โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 สาเหตุ ทำไมลูกเป็นเด็กอดทนไม่ได้และรอคอยไม่เป็น

Mood of the Motherhood

อัพเดต 25 มี.ค. 2562 เวลา 12.25 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 12.00 น. • Features

การรู้จักอดทนและรอคอยเป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตและเข้าสังคม มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของลูก ในเด็กอายุมากกว่าสองขวบขึ้นไป ควรจะสามารถใช้คำพูดหรืออธิบายให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์ อดทน และรอคอยได้

แต่ถ้าลูกยังเป็นเด็กที่ไม่สามารถอดทนและรอคอยอะไรได้ อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

1. ลูกถูกตามใจหรือขัดใจมากเกินไป

เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยการตามใจหรือขัดใจมากเกินพอดี ส่งผลให้ลูกมีพฤติกรรมที่เอาแต่ใจตัวเองและต้องการเอาชนะมากขึ้น

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: คุณไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของลูกทันทีเสมอไป และควรอธิบายให้ลูกรู้ว่าการรอคอยเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ รวมถึงบอกจุดสิ้นสุดของการรอคอยให้ลูกเข้าใจชัดเจน เช่น ‘ถ้าลูกอยากกินขนม ต้องกินข้าวให้หมดก่อน’ ลูกจะได้เข้าใจว่าความอดทนมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

ในทางตรงข้าม การที่คุณพ่อคุณแม่ขัดใจลูกมากเกินไป ก็ส่งผลเสียกับพฤติกรรมของลูกทำให้ลูกเป็นเด็กที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ ดังนั้นเมื่อคุณจะไม่ให้สิ่งที่ลูกต้องการ ควรบอกให้ลูกเข้าใจเหตุผลของคุณด้วย

2. คุณพ่อคุณแม่ให้ลูกใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้ทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีความอดทนต่ำ ไม่ชอบการรอคอย และใจร้อน หากปล่อยให้ลูกมีพฤติกรรมที่ไม่น่ารักต่อไป จะส่งผลเสียต่อนิสัยของลูกในระยะยาว

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความอดทน เช่น การวาดภาพ การต่อบล็อกไม้ ต่อเลโก้ หรือทำสิ่งประดิษฐ์ที่ต้องใช้สมาธิและความพยายาม เพราะนอกจากจะได้ฝึกความอดทนแล้ว ยังเสริมสร้างพัฒนาการและเป็นการฝึกสมาธิให้กับลูกได้ด้วย

3. คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยฝึกให้ลูกรู้จักความอดทน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนพยายามไม่ให้ลูกต้องรอคอยอะไรสักอย่าง เพราะไม่อยากให้ลูกหงุดหงิด ไม่อยากให้ลูกงอแง จึงพยายามตอบสนองทุกอย่างให้ลูกอย่างรวดเร็ว และมองข้ามการฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอยตั้งแต่เนิ่นๆ

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: ฝึกให้ลูกรู้จักมารยาทของการรอคอย เช่น พาลูกไปต่อแถวรอเข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้า ขึ้นรถไฟฟ้า รอคิวซื้ออาหาร หรือรอที่จะเล่นของเล่นต่อจากคนอื่น

นอกจากนี้ยังสามารถฝึกความอดทนในชีวิตประจำวันได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่บอกกับลูกว่า “คนที่นั่งรอเฉยๆ อยู่บนเก้าอี้ แม่ถึงจะเอาแตงโมออกมาให้กิน” หรือการฝึกให้ลูกนับเลขรอระหว่างที่ยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ

4. คุณพ่อคุณแม่กลัวลูกลำบากและกลัวลูกขาดแคลน

ครอบครัวยุคใหม่ที่นิยมการมีลูกครอบครัวละหนึ่งคน ทำให้คุณพ่อคุณแม่พยายามที่จะทำให้ลูกมีความสุขมากที่สุด ไม่ยอมให้ลูกต้องขวนขวายหรือพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง  เพราะกลัวว่าลูกจะรู้สึกลำบากหรือขาดแคลน

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: ให้ลูกพยายามทำสื่งต่างๆ ด้วยตัวเองก่อน เพราะการเข้าไปช่วยลูกทันทีทุกครั้ง จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กรักสบาย และคาดหวังว่าทุกครั้งที่ต้องการอะไร จะต้องมีคนมาทำให้ทันทีเสมอ

5. คุณพ่อคุณแม่ไม่จริงจังกับการสร้างวินัยให้ลูก

เมื่อเห็นลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก คุณพ่อคุณแม่ไม่ตำหนิ และไม่อธิบายวิธีการทำตัวที่ถูกต้องกว่าให้ลูก บางครั้งคุณก็ปล่อยผ่านพฤติกรรมแย่ๆ ของลูกเพราะเห็นเป็นเรื่องเล็ก หรือคาดหวังว่าลูกจะเปลี่ยนแปลงเมื่อโตขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าการปล่อยให้ลูกแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมนั้นจะสะสมกลายเป็นนิสัยของลูกไปในที่สุด

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย รวมถึงพูดคุยและสร้างข้อตกลงให้ลูก เช่น ‘ถ้าลูกไม่เก็บของเล่นชิ้นนี้ แม่จะไม่ให้ไปเล่นที่อื่น’ อย่าให้ความใจอ่อนของคุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่มีความอดทน

6. คุณพ่อคุณแม่อยากตัดความรำคาญ

เมื่อลูกใช้วิธีร้องไห้ งอแง ลงไปดิ้นกับพื้น คุณต้องการให้ลูกหยุด จึงยอมใจอ่อน และตามใจลูกเพื่อตัดรำคาญ ทำให้ลูกรู้ว่าวิธีนี้จะทำให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ และพยายามใช้มันบ่อยๆ

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: พยายามใช้ความอดทนและหนักแน่น จึงจะสามารถสอนและปลูกฝังความอดทนให้ลูกได้ คุณพ่อคุณแม่ที่ใจร้อนและตามใจลูกง่ายๆ จะเป็นตัวอย่างที่ทำให้ลูกไม่รู้จักการรอคอยมากขึ้นไปอีก

7. เพราะลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น

เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่รู้จักการรอคอย และต้องการตอบสนองทันที สังเกตได้จากลูกจะชอบพูดสวน ชอบพูดขึ้นมากลางการสนทนา ชอบแซงคิว และรออะไรไม่ได้เลยแม้แต่นาทีเดียว

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ: คุณพ่อคุณแม่ต้องควบคุมสติให้ดี ค่อยๆ อธิบายลูกด้วยเหตุผล รวมถึงจัดสรรและบริหารเวลากิจกรรมที่เกี่ยวกับลูกให้เป็นขั้นตอน เพราะเด็กสมาธิสั้นไม่สามารถทำอะไรต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานได้ และพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อปรึกษาและรักษาตามขั้นตอนต่อไป

อ้างอิง

Beezab

Theasianparent

Facebook

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...