โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อัพเดต 23 ปี รถไฟฟ้าหลากสี 211 กิโลเมตรเชื่อม กทม.-ปริมณฑล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ธ.ค. 2565 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2565 เวลา 05.19 น.

เป็นเวลา 23 ปีเต็มที่คนกรุงเทพฯ มีบริการรถไฟฟ้าให้ใช้สัญจรในการเดินทาง

ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการคมนาคมที่ทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนจากการโดยสารยานพาหนะบนท้องถนน มาเป็นการเดินทางด้วยระบบขนส่งทางรางมากขึ้น

โดย “สนข.-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร” ประเมินว่า ส่วนแบ่งการเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มีการเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2560 เป็น 33% ในปี 2565 และคาดว่าเส้นกราฟจะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2585

ทั้งนี้ สนข.ได้กำหนด “M-Map-แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล” ระยะเวลา 20 ปี (2553-2572) จะมีโครงการรถไฟฟ้า 14 สี ครอบคุลม 553.4 กิโลเมตร จำนวนรวม 362 สถานี แต่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกำหนดให้มีนโยบายเร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟฟ้า 10 สายหลัก จากทั้งหมด 14 สี รวมระยะทาง 464 กิโลเมตร

ปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการใน กทม.-ปริมณฑลครอบคลุม มีระยะทางรวม 210.94 กิโลเมตร จำนวน 11 เส้นทาง หลังจากเปิดให้บริการระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสเส้นทางแรก “สุขุมวิท-หมอชิต-อ่อนนุช” และ “สายสีลม สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน” ระยะทาง 23.5 กิโลเมตร มาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2542 ก่อนจะขยับขยายเส้นทางรถไฟฟ้าเชื่อมต่อไปยังจังหวัดปริมณฑล ทั้งสมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ในเวลาต่อมา

โดยมีผู้ให้บริการหลัก 4 ราย คือ “บีทีเอสซี” ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง, “BEM-บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)” ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง, “รฟฟท.-บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ “ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย” ให้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดง

และ “บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด” ของกลุ่ม ซี.พี. ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ซึ่งรับโอนกิจการจากการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 เพื่อรวมเส้นทางสายนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

สายสีเขียววิ่ง 70 กิโลเมตร

ในส่วนของบีทีเอสซี เปิดให้บริการรถไฟฟ้า 70.1 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 3 จังหวัด “กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ-ปทุมธานี” ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 23.5 กิโลเมตร 24 สถานี คือ สายสีเขียวเข้ม บางครั้งก็เรียกว่า “สุขุมวิทไลน์” เส้นทางหมอชิต-อ่อนนุช กับสายสีเขียวอ่อน (สายสีลม) สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน

และส่วนต่อขยายสายสีเขียว 1 อ่อนนุช-แบริ่ง กับสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 12.75 กิโลเมตร จำนวน 11 สถานี

ทั้งยังเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1 กรุงธนบุรี-คลองสาน 1.8 กิโลเมตร จำนวน 3 สถานี ป้อนคนในเมืองเข้าสู่ไอคอนสยาม อาณาจักรศูนย์การค้าและแหล่งไลฟ์สไตล์ริมเจ้าพระยา

รวมถึงส่วนต่อขยายสายสีเขียว 2 แบริ่ง-เคหะฯ และหมอชิต-คูคต 32 กิโลเมตร จำนวน 25 สถานี ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 เส้นทางนี้เปิดให้บริการฟรีนานกว่า 3 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า กทม.จะเริ่มเก็บค่าโดยสารในอัตรา 14-44 บาท แต่ถึงที่สุดทุกอย่างก็ยังนิ่งอยู่ที่เดิม ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้ง 2 เส้นทางก็ยังคงนั่งฟรี ไม่มีการคิดค่าบริการแต่อย่างใด

ขณะที่กลุ่มบีทีเอสได้ออกมาทวงหนี้จากการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวจาก กทม.ที่ค้างจ่ายวงเงิน 40,000 ล้านบาท

น้ำเงิน-ม่วง-แดง-แอร์พอร์ตลิงก์

ขณะที่กลุ่ม BEM เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 48 กิโลเมตร 38 สถานี ประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางซื่อ กับสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย หัวลำโพง-หลักสอง และบางซื่อ-ท่าพระ 2.รถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-คลองบางไผ่ 23 กิโลเมตร 16 สถานี เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯกับนนทบุรี

ส่วนบริษัท เอเชีย เอรา วัน เปิดให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิ 28.5 กิโลเมตร 8 สถานี เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ที่สถานีมักกะสันกับสมุทรปราการ ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ

และ ร.ฟ.ท.ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต 26.3 กิโลเมตร 8 สถานี เชื่อมต่อกรุงเทพฯกับปทุมธานี และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน บางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กิโลเมตร จำนวน 4 สถานี

2566 เปิดบริการ “ชมพู-เหลือง”

ทั้งนี้ ตามไทม์ไลน์ในช่วง 1-5 ปีหน้า คนกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการเพิ่มอีก 5 เส้นทาง รวมระยะทาง 114 กิโลเมตร แบ่งเป็นปี 2566 เปิดบริการรถไฟฟ้า 2 สี ได้แก่ “สายสีเหลือง” ลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.40 กิโลเมตร 23 สถานี กับ “สายสีชมพู” แคราย-มีนบุรี 34.50 กิโลเมตร 30 สถานี

ทั้งสองโครงการนี้เตรียมเปิดให้บริการเป็นทางการในช่วงกลางปี 2566 หลังจากงานก่อสร้างคืบหน้าเกิน 90%

เจาะรายละเอียด “สายสีเหลือง” งานก่อสร้างโดยรวมคืบหน้าไปแล้ว 97.73% ออกแบบเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือโมโนเรล แบบคร่อมราง มีจุดเริ่มต้นจากบริเวณแยกรัชดา ลาดพร้าว วิ่งไปตามถนนลาดพร้าว บางกะปิ ศรีนครินทร์ ศรีเอี่ยม เทพารักษ์ ก่อนจะไปสิ้นสุดที่สำโรง

ไฮไลต์สายสีเหลืองมี 3 จุดตัดรถไฟฟ้าด้วยกัน ได้แก่ 1.สถานีเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่จุดแยกรัชดา-ลาดพร้าว 2.เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มที่จุดแยกลำสาลี และ 3.เชื่อมต่อกับสายสีเขียวที่สถานีสำโรง

ส่วนสายสีชมพู งานก่อสร้างโดยรวมคืบหน้าไปแล้ว 94% ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว โครงสร้างยกระดับตลอดแนวเส้นทาง เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเขตมีนบุรีและจังหวัดนนทบุรี แนวเส้นทางเริ่มต้นจากถนนรัตนาธิเบศร์ที่ศูนย์ราชการนนทบุรี และแยกแคราย ถนนติวานนท์ แยกปากเกร็ด ถนนแจ้งวัฒนะ แยกหลักสี่ ถนนรามอินทรา แยกมีนบุรี ถนนสุขาภิบาล ไปสิ้นสุดโครงการที่ทางแยกร่มเกล้า

ไฮไลต์สายสีชมพูมี 4 จุดตัดรถไฟฟ้า ได้แก่ 1.เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี 2.จุดตัดรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่สถานีหลักสี่ 3.จุดตัดสถานีวัดพระศรีมหาธาตุเป็นสถานีเชื่อมต่อ (Interchange Station) เพื่อเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่ และ 4.จุดตัดรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตลิ่งชัน-มีนบุรี ที่สถานีมีนบุรี

อีก 3 สายที่กำลังดำเนินการก่อสร้างคือ ส่วนต่อขยายสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี รถไฟฟ้าสายสีชมพู 3 กิโลเมตร ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2565 งานก่อสร้างคืบหน้า 4.05%

ส่วนสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 22.50 กิโลเมตร งานก่อสร้างโยธาคืบหน้า 98.48% และสายสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) 17 สถานี 23.60 กิโลเมตร งานโยธาคืบหน้า 4.30%

ราคาที่ดินเปล่าขยับพรึ่บพรั่บ

“ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. หรือ REIC กล่าวว่า ราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ณ ไตรมาส 3/65 มีค่าดัชนีเท่ากับ 368.8 จุด เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/65 และเพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64

สะท้อนให้เห็นว่ายังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (2558-2562) ก่อนเกิดวิกฤตโควิด โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14.8% ต่อไตรมาสเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 และเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาส 2/65 จากปัจจัยความคืบหน้าด้านการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ

โดยราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในแนวรถไฟฟ้า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 ส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่มีแผนจะพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าในอนาคต ประกอบด้วย

1.รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) เปิดบริการตั้งแต่ปี 2559 ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 โดยเฉพาะราคาที่ดินใน “อำเภอเมืองนนทบุรี-อำเภอบางบัวทอง” ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด

2.รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 5.8% โดยเฉพาะในเขต “หลักสี่-คันนายาว”

3.รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 5.2% โดยปรับเพิ่มขึ้นมากอยู่ในเขต “จตุจักร-บางนา-พญาไท-พระโขนง”

4.รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้น 4.7% โดยปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเขต “บางพลี-ประเวศ-เมืองสมุทรปราการ”

5.รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี) แม้เป็นแผนโครงการบนกระดาษ แต่ก็มีการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 4.4% ราคาเพิ่มสูงสุดอยู่ในพื้นที่ “อำเภอเมืองนนทบุรี-เขตหลักสี่”

รถไฟเชื่อม 3 สนามบินยังนิ่ง

“อาทิตยา เกษมลาวัณย์” หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัยกรุงเทพฯ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CBRE กล่าวว่า องค์ประกอบในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในเมืองไทยของชาวต่างชาติสำหรับซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง จะให้ความสำคัญเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง

ซึ่งประเทศไทยตอบโจทย์การอยู่อาศัยมาก เพราะมีสนามบินนานาชาติถึง 6 สนามบิน และมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการเชื่อมต่อครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จากเดิมที่เปิดให้บริการเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้สัดส่วนของราคาคอนโดมิเนียมในเมืองสูงตามต้นทุนราคาที่ดิน

ทั้งนี้ เมื่อมีการกระจายทำเลการเดินทางออกไปพื้นที่รอบนอก แต่ราคาที่ดินถูกกว่าเมื่อเทียบกับย่านในเมือง ทำให้ราคาคอนโดฯตามแนวรถไฟฟ้าสายใหม่มีราคาย่อมเยาตามไปด้วย กลายเป็นตัวช่วยดึงดูดให้ลูกค้าต่างชาติที่สามารถซื้อได้ถูกต้องตามกฎหมายในสัดส่วน 49% หรือโควตา 49% และมีงบประมาณหลากหลาย สามารถเข้ามาหาซื้อคอนโดฯในเมืองไทยได้มากขึ้น

จุดโฟกัสในช่วงกลางปี 2566 จะมีรถไฟฟ้า 2 สายเปิดให้บริการ คือ “สายสีเหลือง” ลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30 กิโลเมตร 23 สถานี กับ “สายสีชมพู” แคราย-มีนบุรี 35 กิโลเมตร 30 สถานี

ล่าสุดอยู่ระหว่างทดสอบการเดินรถเสมือนจริง (Trial Run) ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 เป็นเวลา 3 เดือน คาดว่าจะเปิดให้บริการตลอดเส้นทางทั้ง 2 สายภายในกลางปี 2566

ส่วนอภิโปรเจ็กต์ “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ได้แก่ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ระยะทาง 220 กิโลเมตร แนวเส้นทางวิ่งผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด “กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ-ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา” จำนวน 9 สถานี ได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีบางซื่อ สถานีมักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และสถานีอู่ตะเภา

ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มลงมือก่อสร้าง ตามแผนจะเปิดให้บริการในปี 2569 ล่าสุดขยายเวลาออกไปเป็นปี 2572 เนื่องจากการเจรจาลงลึกรายละเอียดระหว่างภาครัฐและเอกชนยังไม่ได้ข้อยุติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...