"ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล" ขอปรับแผนลงทุนลุยกองอินฟราฯ
บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เดินหน้าปรับนโยบายเพิ่มลงทุน “โครงสร้างพื้นฐาน” พร้อมขอความเห็นชอบลูกค้าเก่า “กองทุนชุด iPROP” ที่มีมูลค่า 1.2 หมื่นล้าน คาดเสร็จกลางปีนี้ชี้ลูกค้าได้ประโยชน์ทั้งความผันผวนต่ำกว่า-ราคานิ่ง-ผลตอบแทนไม่แพ้กัน เผยคลอดกองทุนใหม่ลงทุนผ่าน ETF เน้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี-หุ่นยนต์ รับเมกะเทรนด์โลก เปิดขาย IPO 11-15 ก.พ. 62
นายวิน พรหมแพทย์ ซีเอฟเอ (CFA) และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมขอความเห็นชอบจากลูกค้าในการปรับนโยบายกองทุนตราสารทางเลือกชุด iPROP ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถลงทุนเพิ่มในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ได้ เนื่องจากเมื่อช่วง 6 ปีก่อน ตอนที่จัดตั้งกองทุนยังไม่มีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานให้ลงทุน แต่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่งมีได้ราว 4 ปีเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่ารวมราว 4 แสนล้านบาท “ใกล้เคียง” กับมูลค่าโดยรวมของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นมากว่า 10-20 ปีแล้ว
“ในอดีต iPROP จัดตั้งเป็นกองทุนที่ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เกิน 80% ของปีบัญชี ส่วนการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจะถูกนับเป็นอื่น ๆ ในกอง ดังนั้น เราจะขอความเห็นชอบลูกค้าให้การลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นสินทรัพย์หลักที่ลงทุนได้ และนับรวมใน 80% ด้วย ซึ่งลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะเดิมลงทุนแค่อสังหาริมทรัพย์ในไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย แต่หากได้รับความเห็นชอบ ก็จะสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ซึ่งมีข้อดีคือ มีความผันผวนน้อยกว่าอสังหาริมทรัพย์ ราคานิ่งกว่า และอัตราผลตอบแทน (dividend yield) ไม่แพ้กัน” นายวินกล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรายอื่น ๆ อาจจะมีการแยกกองทุนใหม่ออกมาเพื่อลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม แต่บริษัทต้องการรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าเดิม รวมทั้งการปรับนโยบายกองทุนแทนที่จะตั้งกองทุนใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) ได้ ทั้งนี้ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขอความเห็นชอบจากลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในครึ่งปีแรกของปี 2562 โดยปัจจุบันพอร์ต iPROP มีมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท และมีอัตราผลตอบแทนที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งที่ 5% ต่อปี
นายวินกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทกำลังจะออกกองทุนเปิด “ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล อินโนเวชั่น” หรือ CIMB-PRINCIPAL GINNO มีขนาดโครงการ 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีนโยบายลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวกับ “megatrend” ของโลก ซึ่งจะมี 4 ธีมลงทุน ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล (digitalization) ออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ (automation & robotics) เทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพ (healthcare technology) และธุรกิจที่จับลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียม (อายุ 19-39 ปี) กองทุนนี้จะเริ่มเสนอขายครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ช่วงวันที่ 11-15 ก.พ. 62 โดยสามารถลงทุนขั้นต่ำครั้งละ 5,000 บาท
ทั้งนี้ กองทุน CIMB-PRINCIPAL GINNO จะลงทุนผ่านกองทุน ETF จำนวน 5 กองทุน ที่บริหารจัดการโดย BlackRock Asset Management North Asia Limited, Principal Global Investors (Ireland) Limited และ Global X Management Company, LLC ซึ่งจะลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต อาทิ B2W DIGITAL ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซจากบราซิลที่มีอัตราเติบโตที่โดดเด่น, GARMIN ผู้ผลิตอุปกรณ์จีพีเอส และนาฬิกาสำหรับผู้ออกกำลังกาย, Da Vinci ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์สัญชาติอเมริกัน, Dexcom ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจวัดระดับกลูโคสจากประเทศอเมริกา, NIKE ผู้ผลิตสินค้าและอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของโลก ฯลฯ
“กองทุนจะไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล และจะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน” นายวินกล่าว