โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เทคนิคการปลูก-ดูแลอินทผลัมกินผลสดขายทั้งผล-ต้นพันธุ์ แบบครบวงจรจับตลาดพรีเมียม

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 06.07 น.

อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์ม มีหลากหลายสายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง โดยสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแบบทะเลทราย ลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เมตร โดยใบติดอยู่บนต้น 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร มีลักษณะเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกของอินทผลัมจะออกจากโคนใบ เมื่อติดผลลักษณะของผลเป็นรูปทรงรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีรสหวานฉ่ำ สามารถรับประทานได้ทั้งผลสดและสุก ซึ่งผลจะมีสีเหลืองถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด โดยผลสุกจะนิยมนำไปตากแห้ง

คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ เกษตรกรจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้ที่เห็นถึงลักษณะพิเศษของอินทผลัม จึงได้นำมาทดลองปลูกภายในสวน จนประสบผลสำเร็จ จนทำให้ในเวลานี้ที่สวนของคุณปรีชามีผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้และหาซื้อต้นพันธุ์กันมากเลยทีเดียว

คุณปรีชา เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปศุสัตว์ คือ การเลี้ยงเป็ด ต่อมาจึงได้มาจับอาชีพเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เฟื่องฟ้า ลีลาวดี เรียกง่ายๆ ว่า ทำการเกษตรมาอย่างชำนาญในสายงานด้านนี้กันเลยทีเดียว ต่อมาจึงได้มีความสนใจจะปลูกอินทผลัม จึงได้นำมาทดลองปลูกอย่างที่ได้คิดตั้งใจไว้

“ตอนนี้ที่สวนไม้ดอกไม้ประดับก็ยังปลูกขายอยู่ เมื่อธุรกิจทางด้านนี้เริ่มอยู่ตัว ประมาณปี 2557 ผมก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับอินทผลัมกินผลสด เพราะเราเริ่มรู้สึกว่าไม้ดอกไม้ประดับเราเริ่มอิ่มตัว อยากที่จะทำเกี่ยวกับต้นไม้กินผลได้ ก็เลยเลือกอินทผลัม ซึ่งชอบลักษณะพิเศษตรงที่ผลของอินทผลัมสามารถเก็บไว้รับประทานได้นานเมื่อเราใส่ตู้เย็นไว้ ผลอินทผลัมค่อนข้างมีคุณค่าทางโภชนาการ และที่สำคัญเป็นไม้ที่ปลูกง่าย เรื่องการดูแลง่าย ไม่ยุ่งยาก” คุณปรีชา บอกถึงที่มาของการปลูกอินทผลัม

เนื่องจากการปลูกอินทผลัมสามารถนำต้นพันธุ์มาปลูกได้หลายแบบ คือ ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด และต้นพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งในช่วงแรกที่ทดลองปลูกนั้น คุณปรีชา บอกว่า ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมาปลูก ประมาณ 200 ต้น ได้อินทผลัมที่เป็นตัวผู้ 130 ต้น และเป็นตัวเมีย 70 ต้น ต่อมาเพื่อขยายลูกค้าตลาดให้กว้างขึ้น และเพื่อให้ต้นอินทผลัมได้สายพันธุ์ที่แน่นอน จึงได้นำต้นอินทผลัมที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ามาปลูกด้วย โดยสั่งมาจากต่างประเทศ คือ สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ และประเทศอังกฤษ

ก่อนที่อินทผลัมจะเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ คุณปรีชา บอกว่า จะต้องนำต้นที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาอนุบาลเสียก่อน โดยใช้เวลาอนุบาลช่วงนี้ประมาณ 4 เดือน จะมีความสูงประมาณ 1 คืบ พร้อมทั้งมีใบประมาณ 5-6 ใบ ก็สามารถนำมาปลูกลงดินได้

“พอเราได้ต้นที่แข็งแรงดีแล้ว เราก็นำต้นที่อนุบาล มาปลูกลงดินได้เลย โดยให้แต่ละต้นมีระยะห่างกัน ประมาณ 7×7 เมตร ซึ่งดินที่อยู่ตามภาคกลาง ไม่ต้องรองก้นหลุม ใส่ข้างบนเดี๋ยวก็จะซึมลงไปเอง แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินไม่ค่อยดี ก็สามารถรองก้นหลุมด้วยขี้ไก่ หรือปุ๋ยหมักก็ได้เหมือนกัน ก็จะทำให้ดินมีความสมบูรณ์” คุณปรีชา บอกถึงวิธีการปลูก

เมื่อปลูกต้นอินทผลัมเป็นที่เรียบร้อยจะดูแลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจริญเติบโตเต็มที่ และที่สำคัญเรื่องการรดน้ำต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสังเกตจากดินที่โคนต้น ถ้าแห้งมากจำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง

ในเรื่องของการใส่ปุ๋ยนั้น คุณปรีชา บอกว่า จะใส่ปุ๋ย สูตร 20-10-10 เดือนละ 2 ครั้ง เมื่ออายุของต้นเริ่มมีอายุเกิน 1 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตได้จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็นสูตร 8-24-24 ไปจนถึงต้นอินทผลัมเริ่มออกดอก

ซึ่งก่อนที่ต้นจะติดผลให้ได้ชิมรสชาติหวานฉ่ำได้นั้น อินทผลัมเป็นไม้ที่มีการแยกเพศของต้นอย่างชัดเจน ดังนั้น จะต้องมีการผสมเกสรเข้ามาช่วยเพื่อให้การติดผลสมบูรณ์มากขึ้น โดยการผสมเกสรจะเริ่มผสมได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่ต้นอินทผลัมออกดอกใหม่ๆ เมื่อการผสมเกสรสำเร็จแล้วเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ในช่อก็จะเริ่มติดผลจึงตัดแต่งช่อให้มีคุณภาพตามที่ต้องการ คือ ผลเล็กและผลที่ไม่มีคุณภาพก็จะตัดออกทิ้ง เสร็จแล้วจึงนำตาข่ายมาห่อผลเพื่อกันแมลงศัตรูพืช พร้อมทั้งห่อทับด้วยถุงกระดาษอีกครั้งเพื่อป้องกันแสง จากนั้นปล่อยไปอีกประมาณ 120-130 วัน ผลอินทผลัมก็จะสมบูรณ์เต็มที่สามารถเก็บเกี่ยวได้

“เมื่อต้นเพศเมียเริ่มออกดอก เราก็จะเตรียมเอาเกสรต้นเพศผู้ มาผสมกับเกสรเพศเมีย ซึ่งการผสมก็ไม่ยาก พอผสมเสร็จใช้เวลาประมาณ 5 วัน ผลก็จะเริ่มติดออกมาให้เห็น เสร็จแล้วก็จะฉีดแคลเซียมโบรอนเข้ามาช่วย เพื่อให้เกสรมีความแข็งแรง ซึ่งการผสมเกสรมองดูแล้วไม่ใช่เรื่อยาก สามารถเรียนรู้กันได้ ซึ่งท่านใดที่สนใจก็สามารถมาสอบถามข้อมูลที่สวนได้ยินดีให้คำแนะนำ” คุณปรีชา บอกถึงวิธีการผสมเกสรและดูแลผลอินทผลัม

จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองปลูกมาอย่างประสบผลสำเร็จ คุณปรีชา บอกว่า ในเวลานี้ที่สวนจึงมีต้นที่มีผลออกมาให้กับผู้ที่สนใจได้มาเชยชมและเรียนรู้วิธีการปลูกจากประสบการณ์จริงได้ที่สวน พร้อมทั้งมีผลอินทผลัมได้ให้ชิมอีกด้วย

สำหรับการปลูกอินทผลัมที่เหมาะสมภายในสวน คุณปรีชา แนะนำว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมโดยประมาณ เช่น ต้นอินทผลัมเพศผู้ 20 ต้น สามารถคุมการผสมเกสรให้กับต้นอินทผลัมเพศเมีย ประมาณ 100 ต้น ซึ่งการผสมเกสรต้องมีการศึกษาเพื่อที่การผสมให้ติดผลจะได้ประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“สำหรับผู้ที่สนใจ อยากจะปลูก ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ที่สวนเราได้ หรืออยากจะลองชิม หรือเรียนรู้ว่าการปลูกเป็นยังไง ก็เข้ามาเจอกันที่สวนผมได้ หรือเกษตรกรที่สนใจต้นพันธุ์ ก็สามารถเข้ามาหาซื้อได้ ซึ่งต้นที่เรามีขายก็เป็นต้นเนื้อเยื่อ ที่ผ่านการอนุบาลจนแข็งแรงดีแล้ว สามารถนำไปปลูกได้เลย อายุประมาณ 4 เดือน ขายอยู่ที่ต้นละ 1,500 บาท ซึ่งก็มีหลายพันธุ์ให้เลือกไปปลูก เช่น พันธุ์บาฮี เคแอล 1 (KL1) เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และบางส่วนก็เป็นพันธุ์เพาะเมล็ดเราก็มีขายอยู่ ที่ต้นละ 300 บาท ซึ่งก็สามารถเข้ามาพูดคุยกัน ทางสวนเรายินดีให้คำแนะนำ” คุณปรีชา บอก

ทั้งนี้ คุณปรีชา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การปลูกอินทผลัมยังไม่เจอปัญหายุ่งยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องน้ำที่ใช้รด เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่จะติดผลผลิต น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ หมายเลขโทรศัพท์ 081-309-6086, 087-320-5009

เผยแพร่ครั้งแรกวันวันพฤหัสที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทคนิคการปลูก-ดูแลอินทผลัมกินผลสดขายทั้งผล-ต้นพันธุ์ แบบครบวงจรจับตลาดพรีเมียม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.khaosod.co.th/technologychaoban

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...