โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลวิจัยพบ แพนด้าขวัญใจเด็กๆ สามารถต่อต้านไซยาไนด์สารพิษสุดอันตรายได้

Thaiware

อัพเดต 21 มี.ค. 2561 เวลา 06.03 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 04.30 น. • mapoyz
หมีแพนด้าเป็นอะไรได้มากกว่าแค่สิ่งมีชีวิตที่น่ารักของพวกเรา เมื่อนักวิจัยพบว่ามันสามารถต้านพิษไซยาไนด์ได้ด้วย

หมีแพนด้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวยักษ์ที่เป็นที่คุ้นตาพวกเราในฐานะตัวแทนทูตของประเทศจีน โดยจีนมักจะส่งหมีแพนด้าไปตามสวนสัตว์ประเทศต่างๆ อย่างในไทยที่รู้จักกันดีก็ต้องเป็น ช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยนั่นเอง

แพนด้า ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และที่สำคัญไปกว่านั้นเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างผสมพันธุ์กันยากพอสมควรอีกด้วย ทำให้มีจำนวนประชากรที่น้อยมาก

ด้วยความน่ารักของแพนด้า จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจถึงคุณสมบัติพิเศษที่แพนด้ามี นั่นก็คือ ร่างกายของพวกมันสามารถต่อต้านไซยาไนด์ได้ สารเคมีที่มีพิษร้ายแรงที่รู้จักกันดีว่ามีกลิ่นคล้ายๆ กับอัลมอนด์ (ใครเคยอ่านการ์ตูนเรื่องโคนันน่าจะรู้กันดี)

ในไม้ไผ่ดิบที่เป็นอาหารหลักของแพนด้ามีสารไซยาไนด์อยู่เป็นจำนวนมาก หากมนุษย์อย่างเรากินเข้าไปรับรองว่าได้ป่วยหนักอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ซึ่งในเมื่อหมีแพนด้ามีอาหารหลักเป็นไม้ไผ่จึงทำให้ร่างกายของมันปรับตัวจนสามารถกินไม้ไผ่ดิบที่มีสารไซยาไนด์อยู่ได้

จึงทำให้เกิดการวิจัยขึ้น โดยงานวิจัยได้ถูกเผยแพร่ในนิตยสาร Nature เมื่อสองปีที่แล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทดสอบโดยการตรวจสอบปริมาณสารไซยาไนด์ที่มีอยู่ในหน่อไม้ที่ปลูกไว้เพื่อเป็นอาหารให้กับหมีแพนด้าจำนวน 20 ตัว รวมถึงวัดปริมาณสารไซยาไนด์ที่พบในอุจจาระของหมีแพนด้าอีกด้วย

โดยผลการวิจัยพบว่า แพนด้าได้รับสารไซยาไนด์เข้าไปในร่างกายกว่า 65% ของสารพิษในหน่อไม้ แต่พอสารพิษได้เข้าไปในร่างกายแล้ว แพนด้าสามารถเปลี่ยนปริมาณสารพิษนี้กว่า 80% ให้เป็นสาร Thiocyanate ที่ไม่มีอันตรายได้ จากนั้นก็ขับออกมาผ่านทางปัสสาวะ ซึ่งการศึกษานี้ทำให้พวกเราได้รู้ว่าเจ้าหมีแพนด้าที่เป็นขวัญใจของใครหลายๆ คนนั้น มีความสามารถพิเศษมากกว่าที่เห็นนั่นก็คือการกินสารพิษได้นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...