โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จะทำอย่างไร เมื่อความรุนแรงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และบ้านไม่ใช่ Safe Zone ของทุกคน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 เม.ย. 2564 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 11.24 น.

ศิรินภา นรินทร์ : เรื่อง Pixabay : ภาพ

ในช่วงสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันครอบครัวของไทย เรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นกระแสให้พูดถึงมากขึ้นในโลกออนไลน์ จากกรณีของ มีล่า-จามิล่า พันธ์พินิจ นักร้อง อดีตสมาชิกในสังกัดกามิกาเซ่ ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่าถูกน้องชายทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยที่คนในครอบครัวพยายามรักษาความเป็น “ครอบครัว” ไม่ให้เธอแจ้งความดำเนินคดีกับน้องชายที่ก่อเหตุ

เรื่องราวของเธอ ทั้งการโดนทำร้ายร่างกาย และการที่คนในครอบครัวไม่ปกป้องเธอที่เป็นเหยื่อ ทั้งยังโน้มเอียงไปปกป้องผู้ก่อเหตุ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และนำไปสู่การถกพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่อง “ความรุนแรงในครอบครัว” มากขึ้น

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ทำให้บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยในชีวิตของทุกคน ประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ความไม่เข้าใจกัน ความกดดันจากความคาดหวัง การบังคับข่มเหง หลากหลายสาเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” อยากชวนทำความเข้าใจปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ผลกระทบ แนวทางการป้องกัน เพื่อยับยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว และในสังคมของเรา

ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

ความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) คือการทำร้ายร่างกาย จิตใจ บังคับข่มเหง จากบุคคลในครอบครัว อันเกิดมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม การติดการพนัน สุรา ยาเสพติด หรือความเครียดจากเศรษฐกิจ ทำให้ก่อความรุนแรง สร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำ

ปัญหาความรุนแรงในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่มีมานาน และคนในสังคมอาจจะเพิกเฉยต่อความรุนแรงเหล่านี้ โดยมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว

จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว เปิดเผยสถิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวตั้งแต่ปี 2559-2563 มีแนวโน้มสูงขึ้นคิดเป็น 1,400 ราย/ปี และความรุนแรงในครอบครัวส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็กและสตรี จากผลการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2562-เมษายน 2563 พบว่า 87% เป็นความรุนแรงทางร่างกาย 9% เป็นความรุนแรงทางเพศ และ 4% เป็นความรุนแรงทางจิตใจ

ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 66% ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเรื่องความเครียดทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ในครอบครัวและการใช้สารเสพติด ยังมีข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติที่ระบุอีกว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่มีสถิติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การใช้ความรุนแรงในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ในต่างประเทศเองก็เช่นเดียวกัน

Wan Fei ผู้ก่อตั้งองค์กรต่อต้านความรุนแรงในเมืองจิงโจว มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Sixth Tone ว่า นับตั้งแต่จีนล็อกดาวน์ประเทศ ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า และแฮชแท็ก #AntiDomesticViolenceDuringEpidemic ก็ได้รับความนิยมอย่างมากบน Sina Weibo แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน

จากรายงานของ The National Coalition Against Domestic Violence’s Vision (NCADV) พบว่า ในทุก 1 นาทีจะมีผู้หญิงสหรัฐอเมริกาถูกทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว 20 คน และผู้หญิง 1 ใน 4 ผู้ชาย 1 ใน 9 เป็นเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ และขั้นร้ายแรง
ที่สุดของความรุนแรงในครอบครัว คือ มีการใช้อาวุธ ซึ่งคิดเป็น 19%

ในระหว่างการล็อกดาวน์ในสหราชอาณาจักรช่วงที่ผ่านมา The New York Times เผยว่า ผู้หญิง 1.6 ล้านคนต้องประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้นกว่าปกติ เพราะเหยื่อไม่มีช่องว่างที่จะติดต่อเพื่อนหรือหน่วยงานภาครัฐในการขอความช่วยเหลือ เนื่องจากต้องอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงตลอดเวลาในที่พักอาศัย

องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ในระหว่างการล็อกดาวน์มีเด็กและผู้หญิงจำนวนมากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มีความเสี่ยงที่จะประสบกับความรุนแรงจากคู่ของตนเองหรือคนใกล้ชิด โดย 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญกับความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศจากคู่ของตนเอง และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา 18% ของผู้หญิงต้องเผชิญกับความรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จากสถิติในทุกวันจะมีผู้หญิงประมาณ 137 คน เสียชีวิตจากการทำร้ายร่างกายโดยคู่หรือคนในครอบครัว

องค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 24 มีนาคม 2020 ว่า ในช่วงการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีเด็กทั่วโลกหลายร้อยล้านคนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกละเมิด ความรุนแรง การถูกแสวงหาประโยชน์ การถูกกีดกันจากสังคม รวมถึงการถูกแยกจากผู้ปกครอง ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ

เหตุผลที่ผู้ถูกกระทำยอมอดทน

ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมแจ้งความเมื่อพบหรือประสบกับความรุนแรงในครอบครัว โดยมีเพียง 17% เท่านั้นที่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวและร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งเรื่องนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เปิดเผยเหตุผลส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำต้องทนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว 5 ข้อด้วยกัน

1.ความรักความผูกพัน หลังก่อความรุนแรงฝ่ายชายมักจะขอโอกาสเพื่อกลับตัวและจะไม่ใช้ความรุนแรงอีก ด้วยความรักความผูกพันที่มีให้จึงยอมที่จะทน หวังว่าฝ่ายชายจะปรับปรุงตัว

2.อดทนเพื่อลูก ฝ่ายหญิงมักจะคิดว่าถ้าลูกไม่มีพ่อ ลูกจะมีปมด้อย ขาดความอบอุ่น ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของลูกในอนาคต

3.พยายามรักษาความเป็นครอบครัว ด้วยสภาพสังคมที่ปลูกฝังความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก ทำให้ผู้หญิงต้องยอมอดทนต่อความรุนแรง

4.คิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนตัว ค่านิยมที่ว่า ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงอดทนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

5.ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้หญิงหลายคนเมื่อแต่งงานมีลูกแล้ว ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในครอบครัว หากจะเลิกรากับสามีก็กลัวจะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและลูก จึงต้องทนต่อความรุนแรง

แม้ว่าปัจจุบันสภาพสังคมจะเอื้อให้ผู้หญิงสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ แต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นยังมีปัจจัยในเรื่องความสัมพันธ์ และอีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้หญิงในฐานะที่เป็นทั้งแม่และเมียจึงอาจจะถูกคาดหวังจากสังคมให้เป็นผู้แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

บาดแผลทางจิตใจที่สร้างความเจ็บปวดจนยากจะลืม

ข่าวความรุนแรงในครอบครัวพบเห็นได้บ่อยมากขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายการข่าว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนสร้างผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ขาดการดูแลเอาใจใส่กัน และในท้ายที่สุดอาจจะต้องแยกทางกัน

บาดแผลทางร่างกายที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัวยังสามารถรักษาหายได้ แต่บาดแผลในจิตใจที่ฝังลึกจะต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการรักษา หลายคนที่ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวอาจเกิดภาวะป่วยทางจิตจากเหตุรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นสภาวะจิตใจของผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการถูกทำร้ายร่างกาย การถูกข่มขืน ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์โดยตรงและผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม

สำหรับอาการในระยะแรกของโรค PTSD ผู้ป่วยจะเห็นภาพเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ จนทำให้เกิดภาพหลอน ฝันร้าย เกิดความตื่นกลัว ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต ส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยจนนำไปสู่โรคภาวะทางจิตอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคกลัว โรควิตกกังวล รวมไปถึงมีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย การทำร้ายตนเอง หรือหันไปใช้สารเสพติด

เหยื่อความรุนแรงจะหันไปทางไหน ใครช่วยได้บ้าง

ปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องที่หลายองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างตระหนักถึง และร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหา

ในเบื้องต้นหากเกิดการกระทบกระทั่งกันกับบุคคลในครอบครัว ควรพูดคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์นำ หลีกเลี่ยงการพูดจาด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทำกิจกรรมร่วมกันภายในบ้านหรือนอกบ้านระหว่างสมาชิกในครอบครัว เป็นวิธีที่จะช่วยเพิ่มความสามัคคีและลดปัญหาความรุนแรงได้

ความรุนแรงในครอบครัวเมื่อเกิดขึ้นแล้วควรทำอย่างไร ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนในสังคมจะต้องช่วยกันยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้น สำหรับผู้ถูกกระทำพยายามหาคนที่สามารถช่วยเหลือได้ในยามฉุกเฉิน หรือติดต่อหน่วยงานใกล้บ้านที่พร้อมช่วยเหลือ ทั้งสถานีตำรวจ โรงพยาบาล

หากพบเห็นความรุนแรงในครอบครัวสามารถติดต่อหน่วยงานรัฐหรือมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้เข้าไปช่วยเหลือ เช่น สายด่วน 191 หรือสายด่วน 1300 ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคม One Stop Crisis Center (OSCC) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เขียนรายงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความรุนแรงในผู้หญิงช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่า รัฐและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความรุนแรงในครอบครัวที่จะเกิดขึ้น มีหน่วยบริการที่คอยช่วยเหลือรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ซึ่งคนในสังคมควรตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว และผู้ที่ถูกกระทำเองควรติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...