โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

#91เตือนกัน "หวาน มัน เค็ม อะไร...ร้ายกว่ากัน ?"

สวพ.FM91

อัพเดต 01 เม.ย. 2564 เวลา 22.10 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 22.10 น.

 มหาวิทยาลัยมหิดล :  อาหารไทยเป็นอาหารที่มีรสชาติหลากหลายทั้ง เปรี้ยว เผ็ด หวาน และเค็ม โดยความจัดจ้านของอาหารไทยยังเป็นที่ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่ภายใต้รสชาติแสนอร่อยนั้นหากเราบริโภคมากเกินไปก็ซ่อนอันตรายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน 
สถิติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ประเทศไทยมีภาวะจากกลุ่มโรค NCDs ในสัดส่วนที่สูงกว่านานาชาติ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 300,000 กว่ารายในปี พ.ศ.2552 คิดเป็น 73% ของการเสียชีวิตทั้งหมดจากพฤติกรรมการบริโภคหวานจัด มันจัด และเค็มจัด
น้ำตาล เป็นสารให้ความหมานในอาหาร เป็นหนึ่งในสารที่สำคัญที่สสุดในชีวิตมนุษย์อีกชนิดหนึ่งในเรื่องของกระบวนการเผาผลาญหรือกระบวนการขับถ่ายของเสีย ซึ่งล้วนแต่ต้องอาศัยพลังงานจากน้ำตาลทั้งสิ้น  แต่หากว่าบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วนและนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในที่สุด ปริมาณการบริโภคหวานให้ปลอดภัย คือ ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (1 ช้อนชา = 4 กรัม)
รสเค็ม ร่างกายมีอวัยวะที่ทำงานกับความเค็มโดยตรง นั่นก็คือ “ไต” มีหน้าที่ปรับโซเดียมในร่างกายให้สมดุล ถ้าโซเดียมมากเกินไปไตจะสั่งการให้ขับออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าน้อยเกินไปไตจะดูดโซเดียมกลับไปสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้นเอไตทำงานผิดปกติก็จะไม่สามารถขับเกลือออกจากเลือดได้ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมีผลทำให้เกิดหัวใจวายได้ การบริโภคเกลือไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน (โซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) 
ความมัน แม้ว่าไขมันจะมีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองและหัวใจ แต่หากร่างกายได้รับไขมันเกินความจำเป็อาจนำไปสู่อาการป่วยของโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคหัวใจ โดยเฉพาะคนที่เผลอรับประทานอาหารประเภทไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันทรานส์สูงเป็นประจำ ควรบริโภคน้ำมันไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 30 กรัม  
ทั้งนี้ ทุกรสชาติไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน หรือ เค็ม จะมีความร้ายแรงต่อร่างกายเหมือนกันหากบริโภคเกินความจำเป็น และขาดการดูแลเอาใจใส่ร่ายกายด้วยออกกำลังกาย นอกจากการควบคุมการบริโภคด้วยการลดหวาน มัน เค็ม ด้วยตัวเอง การ่านฉลากโภชนาการ หรือ ฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) ก็ถือเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถควบคุมการบริโภคได้ง่ายขึ้น    
CR. มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...