โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Vinland Saga กับมุมมองต่อความตายของมนุษย์ ในโลกก่อนสมัยใหม่

The Momentum

อัพเดต 01 ส.ค. 2561 เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 01 ส.ค. 2561 เวลา 12.02 น. • กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

In focus

  • Vinland Saga โดยมาโกโตะ ยูคิมูระ (Makoto Yukimura) คือมังหงะสายดาร์กเกี่ยวกับชีวิตนักรบไวกิ้ง ฉายภาพสงครามและการล้างแค้น รวมถึงการต่อสู้ของความคิดแบบ Realism ที่มองว่าอำนาจคือปัจจัยจำเป็น กับ  Liberalism ที่เชื่อในการพึ่งพากัน
  • ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนเห็นได้จากมังหงะเรื่องนี้คือภาพของ ‘มนุษย์ก่อนสมัยใหม่’ ที่มองชีวิตผู้คนในฐานะทรัพย์สินของเจ้าผู้ปกครอง สำหรับชาวไวกิ้งเอง การตายเพื่อพระเจ้าเหนือหัวคือการตายอันมีเกียรติ มีการให้ค่าบางสิ่งบางอย่างเหนือยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง
  • ขณะที่ ‘ความกลัวตาย’ อันเป็นความกลัวสูงสุด เป็นคอนเซปต์ที่มาพร้อมกับรัฐสมัยใหม่ เป็นผลพวงมาจากการมอง ‘ชีวิต’ เป็นสิ่งมีค่าสูงสุด ที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 จากการปฏิวัติอิสรภาพของอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นำมาซึ่งรากฐานแนวคิดสิทธิมนุษยชน
  • อัสเคลัด ตัวละครสำคัญ มองว่าความตายของนักรบที่จะได้เข้าสู่วาลฮาล่านั้นอาจเป็นเพียงภาพมายาที่กล่อมให้คน ‘พร้อมยอมตาย’ ข้อนี้เองพ้องกับข้อสังเกตของโธมัส ฮอบส์ ที่มองว่าคนในยุคของเขายอมสละชีวิตเพื่อบางสิ่ง เพราะหลงผิดอยู่กับความเชื่อ 3 ประการ เกี่ยวกับชีวิตและความตาย

Vinland Saga หรือที่แปลในชื่อไทยแบบแอบเสร่อว่า ‘สงครามคนทมิฬ’ จัดจำหน่ายโดยบริษัท สยามอินเตอร์คอมมิคส์ เป็นหนึ่งในมังหงะผู้ใหญ่ (Seinen Manga) สายดาร์กที่ผมชอบมากอีกเรื่องหนึ่งครับ มังหงะเกี่ยวกับชีวิตของนักรบไวกิ้งและสารพัดการแก้แค้น ที่เขียนโดยมาโกโตะ ยูคิมูระ (Makoto Yukimura)

ดูตามหน้าปกและเนื้อหาแต่คร่าวๆ แล้วก็คงต้องจัดเป็นมังหงะในกลุ่มที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์และการสงคราม โดยเป็นประวัติศาสตร์ของนักรบไวกิ้งในช่วงศตวรรษที่ 11 ที่เข้ายึดและปกครองบริเตน (หรือสหราชอาณาจักร) ได้ โดยเนื้อเรื่องหลักๆ จะเป็นช่วงก่อนการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์คนุตมหาราช (Cnut the Great (Cnut นะครับ อย่าสะกดผิดเป็น Cunt มันจะคนละความหมาย) หรือบางครั้งเขียนว่า Canute ครับ) และตัวกษัตริย์คนุตเองก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย แต่ไม่ใช่พระเอกของนะครับ พระเอกเป็นนักรบหนุ่มชื่อธอร์ฟิน (Thorfinn) ซึ่งมีเรื่องราวผูกพันธ์ซับซ้อนกับคิงคนุตที่ว่านี้ด้วย

ภาพปกของ Vinland Saga เล่ม 1 (ซ้าย) เป็นรูปของธอร์ฟิน (Thorfinn) และเล่ม 7 (ขวา) เป็นรูปของคิงคนุต

เนื้อเรื่องคร่าวๆ ของ Vinland Saga แบบไม่สปอยล์มากก็คือ มันว่าด้วยการแก้แค้นของธอร์ฟิน ลูกของหนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่ไวกิ้ง พ่อของเขาโดนกลุ่มนักรบรับจ้าง นำโดยผู้นำกลุ่มที่เจ้าเล่ห์และมากฝีมือคนหนึ่งชื่ออัสเคลัด (Askeladd) สังหารต่อหน้าต่อตาด้วยยุทธวิธีที่อาจจะดูไม่ใสสะอาดไปบ้าง อีกทั้งตัวพ่อเขาเอง จากที่เคยได้สมญานามว่าเป็นดั่งนักรบอสูรในอดีต ก็เปลี่ยนมาเป็นคนที่หันเข้าหาสันติวิธี ไม่ตอบโต้ด้วยกำลังด้วย ทำให้พ่ายแพ้กองกำลังทหารรับจ้างของอัสเคลัดไปในที่สุด

ธอร์ฟินต้องการแก้แค้นให้พ่อ จึงฝึกฝนตัวเอง ตามติด และท้าสู้กับอัสเคลัดหลายครั้ง สุดท้ายก็ยังแพ้ และก็เลยได้ติดตามอัสเคลัดไป เพราะอัสเคลัดเองก็ชื่นชอบและหวังใช้ประโยชน์ในฝีมือของธอร์ฟิน ธอร์ฟินเองก็ยอมร่วมคณะและทำงานให้คณะของอัสเคลัด ด้วยเงื่อนไขที่ว่า อัสเคลัดต้องยอมสู้กับเขาเรื่อยๆ เมื่อเขาพร้อม (จริงๆ คือ จนกว่าธอร์ฟินจะชนะและฆ่าอัสเคลัดได้นั่นแหละ) และด้วยความที่เป็นกองกำลังทหารรับจ้างนี้เอง ทำให้กลุ่มของอัสเคลัดตระเวณไปในสารพัดสงคราม และได้พบกับคิงคนุตในที่สุด ร่วมทำศึกด้วยกันต่างๆ มากมาย จนสามารถยึดครองบริเตนได้ และคิงคนุตได้ขึ้นครองบัลลังค์

เรื่องราวของภาคแรกก็เป็นประมาณนี้ครับ ตอนนี้มังหงะยังไม่จบ และเนื้อเรื่องโดยหลักแล้วถือว่าอยู่ในช่วงภาคสอง คือ เป็นช่วงหลังจากคิงคนุตครองราชย์แล้ว และธอร์ฟินเห็นดีด้วยกับวิถีทางแบบที่พ่อของเขาเคยเลือก คือ การฆ่าฟันไม่ใช่หนทางในการยุติปัญหาความรุนแรงอีกต่อไป และมุ่งหมายจะดำเนินชีวิตโดยไม่ฆ่าใครอีก

โดยสรุปก็คือ นอกจาก Vinland Saga จะให้เราได้เห็นถึงภาพชีวิตของสงคราม สนามรบ การฆ่าฟัน การวางแผนการรบ รวมไปถึงการล้างแค้นต่างๆ แล้ว มันยังทำให้เราได้เห็นถึงภาพของการเมืองในยุคสงคราม บทบาทของพระเจ้าและความเชื่อในสภาวะวิกฤติ การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติของมนุษย์ จากอ่อนโยนเป็นแข็งกร้าว และแข็งกร้าวสู่อ่อนโยน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเห็นกระทั่งการต่อสู้ของกระแสคิดหลักๆ สองแบบ คือ Realism หรือสัจจนิยมที่มองกำลังหรืออำนาจในฐานะปัจจัยที่จำเป็น กับแนวคิดฝั่ง Liberalism ที่เชื่อในการพึ่งพากัน การขึ้นต่อกันและกัน (Interdependence) และมองว่ากำลังอำนาจนั้นไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการตอบโจทย์ของความรุนแรงขัดแย้งได้ หรือกระทั่งเรื่องเบสิคๆ แบบที่สังคมไทยไม่เคยจะเข้าใจนักก็คือ เราสามารถเขียนงานที่ล้อที่บิดประวัติศาสตร์ได้ เราไม่จำเป็นต้องเคารพเหง้าราก อดีตชาติของบรรพบุรุษชนิดแตะต้องไม่ได้ พูดได้แบบเดียวอย่างที่สังคมไทยมักจะเป็นกัน แต่ภายใต้สารพัดแง่มุมที่มังหงะเรื่องนี้เสนอนั้น เรื่องที่ผมอยากจะพูดถึงมากที่สุดก็คือการสะท้อนภาพของ ‘มนุษย์ก่อนสมัยใหม่’ และบทบาทของ ‘ความตาย’

ความตาย หรือเอาให้ชัดๆ ก็คือ ‘ความกลัวตาย’ นั้นสัมพันธ์กับความเป็นสมัยใหม่มากครับ เพราะความรู้สึกกลัวตาย การให้คุณค่ากับชีวิตอย่างที่เราๆ ท่านๆ เป็นกันอยู่ตอนนี้นั้น มันไม่ได้เป็นอยู่โดยตัวมันเอง แต่มันถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นของแนวคิดเสรีนิยมที่มากับยุคสมัยใหม่ ที่บางครั้งเราเรียกกันว่า Liberal Modernity นั่นเอง

การที่ผมเขียนแบบนี้ ไม่ได้แปลว่า ผมจะบอกว่ามนุษย์ไม่เคยกลัวตายมาก่อนเลย หรือไร้ซึ่งความกลัวต่อความตายอะไรเลยนะครับ มนุษย์เราก็ดังเช่นสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นั่นแหละครับ มีความกลัวตายตามธรรมชาติ หรือตามสัญชาตญาณอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าความกลัวตายในฐานะความกลัวสูงสุด ที่เกิดขึ้นและเป็นผลพวงมาจากการที่ ‘ชีวิต’ ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น โดยมันเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 นี้เอง จากการปฏิวัติอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ได้ลงหลักปักฐานให้กับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ยืนยันคุณค่าของมนุษย์ทุกคนในฐานะมนุษย์ และบอกอีกด้วยว่าสิทธิในการมีชีวิตอยู่ หรือ Right to Life นั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด

ที่ผมบอกแบบนี้ก็เพราะว่าก่อนจะเข้าสู่ Liberal Modernity นั้น มนุษย์ถูกมองหรือปฏิบัติด้วย ในฐานะทรัพย์สินของเจ้าผู้ปกครอง ทุกคนในอาณาจักรเป็นทรัพย์สินของกษัตริย์ หรือลอร์ดต่างๆ ที่ปกครองเรา ในแง่นี้เรากล่าวได้ว่าสถานะของมนุษย์นั้นเป็นปศุสัตว์ทางการเมืองแบบหนึ่ง ที่ถูกประเมินค่าด้วยฐานการประเมินเชิงทรัพยากรในครอบครองของผู้มีอำนาจ (หรือก็คือ เจ้าของปศุสัตว์มนุษย์เหล่านี้) หรือหากไม่เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก่อนสมัยใหม่ก็มักจะเคารพบูชาหรือให้ค่ากับบางสิ่งบางอย่างเหนือยิ่งกว่าชีวิตของตน นั่นแปลว่าหากเจ้านายสั่งให้ไปสู้รบเสี่ยงตาย แม้จะไม่สมัครใจก็ต้องไป หรือหลายๆ ครั้งก็พร้อมยินดีจะสละชีวิตตนเองเพื่อคุณค่าบางอย่างที่ตนให้ค่าไว้สูงเสียยิ่งกว่าชีวิตของตน

อย่างไรก็ตามในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 คำอธิบายเรื่อง Virtue of the Cowardice หรือคุณค่าของคนขี้ขลาด (ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้วตอนพูดถึงเรื่อง Sinking of Japan) โดยโธมัส ฮอบส์ ที่ยืนยันว่าคุณค่าของชีวิตตนเองนั้นสำคัญยิ่งกว่าอะไร ฉะนั้นการเป็นคนขี้ขลาดจึงน่านับถือ เพราะทำให้เราอยู่ห่างไกลจากความตายได้นานที่สุด ผนวกกับการเกิดขึ้นของแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนควรจะได้รับการประกันในสถานะของความเป็นคนและปฏิบัติด้วยในฐานะคนเหมือนๆ กันหมด ไม่ใช่มอบความเป็นคนให้กับคนเพียงไม่กี่คนที่ถูกคัดเลือกมาตามฐานันดรและสายเลือด และการจะประกันไปจนถึงสถานะของความเป็นคนใดๆ ให้กับใครใดๆ ได้นั้น คนๆ นั้นก็ต้อง ‘มีชีวิตอยู่’ ในฐานะมนุษย์เสียก่อน สิทธิอื่นๆ ที่ตามมามันจึงจะมีผล เพราะฉะนั้นสิทธิในการมีชีวิตอยู่ จึงถือกันว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของสิทธิมนุษยชนไป และเป็นที่ยอมรับกันในสังคม

จากการเกิดขึ้นของกระแสคิดใหม่ๆ เหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ความกลัวตายในฐานะความกลัวสูงสุดมันถูกผูกติดกับความเป็นสมัยใหม่ และรัฐสมัยใหม่ก็มีหน้าที่ปกป้องหรือยืดระยะความตายของประชากรของตนให้มากที่สุด ทั้งในแง่ความมั่นคง สาธารณะสุข การให้การศึกษา สวัสดิการที่จะทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์ได้ในระดับพื้นฐาน และอื่นๆ ไม่ได้มอบการปกป้องและทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดทั้งมวลให้กับกษัตริย์หรือเจ้าผู้ปกครองแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่อง Vinland Saga นี้เป็นเนื้อหาอิงตามประวัติศาสตร์ในโลกจริง คือ ไม่ได้มีจักรวาลแยกออกไปเป็นของตัวเองแบบมังหงะแนวแฟนตาซี และเรื่องราวอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 11 ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการพูดถึงสังคมมนุษย์ในยุคก่อนสมัยใหม่ หรือ Pre-modern man สังคมยุคก่อนความกลัวตายและสิทธิมนุษยชนใดๆ ครับ

ภาพของนักรบไวกิ้งในเนื้อเรื่อง Vinland Saga นั้นสะท้อนวิธีคิดที่ชัดเจนมากของ ‘การยินดีหรืออยากได้ไปตายในสนามรบ’ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการได้ตายในสนามรบนั้นเป็นลักษณะสำคัญของการเป็นนักรบไวกิ้งที่ดี แล้วการเป็นนักรบไวกิ้งที่ดีมันสำคัญอย่างไร? มันสำคัญเพราะว่าหากเขาเป็นนักรบไวกิ้งที่ดี ผู้ต่อสู้จนตายในสนามรบแล้ว เขาจะได้ไปอยู่ที่ดินแดนของเหล่าทวยเทพนอร์สที่เรียกว่าวาลฮาล่า (Valhalla) ไปวาลฮาล่าแล้วไม่ได้ไปเสพสุขอะไรด้วยนะครับ ตามความเชื่อของชาวไวกิ้ง (ชาวนอร์ส) แล้ว การที่นักรบตายแล้วได้ไปต่อที่วาลฮาล่านั้น พวกเค้าก็ต้องไปฝึกทหารต่ออีกอยู่ดี เพื่อเป็นกำลังให้กับกองทัพของมหาเทพโอดิน (เทพสูงสุดของชาวนอร์ส) และเตรียมตัวสู้รบในสงครามสุดท้ายที่เรียกว่าแร็คนาร็อค (Raknarok) อีกที ซึ่งก็คือ คงจะมีการตายอีกบานเบอะ และในวาลฮาล่านี้เองจะเป็นที่ที่พวกเค้าได้ทำสงครามไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันสิ้นสุดด้วย คือสู้จนตาย และเกิดมาสู้ใหม่ตายห่าใหม่วนไปเรื่อยๆ

สำหรับเราอาจจะรู้สึกว่านี่แม่มบ้า แต่นั่นคือสิ่งที่คนในสังคมก่อนสมัยใหม่เขาให้คุณค่าเสียยิ่งกว่าชีวิตและความตายของตนเสียอีก พวกเค้าเลือกที่จะตาย เพื่อที่จะได้ไป ‘ตายแล้วตายอีกไม่รู้จบ’ เพื่อเทพสูงสุดของพวกเขา

ภาพสะท้อนวาลฮาล่าจาก Vinland Saga (อ่านจากขวามาซ้าย บนลงล่างครับ)

ภาพข้างบนนี้เป็นภาพที่สะท้อนเรื่องราวของวาลฮาล่า ที่คนที่ตายไปแล้ว (หรือก็คือซากศพดีๆ นี่เอง) กลับมามีชีวิตอีกครั้งและสู้รบกันเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ ดังจะเห็นได้จากศพที่ถูกฟันหัวแบะ จมลงน้ำ (เลือด?) แล้วก็กลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง แล้วก็สู้วนไปใหม่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตามภาพสะท้อนของวาลฮาล่านี้ สำหรับอัสเคลัด ผู้นำกองกำลังทหารรับจ้าง ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตัวละครที่ฉลาดและคิดอะไรบนฐานตรรกะที่สุดแล้วในเรื่อง ก็พูดกับธอร์ฟินอย่างน่าสนใจว่า ภาพของวาลฮาล่า (ที่คนร่วมยุคสมัยของเขาทุกคนอยากไป) นั้น จริงๆ แล้วมันก็เป็นเพียงแค่ภาพในความคิด สุดท้ายตายก็คือตาย อยู่ก็คืออยู่

ข้อสังเกตของอัสเคลัดนี้เอง ใกล้เคียงกับข้อสังเกตของโธมัส ฮอบส์ ที่มีต่อเพื่อนร่วมยุคสมัยของเขามาก ฮอบส์ตั้งข้อสังเกตคนร่วมยุคสมัยของเขาว่าหลงผิดอยู่ในความเชื่อผิดๆ 3 ประการที่ทำให้ยอมสละชีวิตของตนโดยง่าย ดังนี้ครับ: “ความกลัวต่อความตาย (fear of death) นั้นเป็นผลิตผลสำคัญของยุคสมัยใหม่ ซึ่งเพื่อนร่วมยุคของเขาไม่เคยตระหนักถึง เนื่องจากโดนบังตาอยู่ด้วยหลักการผิดๆ 3 ประการ นั่นคือ 1.ความหลงผิดว่าโลกเรานี้อยู่กันอย่างกลมเกลียวด้วยเหตุผล และความเป็นธรรมจากพระผู้เป็นเจ้า 2. คือ ความคิดเชิดชูมนุษย์ที่เชื่อว่าจะสามารถเป็นอมตะได้ด้วยการกระทำคุณงามความดี และ 3. การสั่งสอนที่ทำให้เชื่อว่าการลุกขึ้นสู้ และการตอบโต้การลุกขึ้นสู้นั้น เป็นการตายอันเป็นแบบอย่าง เพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเสียสละร่างกายอันยิ่งใหญ่ (Martyrdom) ซึ่งมันจะรับประกันการพ้นทุกข์ให้แก่ผู้กระทำ”

ข้อสังเกตของอัสเคลัดที่ว่า “โลกของวาลฮาล่ามันเป็นเพียงแค่ความคิด” นี้เองที่มันดูจะสะท้อนวิถีคิดต่อความ ‘พร้อมตาย’ ของเพื่อนร่วมยุคสมัยของเขา ที่แม้จะเป็นเพียงแค่ความคิด แต่มันก็เป็นความคิด เป็นแฟนตาซีที่ไม่ถูกแยกออกจากโลกความเป็นจริง ตรงกันข้าม มันถูกเชื่อในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความจริง และไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดที่ธรรมดาๆ ด้วย แต่เป็นส่วนของความจริงที่มีคุณค่าสูงสุดที่พวกเขาพร้อมจะสละชีวิตให้ได้เพื่อให้ได้มาหรือก้าวไปถึงคุณค่าในความคิดเหล่านั้น

ความกลัวต่อความตาย มันจึงเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ ที่แบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็นมนุษย์ก่อนสมัยใหม่ กับมนุษย์สมัยใหม่ สถานะที่เปลี่ยนไปนี้เองที่ในทางวิชาการเราเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนจาก Human subject ไปสู่การเป็น Human Being ที่ชีวิตเราไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของอีกแล้ว แต่ปัจเจกแต่ละคนเป็นเจ้าของชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง (Individual Self-Ownership)

เพราะฉะนั้นหากท่านอ่านมังหงะเรื่องนี้ หรืออื่นๆ ทำนองนี้ ก็อยากให้ลองอ่านด้วยสายตาที่เข้าใจ “กลไกวิธีคิดของมนุษย์ก่อนสมัยใหม่” ดูด้วยนะครับ แทนที่จะใช้ตรรกะแบบมนุษย์สมัยใหม่แบบเราไปตัดสิน การอ่านและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เวลานั้น  ด้วยสายตาและวิธีคิดแบบคนตอนนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย และมันจะทำให้ได้อรรถรสไปอีกแบบด้วยครับ

ขอให้สนุกกับมังหงะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...