โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐนิยมสมัยจอมพล ป. ในสิมอีสาน : สิมเก่าวัดสะเทียนทอง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 ก.ค. 2565 เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2565 เวลา 03.25 น.
รูปที่ ๑ สิมเก่า วัดสะเทียนทอง บ้านนาดอกไม้ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ในช่วงปี พ.ศ. 2482-85 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มี
นโยบายเกี่ยวกับรัฐนิยมเพื่อปลุกระดมให้เกิดความรักชาติและปรับปรุงวัฒนธรรมให้เหมือนอารยประเทศ โดยการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวง และมีการเปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” [1]

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย “รัฐนิยม” ได้ถูกข้าราชการทั้งในส่วนกลางและในภูมิภาคนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและเผยแพร่ประกาศให้ราษฎรได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในลักษณะเดียวกันทั้งประเทศ

“อีสาน” หรือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีรูปแบบศิลปวัฒนธรรมเฉพาะท้องถิ่นและอยู่ห่างไกลจากศูนย์อำนาจรัฐ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับรัฐนิยมก็ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นหลายอย่างถูกห้าม ทำให้สูญหายในเวลาต่อมาและเกิดวัฒนธรรมแบบใหม่ซึ่งถูกกำหนดรูปแบบขึ้นโดยรัฐบาลแทน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำนโยบายรัฐนิยมมาเผยแพร่และปฏิบัติก็คือข้าราชการในท้อง
ถิ่นและพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าคณะปกครองหรือเคยมาศึกษาที่กรุงเทพฯ นอกจากนโยบายรัฐนิยมจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตแล้ว แนวคิดรัฐนิยมยังถูกนำมาดัดแปลงเป็นสัญลักษณ์ในงาน
ศิลปะ เพื่อประดับอาคารหรือศาสนสถานที่มีการสร้างขึ้นในยุครัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วย

วัดสะเทียนทอง ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านนาดอกไม้ ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย บ้านนาดอกไม้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ปรากฏชื่อในเอกสารจดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2370 ว่าเป็นหมู่บ้านทางผ่านของกองทัพจากหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ยกไปสมทบกับกองทัพจากกรุงเทพฯ เพื่อเข้าตีกรุงเวียงจันทน์ [2]

ภายในวัดสะเทียนทองมี “สิมเก่า” หรือโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง (สิม เป็นภาษาลาว-อีสานที่ใช้เรียกโบสถ์ มาจากคำว่า สีมา [3] ) ปรากฏหลักฐานที่หน้าบันทางทิศตะวันออกว่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2493 ภายใต้การนำของพระครูพินิจสังฆการ (หลวงพ่อทองมา) อดีตเจ้าอาวาสวัดสะเทียนทองและน่าจะเป็นเจ้าคณะปกครองระดับท้องถิ่นด้วย

สิมหลังนี้ก่ออิฐถือปูนในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร ส่วนฐานก่อเป็นรูปเอวขันยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนมุขหน้าและส่วนภายในสิม มุขด้านหน้ามีระเบียงก่อเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าในแนวตั้ง มีเสา ๔ ต้น ช่องว่างระหว่างหัวเสาประดับวงโค้งครึ่งวงกลม มีการทำลวดลายนูนต่ำประดับเหนือซุ้ม ด้านข้างมุขหน้ามีช่องซุ้มโค้งแบบด้านหน้า 1 ช่อง ถัดไปเป็นผนังเรียบไม่ปรากฏรูปเสา หลังคา 2 ชั้นมุงสังกะสี (รูปที่ 1)

บานประตูเป็นไม้แกะสลักรูปเทพนมฝีมือช่างค่ายซึ่งเป็นช่างไม้พื้นบ้าน สร้างในปี พ.ศ. 2495 (รูปที่ 2) ส่วนภายในสิม พื้นและผนังด้านข้างราบเรียบ มีช่องหน้าต่างด้านละ 2 ช่อง ด้านหลังติดผนังหุ้มกลองเป็นฐานพระประธานก่อด้วยอิฐรูปทรงเอวขันยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร พระประธานในสิมเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางประทานพร ฝีมือช่างพื้นบ้าน

ลักษณะสถาปัตยกรรมของสิมหลังนี้คล้ายกับสิมวัดโพธิ์ชัยศรี อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งสร้างโดยช่างญวนเมื่อปี พ.ศ. 2442 [4] จะต่างกันก็ตรงที่สิมเก่าวัดสะเทียนทองมีมุขหน้าแคบกว่า มีรายละเอียดและลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งน้อยกว่าเท่านั้น และสิมฝีมือช่างญวนร่วมสมัยกับสิมวัดสะเทียนทองยังพบอีกหลายหลังในเขตจังหวัดเลย หนองคาย อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร ยโสธร และอุบลราชธานี [5] จึงมีความเป็นไปได้ว่าช่างญวนที่สร้างสิมหลังนี้อาจเป็นช่างญวนกลุ่มเดียวกันกับช่างที่สร้างสิมในจังหวัดอุดรธานี เลย และหนองคายในช่วงเวลาเดียวกัน
ก็เป็นได้

จากการสัมภาษณ์พระสงฆ์ภายในวัดได้ความว่า สิมหลังนี้สร้างโดยฝีมือช่างญวนที่ทางวัดจ้างมา และมีคหบดีชาวจีนตระกูล “เซ็งสุทธา” ซึ่งค้าขายอยู่ในตลาดวังสะพุงเป็นเจ้าภาพหลักในการสร้างสิมและพระประธานภายในสิมยังมีภาพถ่ายของตระกูลเซ็งสุทธาแขวนอยู่ข้างผนังภายในสิม (รูปที่ 3) สิมหลังนี้ทำการผูกพัทธสีมาและทำบุญฉลอง (บุญขอดสิม) เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2493 [6]

สิ่งที่น่าสนใจในสิมเก่าหลังนี้ก็คือ “รูปปูนปั้นที่หน้าบันทั้ง 2 ด้าน” ที่หน้าบันด้านหน้ามีรูปปูนปั้นนูนต่ำเป็นรูปเทพนมและลายพันธุ์พฤกษาระบายสี เหนือซุ้มมุขด้านหน้า 2 ด้านมีรูป “ครุฑ” ช่องกลางทำเป็นรูปสิงโต? (รูปที่ 4) หน้าบันด้านหลัง ส่วนบนเป็นรูปม้าตัวผู้มีปีกกำลังบิน แวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษาระบายสี ส่วนล่าง ตรงกลางเป็นรูปช้างกำลังเดิน บนหลังช้างมี “พานแว่นฟ้ารองรัฐธรรมนูญ?” และมี “ธงไตรรงค์” หรือ “ธงชาติไทย” จำนวน 2 ผืนปักอยู่สองข้างพานแว่นฟ้า ด้านหน้าช้างเป็นรูปผู้ชายกำลังเป่าแคนและรูปผู้หญิงกำลังฟ้อนรำ ด้านหลังช้างเป็นรูปคนกำลังชกมวย มีตัวอักษรเขียนกำกับไว้ว่า “คณะ ป.ด.” ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหมายถึงอะไร (รูปที่ 5)

การปรากฏรูปปูนปั้นนูนต่ำเป็นรูปครุฑที่อยู่โดดๆ ไม่ได้ยุดนาคหรือมีพระนารายณ์ประทับเหมือนที่พบตามโบสถ์หรือวิหารทั่วไป ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายกับรูปครุฑที่เป็นตราสัญลักษณ์ของทางราชการหรือตราสัญลักษณ์ของประเทศไทย รูปช้างแบกพานแว่นฟ้ารองรัฐธรรมนูญ? เหมือนกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ และรูปธงไตรรงค์หรือธงชาติไทยที่หน้าบันของสิมเก่าวัดสะเทียนทอง (รูปที่ 6)

ผู้เขียนมีความเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดรัฐนิยมที่พระสงฆ์ ราษฎรและช่างท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับจากการประกาศใช้นโยบายรัฐนิยม ตลอดจนรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งเพิ่งเริ่มปกครองเมื่อเกือบ 29 ปีที่ผ่านมา และสัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการปกครองที่กระจายเข้ามายังภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้นได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนมีแนวโน้มที่เชื่อว่าพระสงฆ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าคณะปกครองน่าจะมีส่วนสำคัญในการนำแนวคิดรัฐนิยมเข้ามาเผยแพร่ในระดับท้องถิ่นควบคู่กับข้าราชการในท้องถิ่น

นอกจากนี้ รูปผู้ชายกำลังเป่าแคนและรูปผู้หญิงกำลังฟ้อนรำอาจเป็นความเข้าใจของช่างหรือราษฎรในท้องถิ่นห่างไกลเกี่ยวกับการ “รำวง” ที่รัฐบาลประกาศให้ข้าราชการและราษฎรปฏิบัติ ซึ่งช่างหรือราษฎรคงเข้าใจว่า รำวงที่รัฐบาลประกาศในนโยบายรัฐนิยมก็คือการฟ้อนรำที่มีการปฏิบัติอยู่ในท้องถิ่นก็เป็นได้ อาจจะไม่ใช่ภาพเกี่ยวกับงานฉลองสิมอย่างที่หลายคนเข้าใจก็ได้ เพราะว่างานฉลองสิมน่าจะมี
การจัดขึ้นหลังจากที่สร้างสิมหลังนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ภาพนี้จึงน่าจะทำขึ้นก่อนการฉลองสิมในช่วงตรุษสงกรานต์ ปี พ.ศ. 2493 แต่อย่างไรก็ดี ข้อสันนิษฐานเรื่องรำวงนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของผู้เขียนเท่านั้น ผู้ที่สนใจจะศึกษาเรื่องนี้จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาลงลึกไปในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ศิลปกรรมในสิมเก่าวัดสะเทียนทองเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายรัฐนิยมของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้าไปมีบทบาทและอิทธิพลต่อแนวคิดของราษฎรในท้องถิ่นหลายๆ ด้าน และสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจจากรัฐส่วนกลางที่สามารถกระจายเข้าไปในท้องถิ่นได้เป็นอย่างมากหลังช่วงการประกาศใช้นโยบายรัฐนิยม

ปัจจุบันนี้สิมเก่าวัดสะเทียนทองได้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ไม่สามารถใช้ประกอบศาสนกิจ
ได้ทางวัดจึงได้สร้างสิมหลังใหม่ตามรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมสมัยนิยมที่รับมาจากเมืองหลวง ซึ่ง อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ผู้ล่วงลับเรียกสิมแบบนี้ว่า “สิมโหล” [7]

ซึ่งพบได้ทั่วไปแทบทุกวัดเวลานี้ ผู้เขียนทราบมาว่าทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและ สปป.ลาว ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การสำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบ VERNADOC”ขึ้นที่วัดสะเทียนทอง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา [8] แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังเสร็จสิ้นการอบรมแล้วจะมีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์สิมหลังนี้ต่อไปหรือไม่

ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคนจะต้องเข้ามาศึกษาและร่วมกันหาแนวทางหรือวิธีการอนุรักษ์สิมเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์หลังนี้ให้คงอยู่สืบไป

เชิงอรรถ :

[1] โปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายรัฐนิยมสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพิ่มเติมใน เทียมจันทร์ อ่ำแหวว. บทบาททางการเมืองและการปกครองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2475-2487). วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521.

[2] “ราชการทัพเมืองเวียงจันทน์ ฉบับ 11,” ใน รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวาย. จดหมายเหตุ รัชกาลที่ 3 เล่ม 3. (กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติ
บุคคลสหประชาพาณิชย์, 2530), น. 112.

[3] โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิมและสถาปัตยกรรมสิมอีสานใน วิโรฒ ศรีสุโร. สิมอีสาน. (กรุงเทพฯ : เมฆาเพลส, 2536).

[4] ชวลิต อธิปัตยกุล. “สิมฝีมือช่างญวนที่วัดโพธิ์ชัยศรี บ้านผือ อุดรธานี,” ใน วารสารเมืองโบราณ. ปีที่ 36 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2553), น. 101-106.

[5] โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน วสันต์ ยอดอิ่ม. สิมพื้นถิ่นในเขตภาคอีสานตอนบน. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร,
2545, น. 55-227.; ติ๊ก แสนบุญ. “ฮูปแต้ม…ฮูปนูน สกุลช่างญวนอีสาน : เจ๊กปนลาว มิตรภาพบนความหลากหลาย,” ใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 31 ฉบับที่ 11 (กันยายน 2553), น. 60-65.; ชวลิต อธิปัตยกุล. “มังกรประดับ ฝีมือช่างญวนในสิมอีสาน วัดมงคลนิมิตร อุดรธานี,” ใน วารสารเมืองโบราณ. ปีที่ 37 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2554), น. 30-33.

[6] พระวิระ สุชาโต อายุ 43 ปี. วัดสะเทียนทอง บ้านนาดอกไม้ ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย, สัมภาษณ์วันที่ 12 ตุลาคม 2554.

[7] ดู วิโรฒ ศรีสุโร. สิมอีสาน. น. 416-422.

[8] “สถาปัตย์ไทย-ลาว ร่วมอนุรักษ์สิมเก่า วัดสะเทียนทอง จ.เลย,” ใน สารมิตรภาพไทย-ลาว. ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2553), น. 9-10.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 มกราคม 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...