โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เวียดนาม" ผนึก "ลาว" เลี้ยงโคนม ตีตลาดอาเซียน สะเทือน "แดรี่โฮม"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2563 เวลา 04.40 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 01.00 น.
วิกฤต - ปี 2564 รัฐบาลไทยได้ตกลงเปิดเสรีสินค้านมและผลิตภัณฑ์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ออสเตรเลีย และ FTAไทย-นิวซีแลนด์ ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงโคนมไทย ซึ่งเลี้ยงจำนวนน้อย ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงสู้ต่างประเทศไม่ได้

“แดรี่โฮม” เผยปี 2564 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยเจอ 2 วิกฤตหนัก ทั้งผลกระทบเปิดเสรี FTA ไทย-ออสซี่ และไทย-นิวซีแลนด์ นมและผลิตภัณฑ์นม

ล่าสุด บริษัท Vinamilk ผู้ผลิตโคนมยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ในเวียดนาม และอันดับ 50 ของโลก ผนึกนักธุรกิจลาว-ญี่ปุ่นร่วมลงทุนกว่า 3,600 ล้านบาท เช่าที่ดินแขวงเชียงขวางกว่า 1 แสนไร่ เลี้ยงโคนมออร์แกนิกกว่า 1 แสนตัว ตีตลาดอาเซียน ชี้เกษตรกรไทยอยู่รอดยากหากไม่ปรับตัว พร้อมแนะคนเลี้ยงโคนมทำฟาร์มออร์แกนิกขายตลาดเฉพาะกลุ่มเพื่ออยู่รอด

นายพฤฒิ เกิดชูชื่น เจ้าของแดรี่โฮม เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ผู้ผลิตและจำหน่ายนมและผลิตภัณฑ์แปรรูปนมครบวงจร ภายใต้แบรนด์แดรี่โฮม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2564 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยจะเดือดร้อนหนักและอาจจะอยู่รอดกันยาก เนื่องจากต้องเผชิญ 2 ปัญหาใหญ่ ทั้งการเปิดเสรีสินค้านมและผลิตภัณฑ์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ออสเตรเลีย และ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งจะเริ่มเปิดเสรีไม่จำกัดการนำเข้าในปี 2564 และไม่มีภาษีในปี 2568

เวียดนาม-ลาว เลี้ยงโคนมแสนตัว

เจ้าของแดรี่โฮม ยังระบุว่า ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าผู้ผลิตโคนมรายใหญ่ในเวียดนามได้มาร่วมลงทุนกับนักธุรกิจลาวและญี่ปุ่นสร้างฟาร์มโคนมออร์แกนิกกว่า 1 แสนตัวใน สปป.ลาว ถือเป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาล สปป.ลาวส่งเสริมอย่างจริงจัง โดยให้เช่าพื้นที่ทำฟาร์มในราคาถูก

“โปรเจ็กต์นี้น่ากลัวมาก ตอนนี้เราคิดว่านมไทยส่งไปขายได้ที่ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา แต่ถ้าโปรเจ็กต์นี้ประสบความสำเร็จ ประเทศไทยจะขายให้ใคร ที่สำคัญฟาร์มที่ทำเป็นนมออร์แกนิกด้วย ตอนนี้ไม่ใช่แค่แผนการ แต่บริษัทนี้ได้เริ่มลงมือทำแล้ว ทั้งเครื่องจักร และเริ่มเลี้ยงโคนมแล้ว ถ้ารัฐบาลไทยยังไม่เข้ามาดูแลอย่างจริงจังกับเรื่องนี้” นายพฤฒิกล่าว

“ผมว่าเมื่อถึงปี 2568 เมื่อฟาร์มแห่งนั้นแล้วเสร็จสมบูรณ์จะถึงจุดทางแยกใหม่ นมจากฝั่งลาวจะข้ามมาทางฝั่งบ้านเราเป็นตลาดแรก ยิ่งมี FTA สินค้านมทุกอย่างจะถูกนำเข้าอย่างอิสระ ถ้าเหลือจากขายใน สปป.ลาว เวียดนาม และในอาเซียน บริษัทดังกล่าวอาจจะมองตลาดจีน และอาจจะเกิดฟาร์มเพิ่มที่กัมพูชา ยิ่งเป็นฟาร์มที่ขนาดใหญ่สามารถขายในมาร์จิ้นที่ราคาถูกได้ ฉะนั้นโปรดักต์ของบริษัทร่วมทุนเวียดนาม-ลาว-ญี่ปุ่นจะขายนมและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ได้ถูกกว่าบ้านเราก็เป็นไปได้

อนาคตเปิดเสรีสินค้านม

นายพฤฒิกล่าวต่อไปว่า สำหรับการเปิดเสรีสินค้านมและผลิตภัณฑ์บริษัทที่นำเข้ามาแปรรูปจะได้รับอานิสงส์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถซื้อนมมาผลิตเป็นสินค้าได้ในราคาถูก แต่สำหรับเกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากปัจจุบันนมในประเทศมีราคาแพง FTA จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในประเทศไทยนำเข้าวัตถุดิบหรือนมจากต่างประเทศที่ราคาถูกกว่ามาทำเป็นโปรดักต์ได้โดยไม่มีโควตาจำกัดการนำเข้าในปี 2564 และไม่มีภาษีในปี 2568 หมายความว่าโรงงานแปรรูปนมมีอิสระในการเลือกวัตถุดิบจากที่ไหนก็ได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในธุรกิจนมของประเทศไทยเตรียมตัวรับผลประโยชน์ในข้อนี้อย่างเต็มที่ และมีความพร้อมมากกว่าผู้ประกอบการจากประเทศอื่นในอาเซียน เพราะหลายรายต่างเป็นโรงงานคุณภาพ หากมีวัตถุดิบราคาถูกเข้ามาโอกาสที่จะเลือกซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศสูงมาก

“อุตสาหกรรมนมของไทยจะคงเหนื่อย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากต่างประเทศจะได้เปรียบกว่าเกษตรกรไทยเนื่องจากปริมาณการเลี้ยงต่างกัน บ้านเราส่วนใหญ่เลี้ยงฟาร์มละ 15-20 ตัว เพราะไม่มีที่ดินมากนัก โอกาสจะเพิ่มจำนวนโคนมหรือขยายพื้นที่การเลี้ยงแทบจะไม่มีแล้ว แตกต่างจากการเลี้ยงโคนมของฟาร์มในต่างประเทศ แต่ละฟาร์มเลี้ยง 500 ตัว ซึ่งให้ปริมาณน้ำนมได้มากกว่า ฉะนั้นต่อให้ขายราคาถูกก็มีรายได้มากกว่าเกษตรกรไทย ตอนนี้เกษตรกรเลี้ยงโคนมไทยได้มาร์จิ้นอยู่ประมาณ 4 บาทต่อลิตร ถ้าจะสู้กับนมต่างประเทศต้องลดต้นทุนลง แต่ยังไม่เพียงพอให้อยู่รอด เกษตรกรอยู่รอดกันยาก”

นายพฤฒิกล่าวต่อไปว่า วิธีการเดียวที่เกษตรกรจะรอดคือต้องสร้างความแตกต่างในการทำฟาร์มโคนมออร์แกนิกขายราคาแพงกว่าราคานมปกติไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) ซึ่งเป็นโมเดลที่ทำให้อยู่ได้บ้าง เพราะคนที่แสวงหาสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมีเพิ่มขึ้น จึงต้องขยายตลาดนี้ให้โตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยได้เป็นอย่างดี

Vinamilk ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตนม

สำนักข่าว dairyreporter.com รายงานว่า บริษัท Vietnam Dairy Products Joint Stock Company หรือ Vinamilk ซึ่งเป็นผู้ผลิตนมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ในประเทศเวียดนามได้ร่วมกับ Lao-Jagro Development Xiengkhouang Co.,Ltd. (Lao-Jagro) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจลาวและญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งในปี 2558 ได้ผนึกกำลังกันสร้างฟาร์มโคนมผลิตน้ำนมออร์แกนิกด้วยมาตรฐานระดับสากลของยุโรปและอเมริกา เพื่อขายในตลาดเวียดนามและตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมเทคโนโลยีพัฒนาอุตสาหกรรมนมใน สปป.ลาว

โดยฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ราบสูงแขวงเชียงขวาง สปป.ลาว ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นที่ราบสลับเนินเขาเตี้ย คล้ายกับประเทศนิวซีแลนด์ มีโรงงานผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์นมอยู่ในนั้นด้วย

โดยบริษัท Vinamilk เป็นผู้ถือหุ้น 51% จาก Lao-Jagro ตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่ฟาร์ม 20,000 เฮกตาร์ หรือเนื้อที่มากกว่า 1 แสนไร่ เพื่อเลี้ยงโคนมให้ได้ 1 แสนตัว จากเริ่มแรก 24,000 ตัว ซึ่ง Mai Kieu Lien ผู้อำนวยการของ Vinamilk บอกว่า โครงการนี้เป็นแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อพัฒนาฟาร์มให้เป็น “รีสอร์ต” ที่เหมาะสำหรับโคนมโดยเฉพาะ ด้วยการใช้เทคโนโลยี 4.0 และอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรมปศุสัตว์มาใช้ พร้อมนำทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงจาก Vinamilk จากประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นจากทั่วโลกเข้ามาดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการพัฒนาด้านปศุศัตว์ อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมนมใน สปป.ลาวจะประสบความสำเร็จ

สำหรับการดำเนินโครงการในเฟส 1 เริ่มต้นลงทุนที่ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,600 กว่าล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของยุโรปและสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปี 2563 ส่วนมูลค่าการลงทุนในเฟส 2 อยู่ที่ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11,000 กว่าล้านบาท

ด้าน Viet Nam News รายงานว่า การลงทุนสร้างฟาร์มโคนมออร์แกนิกครั้งนี้จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มทักษะและรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันบริษัท Vinamilk มีฟาร์มเป็นของตัวเองอยู่จำนวน 12 แห่ง มีโคนม 130,000 ตัว คิดเป็น 59% ของส่วนแบ่งการตลาดในประเทศเวียดนาม มีศักยภาพสูงและสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน้าเว็บของ Vinamilk ระบุว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2519 หรือกว่า 43 ปีที่ผ่านมา เป็นผู้ผลิตนมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมอันดับ 1 ในประเทศเวียดนาม และติดอันดับ 1 ใน 50 บริษัทนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ นมสด, โยเกิร์ตไอศกรีม, ชีส, นมผงสำหรับผู้สูงอายุ แม่และเด็ก, นมถั่วเหลือง, นมน้ำผลไม้ปั่น, สมูทตี้ชา, อาร์ติโช้ก (atiso) ฯลฯ

ปัจจุบัน Vinamilk จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศออสเตรเลีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2519 และมีสำนักงานใหญ่ในโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม และในอนาคตตั้งเป้าจะก้าวไปเป็นผู้ผลิตนมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมอันดับที่ 30 ของบริษัทผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...