วซึ่งเป็นนิสัยที่ดีของคนอยากเขียน เขามักมองมาที่ชีวิตตัวเองกับแด็กซ์แล้วเอามาเล่า“ปลุกใจเสือป่า” “ข้าน้อยสมควรตาย” “Begins” “คนหลงทาง” คือตัวอย่างของเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์นี้และนี่คือตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

จนมาถึงช่วงที่เสียงร้องของแด็กซ์เริ่มมีปัญหา ช่วงนั้นแด็กซ์เริ่มใช้ชีวิตเต็มเหนี่ยวขี่มอเตอร์ไซค์ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย ลืมคิดว่าบางครั้งบางคนมาดูบิ๊กแอสเล่น อาจจะเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตหรือไม่ก็อาจจะเป็นครั้งแรกของเขา แต่วงนั้นเล่นทุกวันจึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันจึงทำให้แด็กซ์ละเลยที่จะใส่ใจไปบ้าง ใครมาดูวันที่เล่นดีก็โชคดีไป ตอนนั้นแด็กซ์อยู่ในวัย 30 กว่าไม่ได้คิดอะไร ประมาทไม่ได้ห่วงหรือกลัวว่าจะเสียชื่อเสียง

“นิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

แด็กซ์มองว่าช่วงเวลานั้นมันเป็นวัยของมัน ถ้าไม่ผ่านตรงนั้นก็ไม่ได้ทบทวนว่าควรทำยังไงในปัจจุบัน ในตอนนั้นกับวงก็ไม่ค่อยได้คุยกัน มาเจอเฉพาะหน้างาน แด็กซ์มีโลกส่วนตัวสูงและรักอิสระไม่ชอบอยู่ในกรอบของใคร ช่วงท้าย ๆ ที่ทำงานกับบิ๊กแอสเริ่มรู้สึกไม่สนุก เครียดมีงานต่อเนื่องจนทุกอย่างเหมือนกลายเป็นลูป ทัวร์ ออกอัลบั้ม โปรโมท เล่น เริ่มคิดอยากทำอย่างอื่นบ้าง เป็นปกติธรรมดาของคนเวลาทำอะไรซ้ำ ๆ เหมือนเดิมแบบเดิม ในขณะที่เพื่อน ๆ ซีเรียสกับงาน แต่แด็กซ์กลับไม่ค่อยซีเรียสจริงจังและพยายามไม่เอามันมาคิด ปล่อยใจสบาย ๆ คิดแต่ว่า

“ถ้ามันไม่แฮปปีก็แค่หยุดก่อน”

นี่คือสิ่งที่แด็กซ์คิด ถ้าเป็นวงแล้วไม่สนุกก็หยุดก่อน จริง ๆ แด็กซ์เริ่มมีสัญญาณบอกเพื่อน แต่ก็ไม่ได้คุยจริงจัง หรือหาทางแก้อะไร หน้างานคือเล่น แต่หลังงานก็แยกย้ายไม่ได้คุยอะไรกัน ถึงแม้ตอนเด็กจะสนิทกันแค่ไหน แต่พอเริ่มโตมาไลฟ์สไตล์ก็ต่างกัน เลยไม่มีอะไรคุยกัน ผนวกกับการเล่นดนตรีเป็นเรื่องของความรู้สึกด้วย ถ้าความรู้สึกไม่มา การเล่นมันก็คงไม่ดี มันหลอกกันไม่ได้

สำหรับเรื่องสุขภาพตอนนี้สุขภาพแด็กซ์ดีขึ้นแล้ว เสียงดีขึ้นค่อย ๆ ดีขึ้น การได้ยินมีปัญหาเมื่อก่อนชอบว่ายน้ำหูเลยอักเสบบ่อย ๆ หลัง ๆ ไม่ได้ว่ายน้ำอาการจึงดีขึ้น ตอนแรกที่แด็กซ์เริ่มกลับมาทำเพลงใหม่ แด็กซ์ไม่มีความมั่นใจเลย ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ฟองเบียร์ก็เขียนเนื้อ หรั่ง ต้น Silly Fools ก็ช่วย เก่งและโอ่ง AB Normal ก็มาช่วยโปรดิวซ์เพลงให้ รู้สึกว่ามีแต่คนเก่ง ๆ อยู่รอบตัว เลยรู้สึกตั้งใจทำเพลง แต่แด็กซ์ก็บอกไว้ก่อนว่า “พวกมึงอย่าคาดหวังกับกูนะ”ตอนนี้แด็กซ์อยากมีคอนเสิร์ตเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง ยังสนุกอยู่ คิดว่าคงทำได้อีกไม่นานนักแต่ตอนนี้ยังทำได้อยู่ก็ทำเต็มที่ อย่างไม่เคยไลฟ์สดมาก่อนก็ลองทำดู ยังรู้สึกตลกเลยว่าทำไมมีคนมาดูด้วย เลยรู้สึกว่ามันสนุกดี ไม่สนุกก็ไม่ต้องทำมันฝังมาแต่เด็กจะทำต่อจนกว่าตัวเองจะไม่สนุกหรือคนอื่นไม่สนุกกับสิ่งที่แด็กซ์เป็น ตอนนี้ไม่ได้นึกภาพเก่า ๆ แล้วเพราะอันใหม่ก็เริ่มมาแทนที่ คนมาดูก็เป็น gen ใหม่ อย่างมีงานหนึ่งมีเด็กปีหนึ่งจ้างมาเล่นงานปาร์ตี้ 100 คน แด็กซ์ก็ถามว่า “เฮ้ยปีหนึ่งฟังเพลงกูเหรอเนี่ย” ทำให้แด็กซ์รู้ว่ายังมีคนฟังอยู่ยังเชื่อมกับตนเองได้อยู่ มีพื้นที่ให้ตนเองอยู่

ส่วนเรื่องการกลับมารวมกันแด็กซ์บอกว่าไม่สามารถตอบได้ไม่สามารถคาดเดาได้เพราะเราต่างมีทางของตนเองและจุดหมายของแต่ละคน ไม่รู้ว่าจะไปไหน ตอนนี้ไม่ได้ปฏิเสธแต่ปล่อยให้เวลามันจัดการ ให้มันเป็นเรื่องอนาคตเมื่อถูกถามว่าอยากถามอะไรเพื่อนไหม แด็กซ์บอกว่าไม่ถามเป็นเรื่องของความรู้สึกตอนนั้นเวลาผ่านความคิดก็เปลี่ยน ตอนนั้นโกรธแต่ตอนนี้เฉย ๆ แล้วชีวิตมันเป็นชีวิต มันเป็นสิ่งที่เราต้องเจอ ไม่ต้องคิดว่าทำไมเราต้องเจอเรื่องนี้เรื่องนั้น ถ้ามันเป็นเส้นทางที่เราเลือก ก็จงเดินไปอย่างมีสติ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เราคือเรา จากนั้นป๋าเต็ดก็เอาแผ่นเสียงอัลบั้ม “Seven” มาให้แด็กซ์เซ็นซึ่งแด็กซ์ก็เหมือนกับโต Silly Fools ตอนที่เห็นแผ่นเสียงงานตัวเองเหมือนกัน และก็เฝ้ามองมันด้วยสายตาคิดถึง

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

เรียงร้อยบทสัมภาษณ์ “ป๋าเต็ดทอล์ก” SS 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง
เรียงร้อยบทสัมภาษณ์ “ป๋าเต็ดทอล์ก” SS 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง
เรียงร้อยบทสัมภาษณ์ “ป๋าเต็ดทอล์ก” SS 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง
เรียงร้อยบทสัมภาษณ์ “ป๋าเต็ดทอล์ก” SS 2 EP.4 “แด๊กซ์ (อดีต) บิ๊กแอส” กับเรื่องราวชีวิตและการเปลี่ยนแปลง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...