โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดีมานด์ "ปูม้า" ตลาดใน-นอกพุ่ง "ประมง" รุกปล่อย 2 หมื่นแม่พันธุ์ลงทะเล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2563 เวลา 03.50 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 02.30 น.

ดีมานด์ “ปูม้า” ตลาดใน-นอกพุ่ง “ประมง”รุกปล่อย 2 หมื่นแม่พันธุ์ลงทะเล ฟื้นชีพสู่ “อ่าวไทย-อันดามัน”

“ปูม้า” หนึ่งในอาหารทะเลยอดนิยมหรือที่หลายคนนิยมนำมาทำเป็นเมนู “ปูไข่ดอง” อาหารขึ้นโต๊ะจานเด็ด แต่ทราบกันหรือไม่ว่า จำนวนปูในท้องทะเลไทยกำลังลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งกรมประมงได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 แก้ไข พ.ศ. 2560 ทำให้ระบบการจับปูม้าในเชิงอุตสาหกรรมอาหารถูกปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น และเกิด“ธนาคารปูม้าประมงพาณิชย์” เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรปูม้าคืนสู่ทะเล แต่กระแสการบริโภคยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนคาดการณ์ยากถึงความยั่งยืนของทรัพยากรปูม้าในอนาคต

“เพราลัย นุชหมอน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงทะเล กรมประมง ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมาก ยิ่งในภาวะวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาสให้ประเทศไทยส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสุขอนามัยสูง ส่งผลให้สินค้าอาหารทะเลหลายชนิดได้รับความนิยม รวมถึงการส่งออกปูม้าสดแช่เย็น-แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์เนื้อปูม้าพาสเจอไรซ์บรรจุกระป๋อง ซึ่งมีตลาดส่งออกหลักไปประเทศสหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน และฮ่องกง

“ความต้องการปูม้าในตลาดมีมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มตั้งแต่ปี 2556-2557 ซึ่งมีผลให้จับปูม้ามากที่สุดปี 2557 มีปริมาณการจับ 44,000 ตัน ปี 2558 จับได้ 41,000 ตัน ปี 2559 จับได้ 31,000 ตัน จนกระทั่งประเทศไทยประกาศใช้พระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 แก้ไข พ.ศ. 2560 ซึ่งไทยได้ให้ความร่วมมือกับมาตรการสากล และให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 เพื่อแก้ปัญหาการใช้ทรัพยากรเกินกว่าปริมาณที่ธรรมชาติสามารถผลิตได้ ซึ่งปูม้าก็เป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่ถูกควบคุมตามมาตรการดังกล่าวด้วย”

หลังจากนั้นปริมาณการจับปูม้าก็ลดลง ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การจำกัดจำนวนเรือประมง มาตรการควบคุมวันทำการประมงและเครื่องมือทำประมง ส่งผลให้ในปี 2560 มีการจับปูม้าเหลือเพียง 29,000 ตัน และเริ่มสนับสนุนการจัดทำ“ธนาคารปูม้า” ขึ้นในประเทศไทย ผ่านโครงการคืนปูม้าสู่ทะเลไทยของรัฐบาล จำนวน 520 แห่ง แบ่งเป็นของกรมประมง 191 แห่ง และของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ 329 แห่ง ทำให้สถานการณ์ทรัพยากรปูม้าเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น โดยในปี 2561 จับได้ 24,000 ตัน และปี 2562 จับได้ 28,000 ตัน

จากการประเมินทรัพยากรปูม้าในอ่าวไทยปัจจุบันพบว่า มีปริมาณผลผลิตสูงสุด 30,000 ตัน/ปี โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันมีปริมาณถึง 7,484 ตัน/ปี เป็นภาพการฟื้นคืนของปูม้าแบบยั่งยืนและจับได้ตลอดทั้งปี

“ภาพรวมล่าสุดผลผลิตปูม้าที่จับได้ เข้าสู่ตลาดภายในประเทศประมาณ 70% ส่งออกประมาณ 30% เห็นได้จากตัวเลขส่งออกปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ตัน มูลค่า 1,650 ล้านบาท ในปี 2562 ส่งออกประมาณ 4,700 ตันมูลค่า 1,465 ล้านบาท โดยบริเวณที่สามารถจับปูม้าได้มากที่สุด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และจันทบุรี รวมไปถึงอ่าวพังงาบางส่วน”

ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยมีการทำโรงงานแปรรูปปูม้าเชิงอุตสาหกรรมส่งออกจำนวนมาก รวมถึงแนวโน้มการบริโภคปูม้าของผู้บริโภคในประเทศมีมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณเนื้อปูที่จับได้ภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้น โรงงานแปรรูปผู้ประกอบการหลายแห่งจึงนำเข้าเนื้อปูสดแช่เย็นแช่แข็งจากประเทศแถบตะวันออกกลาง อาทิ บาห์เรน ปากีสถาน เป็นกลุ่มประเทศที่ไม่นิยมบริโภค โดยปี 2561 มีการนำเข้าประมาณ 2,500 ตัน ปี 2562 มีการนำเข้าประมาณ 2,800 ตัน แต่ปูที่นำเข้ามีราคาสูง และคุณภาพสู้เนื้อปูภายในประเทศไทยไม่ได้

“เพราลัย” บอกว่า ปูม้าถือเป็นสัตว์ทะเลที่สามารถเพาะและขยายพันธุ์ได้ แต่เลี้ยงทดแทนการจับจากธรรมชาติยากมาก จึงยังไม่สามารถพัฒนาการเลี้ยงในบ่อได้เหมือนกุ้ง จึงไม่สามารถเพิ่มปริมาณให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและการส่งออก

“การทำธนาคารปูม้าส่วนใหญ่มีการสนับสนุนให้ดำเนินการโดยชุมชนพื้นบ้านเป็นหลัก โดยการนำแม่ปูที่มีไข่นอกกระดองมาเพาะเลี้ยงในโรงเรือน ปล่อยให้ไข่ฟักกลายเป็นลูกปูขนาดเล็ก ซึ่งแม่ปู 1 ตัว จะให้ลูกปูประมาณ1 ล้านตัว หลังจากนั้นจึงนำลูกปูไปปล่อยในธรรมชาติ แต่อัตราการรอดชีวิตของลูกปูมีเพียงแค่ 1% และจะเติบโตเป็นแม่ปูที่สามารถฟักไข่ได้ประมาณแค่ 160 ตัวเท่านั้น”

ดังนั้น กรมประมงได้มีการขอความร่วมมือจากชาวประมงพาณิชย์ หากจับได้ปูไข่นอกกระดองให้ปล่อยลงทะเล ตัวอย่างเช่น สมาคมประมงอวนลาก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีเรือทำประมงพาณิชย์อยู่ประมาณ 40 กว่าลำ ขอให้กรมประมงเข้าไปสอนโครงการธนาคารปูม้าและช่วยกันอนุรักษ์ปูม้ากลับคืนสู่ทะเล และนับตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน

แนวคิดการอนุรักษ์นี้ได้ถูกขยายไปสู่สมาคมประมงแห่งประเทศไทย ได้ให้ความร่วมมือในมีการปล่อยแม่พันธุ์ปูม้าลงทะเลไปแล้วกว่า 20,000 ตัว โดยมีระบบการจดบันทึกข้อมูลและสื่อสารกับกรมประมงตลอดมา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแปรรูป “เพราลัย” บอกว่า กรมประมงได้ทำความร่วมมือกับสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และภาคเอกชน ทำโครงการ Fishery Improvement Project เกี่ยวกับแผนปรับปรุงการประมงปูม้าของไทยควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ความรู้ในการทำธนาคารปูม้ากับชุมชนเป็นหลัก โดยการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการใช้เครื่องมือทำการประมงพบว่า 50% ของผลการจับปูม้ามาจากการทำประมงพื้นบ้าน และอีก 50% มาจากการประมงพาณิชย์

“สำหรับทิศทางตลาดปูม้าในปี 2563 นี้ ชาวประมงสามารถกระจายปูม้าผ่านระบบตลาดออนไลน์ได้มากขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนวิธีขายมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งรูปแบบการตลาดและแพ็กเกจ การที่รัฐบาลควบคุมโควิด-19 ได้ถือว่าเป็นแรงบวกอย่างมาก เห็นได้จากเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยทั้งจากโรงงานที่สุราษฎร์ธานีและสมุทรสาคร โดยเฉพาะบริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ผลิตเนื้อปูม้าพาสเจอไรซ์บรรจุกระป๋อง ปูนิ่มแช่แข็งและสินค้าเนื้อปูแปรรูปต่าง ๆ ส่งขายทั้งตลาดภายในประเทศ และส่งออก ซึ่งมีธนาคารปูม้าเป็นของตัวเองก็ยังดำเนินธุรกิจได้ดีอยู่ แม้การส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังทำได้ไม่เต็มที่”

ดังนั้น ในอนาคตปูม้าในท้องทะเลไทยจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น เพื่อเป็นอาหารให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคหรือไม่ คงอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าของไทย โดยเฉพาะการรณรงค์ไม่กิน “ปูไข่นอกกระดอง” และ “ปูขนาดเล็ก” เพื่อชาวประมงจะได้ไม่จับมาขาย และให้ปูม้าได้ขยายพันธุ์ในท้องทะเลให้มีการใช้ประโยชน์กันอย่างยั่งยืนตลอดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...