โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทหารจีนช่วยเด็กหญิงญี่ปุ่น ระหว่างสงครามของสองชาติ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 มี.ค. 2565 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2565 เวลา 10.11 น.
เนี่ยหรงเจิน กับ มิโฮะโกะ ภาพซ้ายเมื่อปี 1980 ภาพขวา ปี 1940 (ภาพจาก japnaese.china.org.cn)

เมื่อเอ่ยถึงสงครามภาพที่นึกถึงมันเป็นเรื่องโหดร้าย, การสูญเสีย, ความเคียดแค้น และน่าหดหู่ ยิ่งเป็นสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ยิ่งไม่ต้องไม่บรรยาย เพราะทั้งคู่ต่างมีประวัติศาสตร์บาดแผลที่มีต่อกัน แต่ดอกไม้ก็เคยบานในสนามรบ

สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1937-1945)  เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1940 เพื่อที่จะโจมตีกองทัพญี่ปุ่นในภาคเหนือของจีน กองทัพจีนได้ปลุกขวัญกําลังใจของประชาชนและทหารจีนในการต่อต้านญี่ปุ่น กองบัญชาการใหญ่ของกองทัพสายแปดตัดสินใจก่อสงครามใหญ่ร้อยกองพันที่ภาคเหนือของจีน และในคืนหนึ่งกองทัพได้พบ คะโต คิโยะโตะชิ รองหัวหน้าสถานีรถไฟเหมืองถ่านหินจึ่งสิงชาวญี่ปุ่น และครอบครัวของเขา ที่ได้รับบาดเจ็บจากการอาวุธสงคราม

ทหารจีนพบว่าภรรยาของคะโต คิโยะโตะชิ ถูกยิงเสียชีวิตแล้ว จึงช่วยคะโต คิโยะโตะชิและลูกสองคนออกมา เหล่าทหารรีบช่วยรักษาพยาบาลคะโต คิโยะโตะชิ แต่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินเยียวยาจึงเสียชีวิตในไม่ช้า สําหรับลูกสาวของคิโยะโตชิทั้ง 2 คน ที่ถูกช่วยออกมาได้นั้น คนที่โตได้รับบาดเจ็บไม่มาก ส่วนเด็กผู้หญิงคนที่อายุยังไม่ครบ 1 ขวบกลับได้รับบาดเจ็บสาหัส

เจ้าหน้าที่พยาบาลของกองทัพสายแปดรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที เด็กผู้หญิงคนนั้นจึงรอดพ้นขีดอันตรายมาได้ กองกําลังสู้รบในแนวหน้าไม่อาจพาเด็กสองคนนี้ติดตามไปด้วยได้ตลอดเวลา เนี่ยหรงเจิน ผู้บัญชาการกองทัพเขตมณฑลซานซี มณฑลฉาฮาเอ่อร์ และมณฑลเหอเป่ย สั่งการให้ส่งตัวเด็กสองคนนี้ ไปยังกองบัญชาการของกองทัพของเขา

เด็กหญิงญี่ปุ่นสองคนถูกส่งไปให้คณะกรรมการเขตรบที่ 4  จากนั้นคณะกรรมการเขตรบที่ 4 ก็มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจโดยเฉพาะแบกเข่งสองใบไปยังกองบัญชาการของเนี่ยหรงเจิน เมื่อเนี่ยหรงเงิน ได้เห็นเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ซึ่งถูกเพลิงสงครามทําร้าย ในใจเขาก็เกิดความรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา ในด้านหนึ่งเนี่ยหรงเงินกําชับกับแพทย์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าจะต้องดูแลเด็กน้อยวัยแบเบาะให้ดี ส่วนอีกด้านหนึ่งเนี่ยหรงเจินก็ใช้ความจริงใจของเขาซื้อใจเด็กหญิงญี่ปุ่นคนที่โตกว่าจนได้รับความไว้วางใจจากเธอ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กน้อยสองคนจึงอาศัยอยู่ ที่กองบัญชาการ และในเวลาอันรวดเร็ว พวกเธอก็สร้างสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับเนี่ยหรงเจินและพรรคพวก “เคียวโกะ” (มิโฮะโกะ) สาวน้อยคนโตอยู่กับเนี่ยหรงเจินตลอด เธอมักจะใช้มือน้อยๆ ของเธอเกาะต้นขาของเนี่ยหรงเจิน ตามติดเขาหนึบ เนี่ยหรงเจินเดินไปไหน เธอก็จะตามไปด้วย

เนี่ยหรงเจินตัดสินใจส่งเด็กกําพร้าญี่ปุ่นสองคนนี้ กลับไปให้ฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อที่ว่าพวกเธอจะได้ไม่ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ในต่างถิ่น เพื่อส่งเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์กลับบ้าน เขาไปหาคนบ้านเดียวกันคนหนึ่ง ที่ไว้ใจได้ เตรียมเข่งที่ใช้หาบหนึ่งคู่ กําชับกับคนคนนั้นว่าให้ส่งเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นสองคนนี้ไปยังค่ายทหารกองทัพญี่ปุ่นที่เมืองสือเจียจวง

หลายปีผ่านไป เนี่ยหรงเจินเขียนในบันทึกความทรงจําว่า “ผมคิดแบบนี้ว่า พวกเราทําสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ไม่ได้มีเพียงเรื่องสู้รบ แต่ยังต้องจ้องคว้าโอกาสปฏิบัติการด้านการเมืองกับกองทัพข้าศึกด้วย ประเด็นนี้สําคัญยิ่งนัก เพราะมันเกี่ยวพันถึงเรื่องขวัญของกองทัพ ไม่ว่าอนาคตจะทําสงครามกับกองทัพผู้รุกรานใดๆ ล้วนห้ามละเลย ภารกิจชิ้นนี้

ในระหว่างสงครามหากคุณถืออาวุธรบกับพวกเรา พวกเราก็จะไม่เกรงใจเป็นอันขาด แต่หากวันหนึ่งพวกคุณถูกปลดอาวุธ พวกเราก็จะมุ่งมั่นดําเนินนโยบาย ‘ปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างดีเป็นพิเศษ’ แน่นอนว่าเด็กสองคนนี้ไม่ใช่เชลยศึกที่ถูกปลดอาวุธ พวกเขาเป็นเหยื่อของสงคราม กองทัพสายแปดของพวกเราไม่ทําแบบกองทัพผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด”

เป็นไปตามที่คิด หลังจากเนี่ยหรงเจินมอบเด็กผู้หญิงสองคนนั้นให้ฝ่ายญี่ปุ่นได้ไม่นาน กองทัพญี่ปุ่นก็ตอบจดหมายกลับอย่างรวดเร็ว เนื้อความในจดหมายกล่าวว่า พวกเขาขอบคุณกองทัพสายแปดเป็นอย่างยิ่งที่ทําเช่นนี้

หลังจากเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นสองคนนั้นถูกส่งตัวกลับไปให้ฝ่ายญี่ปุ่น เนี่ยหรงเจินกลับรู้สึกไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าในช่วงสงคราม เด็กผู้หญิงสองคนนั้นจะได้กลับไปอยู่กับญาติอย่างปลอดภัยหรือไม่

เวลาผ่านไป 40 ปี วันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 เหยาหย่วนฟาง นักข่าวหนังสือพิมพ์เหรินหมินชื่อเป้าซึ่งทราบเรื่องนี้ ได้เขียนบทความขึ้นมาชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ เนื้อหาของบทความ ซาบซึ้งใจยิ่งนัก บทความชิ้นนี้ลงตีพิมพ์ในหัวข้อว่า “เด็กหญิงญี่ปุ่น หนูอยู่ที่ไหน” พร้อมทั้งลงรูปถ่ายคู่ของเนี่ยหรงเจินกับมิโฮะโกะในตอนนั้นประกอบบทความด้วย

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นโยะมิอุริชิมบุง พาดข่าวหัวข้อ “ช่วยเด็กกําพร้าในไฟสงคราม 40 ปีผ่านไปแม่ทัพเนี่ย ตามหาเด็กหญิงพี่น้อง” ข่าวชิ้นนี้นําบทความของเหยาหย่วนฟางมาลงทั้งหมด เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปก็เกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวางและรวดเร็วทั้งในจีนและญี่ปุ่น หลังจากฝ่ายญี่ปุ่นตรวจ สอบค้นหาอย่างละเอียดก็หาตัวมิโฮะโกะเจอที่เกาะคิวชู ขณะนั้นเธอเป็นแม่ลูกสามแล้ว เธอและสามีร่วมกันเปิดร้านขายของชํา หลังจากน้องสาวคนเล็กของเธอที่ได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวกลับมาก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเมืองสือเจียจวง

เมื่อนักข่าวหาตัวมิโฮะโกะเจอ เธอก็รู้สึกตื่นตระหนกตกใจ ระคนไปด้วยความยินดี ในตอนนั้นเธอเขียนจดหมายฉบับหนึ่งและฝากนักข่าวช่วยนําไปมอบให้เนี่ยหรงเจิน จากนั้นเนี่ยหรงเจินก็ได้รับโทรเลขและจดหมายจํานวนมากจากสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น มีบางคนส่งของขวัญมาให้เขาด้วย

คืนวันที่ 10 กรกฎาคม ครอบครัวมิโฮะโกะ ทั้ง 5 คนเดินทางมาถึงกรุงปักกิ่งโดยเครื่องบิน โดยมีนักข่าวกลุ่มหนึ่ง ห้อมล้อม วันที่ 14 เนี่ยหรงเจินต้อนรับครอบครัวมิโฮะโกะที่มหาศาลาประชาคม เมื่อมิโฮะโกะได้เห็นใบหน้าของลุงเนี่ยที่พอจําได้ เลือนรางในสมัยก่อน เธอก็รู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาคลอเบ้าและแสดงความขอบคุณแก่ลุงเนี่ยครั้งแล้วครั้งเล่า

มิโฮะโกะมอบผลิตภัณฑ์งาน ฝีมือชิ้นหนึ่งแก่เนี่ยหรงเจินเป็นของขวัญ และยังนําเนื้อหอยเชลล์ตากแห้งกล่องหนึ่งที่ชาวประมงเกาะฮอกไกโดฝากเธอมามอบให้เขาด้วย เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจต่อประชาชนชาวจีน มิโฮะโกะพูดกับเนี่ยหรง เจินอย่างจริงใจว่า

ทหารเก่าของญี่ปุ่นที่เคยร่วมทําสงครามบริเวณ ทางรถไฟสายสือเจียจวง-ไท่หยวนในตอนนั้น กล่าวกับเธอซ้ำไปซ้ำมา ว่า พวกเขาขอโทษประชาชนชาวจีน ขออภัยเป็นอย่างสูง เนี่ยหรงเจินก็มอบภาพวาดจีนสามสหายในเหมันตฤดูซึ่งสูงถึงสามเมตรให้แก่มิโฮะโกะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงว่ามิตรภาพระหว่างจีนกับญี่ปุ่น สามารถฝ่าฟันบททดสอบไปได้

เหตุการณ์เล็กๆ ที่แทรกอยู่ในสงครามใหญ่ร้อยกองพันครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณอันดีงามของมนุษยชาติ

ข้อมูลจาก

เส้าหย่ง, หวังไท่ผิง เขียน, กำพล ปิยะศิริกุล แปล. หลังสิ้นบัลลังก์มังกร  ประวัติศาสตร์จีนยุคเปลี่ยนผ่าน, สำนักพิมพ์มติชน 2560

เผยแพร่ครั้งแรก: 31 ธันวาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...