โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หม้อมีนม" ในอินเดีย-ไทย มีนมไปทำไม?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ก.ย 2566 เวลา 13.48 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2566 เวลา 04.05 น.
(ซ้าย) หม้อมีนม พบที่แหล่งโบราณคดีหนองราชวัติ อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี (ภาพจาก เฟซบุ๊ก กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร) (ขวา) Lajja Gauri แสดงท่าทางการคลอดลูก สะท้อนเทวสตรีในฐานะผู้ให้กำเนิดและเป็นผู้มอบพลังแห่งชีวิต (ภาพจาก metmuseum.org (Public Domain))

“หม้อมีนม” ใน อินเดีย-ไทย มี “นม” ไปทำไม?

ในช่วงที่มีการจัดนิทรรศการพิเศษที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เรื่อง ‘เทวสตรี’ มีโบราณวัตถุหลายอย่างที่ผมไปชมแล้วชอบใจ

และสิ่งที่ออกจะประทับใจมากกว่าอย่างอื่น คือ หม้อดินเผาขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งขุดค้นพบที่แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นของใช้ในพิธีกรรมความเชื่อสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราว 3,800 – 4,000 ปี

ตอนที่ขุดพบ หม้อใบนี้ถูกทุบจนแหลกเพื่อปูรองใต้หลุมศพชายคนหนึ่ง และนักโบราณคดีก็อุตสาหะต่อคืนจนเป็นหม้อบริบูรณ์

สิ่งที่โดดเด่นกว่าความเก่าแก่คือ หม้อใบนี้เป็นหม้อที่ปั้น‘เต้านม’ ไว้ด้านข้างถึง 4 เต้า และมีลายรูปก้นหอยอีกลายหนึ่ง นักโบราณคดีจึงตีความว่าหม้อในพิธีกรรมชนิดนี้น่าจะสื่อถึงเทวสตรี และลายก้นหอยอาจหมายถึงการหมุนเวียน หม้อใบนี้จึงถูกนำไปรองยังก้นหลุมศพ ดุจชายคนนั้นได้กลับสู่ครรภ์ของเทพมารดรอีกครั้ง หม้อมีนมใบดังกล่าวเพิ่งปรากฏในสื่อเมื่อปี 2558 นี้เอง

ผมชอบหม้อมีนมใบนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็รู้สึกตงิด ๆ เหมือนว่าเคยเห็นหม้อที่มีเต้านมคล้าย ๆ แบบนี้ที่ไหน ค้นไปค้นมาก็เจอ

ที่อินเดียเองก็มีหม้อเต้านมคล้ายกับที่มีในบ้านเรานี้เลย ที่สำคัญในปัจจุบันยังมีคนใช้อยู่

หม้อมีเต้านมของอินเดียชนิดนี้เรียกว่าหม้ออุขา (Ukha) เป็นหม้อดินเผาที่มีเต้านมปั้นติดไว้ด้านข้าง อุขานั้นมีหลากรูปแบบแต่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่คล้ายคลึงกับที่พบในบ้านเรา ต่างกันที่ของเขามีเต้าแปดเต้า ส่วนของเราสี่

คำว่า อุขา ในสมัยโบราณ หมายถึง หม้อที่ใช้เตรียมอาหาร ปัจจุบันเป็นหม้อที่ใช้ในพิธี “อัคนิจยนะ” (Agnicayana) หมายถึงการตั้งแท่นบูชาไฟ หรือเรียกอีกอย่างว่าพิธี “อติตราตรัม” นักภารตวิทยาเชื่อว่าเป็นพิธีในพระเวทที่เก่าแก่ที่สุดในปัจจุบันยังมีการปฏิบัติกันอยู่ บางท่านเชื่อว่าพิธีนี้น่าจะมีอายุถึงราว 3,000 ปีขึ้นไป

รายละเอียดของพิธีอยู่ในคัมภีร์ กฤษณยชุรเวท (ยชุรเวทดำ) ซึ่งแพร่หลายในอินเดียใต้ และมีพราหมณ์เพียงพวกเดียวที่ยังทำได้คือ พราหมณ์นัมพุทิริ (Nambudiri) ซึ่งมีถิ่นพำนักในรัฐเกรละ

อัคนิจยนะกินเวลาสิบกว่าวัน โดยก่อนถึงพิธีพวกพราหมณ์จะต้องสร้างข้าวของเครื่องใช้ในพิธีหลายสิบอย่าง นอกจากหม้ออุขาแล้วยังมีของพิเศษที่สื่อถึง ‘การบูชายัญ’ เช่น เครื่องปั้นดินเผา รูปศีรษะแพะ ม้า และ ‘มนุษย์ผู้หญิง’ แสดงว่าในอดีตพิธีนี้มีการบูชายัญกันจริง ๆ กระทั่งในปัจจุบันยังต้องนำแพะ ม้า และผู้หญิงคนหนึ่งเข้าไปในพิธีแบบพอเป็นสัญลักษณ์ แต่ไม่มีการบูชายัญอีกแล้ว เพราะพราหมณ์นัมพุทิริกลายเป็นนักมังสวิรัติและละเลิกการฆ่า

บทบาทของหม้ออุขาชนิดแปดเต้าคือ ทำหน้าที่บรรจุกองไฟซึ่งจุดในสถานที่ก่อไฟไปยังแท่นบูชา ท่านอธิบายว่าอาจเพราะสตรีคือ ‘พลัง’ หรือ ‘ศักติ’ อันมี ‘ความร้อน’ หรือเดชอยู่ภายใน จึงใช้หม้ออุขาบรรจุไฟ ส่วนอุขาชนิดอื่น ๆ ก็ใช้บรรจุของต่าง ๆ ในพิธี

นอกจากหม้ออุขาแล้ว ในสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดู ‘เต้านม’ ยังแฝงอยู่ในรูป ‘หม้อน้ำ’ ชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ในพิธีกรรม เช่น ‘หม้อกลัศ’ หรือ ‘พระเต้า’ สังเกตุพิธีกรรมในบ้านเราก็ได้ครับ ถ้าเป็นพิธีพราหมณ์นอกจากจะใช้สังข์แล้วจะใช้หม้อปากแคบหรือก้นแคบบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ไม่ใช้ภาชนะทรงขันหรือครอบน้ำมนตร์เช่นในพิธีของพุทธ

เหตุที่ต้องใช้อย่างนี้ลึก ๆ ก็น่าจะเพราะเป็นทรงภาชนะที่สะท้อน ‘เต้านม’ ของสตรีนั้นแล อะไรจะศักดิ์สิทธิ์ไปว่า ‘เต้านมของแม่’ ละครับ เพราะในนั้นบรรจุ ‘น้ำอัมฤต’ เอาไว้ พอเราดื่มกินก็เติบโตมีชีวิตรอดมาได้

ดังนั้นในเทวลักษณะของพระเทวีทั้งหลายถึงปั้นให้มีพระถันเต่งตึงใหญ่โต และมักเปลือยถันเสียด้วย เพราะเป็นสิ่งแสดงถึงความเป็นเทพมารดาผู้หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหลาย และเป็นความงามอันพึงปรารถนาที่ชักนำให้เกิด ‘กามะ’ ที่เป็นแรงขับแรกของสกลจักรวาลซึ่งก่อให้เกิดชีวิต

……..

นอกจากเรื่องหม้อมีนมแล้ว ผมยังมีเรื่องสนุก ๆ ที่พอจะเชื่อมโยงกับบ้านเราได้อีกเรื่องคือ ในรัฐเกรละมีขนมที่เรียกว่าอุนนิอัปปัม (Unni Appam) หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ปัฑฑุ (Paddu)

อัปปัม หมายถึงขนมที่ทำด้วยแป้งข้าวซึ่งมีหลายรูปแบบ คำอินเดียใต้คำนี้คนปักษ์ใต้บ้านผมรู้จักกันดี เพราะเรามีขนมที่รับมาจากคนอินเดียที่มาทำเหมืองแร่ในสมัยก่อน แต่เราเรียกเพี้ยนเป็นอัปโป๊ง-อาโป้ง หน้าตาหรือส่วนผสมก็คล้ายกัน ส่วนอุนนิ แปลว่า ‘เล็ก’ ครับ

เจ้าอุนนิอัปปัมนี่คือ ‘ขนมครกแขก’ ที่ใช้แป้งข้าวเจ้า กล้วย น้ำตาลอ้อย และมะพร้าวขูดบดรวมกันแล้วหยอดลงไปในพิมพ์โลหะขนาดเล็กเป็นหลุม ๆ ทอดด้วยน้ำมันมะพร้าวหรือเนย พอสุกก็เอาสองฝามาประกบกัน

ผมเชื่อว่านี่คือพ่อแม่ของขนมครกของเราครับ เพราะของเขามีมานานมากแล้ว แต่จะเข้ามาตอนไหนไม่ทราบได้ ทราบแต่ขนมครกเราน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ที่สำคัญคือ บางครั้งเจ้าถาดทอดขนมอุนนิอัปปัมนี้จะทำเป็นรูปเต้านม คือด้านนูนของหลุมแต่งให้เป็นรูปเต้านมเสีย ถาดหนึ่งมีห้าหลุม มีเต้านมสี่เต้า ตรงกลางไม่ใช้ เห็นแล้วก็ชวนคิดไปถึงหม้ออุขาในความหมายเดิม หรืออาจตกทอดเล็ดลอดมาในครัวเรือนบ้างกระมัง

เขียนเรื่องหม้อมีนมอีท่าไหน มาออกเรื่องขนมครกได้ก็ไม่รู้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กันยายน 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...