โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่อง ‘เพื่อนบ้าน’ ย้อนดูไทย ดูสถานการณ์ลิขสิทธิ์บอลโลก 2022

VoiceTV

อัพเดต 16 พ.ย. 2565 เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2565 เวลา 09.39 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

‘วอยซ์’ ชวนจับตาดูความคืบหน้ากรณีการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน พร้อมกลับย้อนมาดูสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งยังคงมีความไม่ชัดเจน ในขณะที่นัดแรกของฟุตบอลโลกกำลังจะเริ่มเตะในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ประเทศอื่นจ่ายแพงแค่ไหนเพื่อดูฟุตบอลโลก?

ปัจจุบันนี้ 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ยกเว้นประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย 2 ประเทศล่าสุดที่ฟีฟ่าประกาศชื่อผู้ถือลิขสิทธิ์ ได้แก่ ลาว และเมียนมา โดยสำหรับประเทศลาวบริษัทที่ถือลิขสิทธิ์คือ Satellite Co., Ltd-Laos ซึ่งได้ออกมาเปิดเผยว่าจะทำการถ่ายทอดสดในทุกช่องทาง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และบริการสตรีมมิ่งบนอินเทอร์เน็ต ในขณะที่บริษัท SKY NET เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ในเมียนมา และจะมีการถ่ายทอดสดให้ชมครบทั้ง 64 คู่

ส่วนในประเทศมาเลเซีย ผู้ถือลิขสิทธิ์นั้นเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งซื้อลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดมาด้วยราคา 948 ล้านบาท โดยชาวมาเลเซียสามารถรับชม 41 นัด จากทั้งหมด 64 นัดได้ฟรีผ่านช่อง RTM ซึ่งเป็นช่องบริการสาธารณะประจำชาติมาเลเซีย ในขณะที่ชาวเวียดนามสามารถรับชมการแข่งขันทั้ง 64 นัดได้ผ่านช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล ซึ่งได้ซื้อลิขสิทธิ์มาในราคา 532 ล้านบาท

ในมาเลเซียและเวียดนามมีผู้ถือลิขสิทธิ์ฉายบอลโลกเป็นช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล ในส่วนกรณีของสิงคโปร์นั้น มีการซื้อลิขสิทธิ์ผ่านการลงทุนของกลุ่ม StarHub, Singtel และ Mediacorp ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน โดยมีเพียง Mediacorp ที่มีบริษัทเทมาเส็ก ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นเจ้าของ โดยทั้ง 3 บริษัทได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาในราคา 984 ล้านบาท ซึ่งจะทำการถ่ายทอดผ่านบริการสตรีมมิ่งที่คิดค่าบริการ 2,636 บาท สำหรับการรับชมการแข่งขันครบทั้ง 64 นัด นอกจากนี้ ชาวสิงคโปร์ยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟรีได้ใน 9 นัดสำคัญผ่านทางช่องของ Mediacorp อีกด้วย

กฎ Must Have และ Must Carry คืออะไร?

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ทางฟีฟ่าคิดกับประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูงมากยิ่งกว่าประเทศใหญ่ๆ อย่างอินโดนีเซียเสียอีก เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว จำเป็นต้องรู้จักกับกฎเกณฑ์ของกสทช. ที่เป็นงูรัดคออย่างกฎ Must Have และ Must Carry ก่อน

กฎ Must Have หมายถึง ข้อกำหนดของกสทช. ที่ระบุให้รายการกีฬาทั้งหมด 7 รายการ เช่น โอลิมปิกเกมส์ เอเชียนเกมส์ และรวมถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จำเป็นต้องฉายทางช่องฟรีทีวีเท่านั้น ห้ามฉายผ่านบริการบอกรับสมาชิกอย่างช่องดาวเทียมหรือเคเบิลต่างๆ ที่จำเป็นต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติมเพื่อเข้าชม ในขณะที่กฎ Must Carry ระบุให้ผู้ประกอบการกิจการแบบบอกรับสมาชิก จำเป็นต้องนำช่องทีวีไปฉายในบริการของตนด้วย

ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎดังกล่าวใรประการแรก คือ มันทำให้กลุ่มทุนที่ประกอบการด้านสื่อโทรทัศน์จะขาดแรงจูงใจในการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกไปฉาย แต่อีกผลกระทบหนึ่งที่สำคัญ คือ ทำให้ฟีฟ่าเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการฉายฟุตบอลโลกในราคาที่สูง เนื่องจากถือว่าหากนำมาฉายในไทยแล้ว การแข่งขันจะถูกถ่ายทอดพร้อมกันในหลายช่องทาง ทั้งทางฟรีทีวีที่มีหลายช่อง และทางช่องของบริการตอบรับสมาชิกต่างๆ อีก

กฎ Must Have และ Must Carry บังคับใช้ในปี 2556 ซึ่งในขณะนั้นบริษัทอาร์เอสได้ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อฉายฟุตบอลโลก 2014 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กสทช. ในขณะนั้นบังคับให้อาร์เอสต้องฉายฟุตบอลโลกผ่านทางฟรีทีวีด้วย จึงทำให้อาร์เอสฟ้องร้องกสทช. ต่อศาลปกครอง ซึ่งจบลงที่การที่ศาลพิพากษาให้อาร์เอสไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครบทุกนัด เนื่องจากถือว่าอาร์เอสได้ทำสัญญากับฟีฟ่าก่อนที่จะมีการออกกฎดังกล่าวขึ้น จึงไม่สามารถบังคับใช้ได้ ในขณะที่ในการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นจากการร่วมลงทุนโดยบริษัทเอกชน 9 บริษัทและรัฐบาล โดยมีบริษัททรูเป็นตัวแทนเจรจา

ทำไมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในครั้งนี้จึงมีปัญหา?

ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่กำลังจะมีขึ้นในอีก 5 วันข้างหน้า ยังไม่มีเอกชนรายใดที่เสนอตัวว่าจะซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันเข้ามาฉาย ในขณะที่ พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลจะให้ กสทช. เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเข้ามาฉายเอง ทั้งนี้ ค่าลิขสิทธิ์การฉายฟุตบอลโลกจะอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก แต่เหตุผลของฟีฟ่าวางอยู่บนฐานที่ว่าประเทศไทยมีช่องทางในการถ่ายทอดฟุตบอลโลกมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎ Must Have และ Must Carry นั่นเอง

เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว กสทช. มีมติในวันที่ 9 พ.ย. จะนำเอางบประมาณที่อยู่ใน “กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” (กทปส.) มาจ่าย ประเด็นนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากวัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว คือ การพัฒนาสื่อมวลชนของประเทศ การพัฒนาให้เกิดการเข้าถึงสื่อ และการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดฟุตบอลโลกแต่อย่างใด

กสทช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร?

ในวันที่ 9 พ.ย. ก่อนการลงมติขอ งกสทช. ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการบิดเบือนกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากวัตถุประสงค์ของกองทุนตามกฎหมายนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาฉายแต่อย่างใด ศิริกัญญายังกล่าวอีกว่า กสทช. จำเป็นต้องซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าวเพียงเพราะ “ใบสั่งของใครบางคน”

ศิริกัญญายังกล่าวถึงกรณีที่ในอดีตที่ผ่านมา คณะ คสช. เคยใช้อำนาจในมาตรา 44 ในการแก้กฎหมายให้กระทรวงการคลังสามารถกู้ยืมเงินจาก กทปส. ได้โดยไม่ต้องจ่ายคืน ว่าถือเป็นการ “ล้วงเอาเงินที่ตัวเองไม่ได้มีอำนาจที่จะใช้” จนกระทั่ง “ติดนิสัย” ของรัฐบาล ทั้งนี้ ทางออกของศิริกัญญา คือ การให้ กสทช. ทำการแก้ไขกฎ Must Have และ Must Carry ซึ่งจะทำให้สามารถต่อรองราคาค่าลิขสิทธิ์กับฟีฟ่าได้ในราคาที่ถูกลง และทำให้เอกชนมีแรงจูงใจในการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเข้ามาฉายได้ทันการแข่งขันในรอบลึกและรอบชิงชนะเลิศ

ความเห็นของศิริกัญญาตรงกันกับความเห็นของ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต หนึ่งในกรรมการ กสทช. ที่ชี้ว่า กฎ Must Have ไม่ได้ระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของ กสทช. ที่จะต้องจัดหารายการตาม 7 ประเภทกีฬาสำคัญมาฉายแต่อย่างใด กฎดังกล่าวระบุเพียงแค่ว่า หากมีกรณีที่เอกชนรายใดนำการแข่งขันฟุตบอลโลกเข้ามาฉาย กสทช.มีหน้าที่ในการกำกับดูแลให้เอกชนจำเป็นจะต้องฉายรายการดังกล่าวบนช่องฟรีทีวีควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ ศ.ดร.พิรงรองมีความเห็นว่า หากจะต้องมีหน่วยงานรัฐใดที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกจริงๆ หน่วยงานนั้นควรเป็นกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ตามกฎหมายในการส่งเสริมกิจกรรมการกีฬาให้แก่ประชาชน

ในขณะที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสื่อหลายคนได้มีการแถลงการณ์ร่วมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกสทช. ในกรณีดังกล่าวเช่นกัน โดยกล่าวว่าฟุตบอลโลกเป็น “ประเภทกีฬาเฉพาะกลุ่มที่มีคนไทยให้ความสนใจจำนวนกลุ่มหนึ่ง และคนไทยไม่ได้มีส่วนร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งนี้ด้วย” ซึ่งไม่ได้เข้าข่ายกรณีที่จะใช้เงินจากกองทุน กทปส. ได้ อีกทั้งในขณะนี้ เงินในกองทุนกทปส. คงเหลือเพียง 2,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งหากต้องนำไปใช้ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก อาจเหลือไม่พอใช้ปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างการเพิ่มระดับการเข้าถึงสื่อมวลชนของผู้ด้อยโอกาส

ในขณะที่ กสทช.ยังคงมีปัญหาคาราคาซังในกรณีควบรวมกิจการทรู-ดีแทค ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนตั้งคำถามและติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ องค์กรเจ้าปัญหาก็ได้ก่อเรื่องใหม่อีกครั้งในกรณีลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก โดยการวางแผนบิดเบือนกฎหมายเพื่อกู้เงินจากกองทุน กทปส. โดยมิชอบ เพียงเพราะใบสั่งจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ตรงจุดนี้ก็มีที่มาเพียงเพราะคำพูดของผู้มีอำนาจคนนั้นที่ไม่ต้องการรบกวนเงินทุนจากเอกชนในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก

ท้ายที่สุด อาจต้องมีการตั้งคำถามว่า ประชาชนอยู่ตรงไหนในความวุ่นวายดังกล่าว หาก พล อ. ประวิตร “ไม่อยากรบกวนเอกชน” ในการลงทุนจริง แล้วการนำเงินจากกองทุนที่สามารถนำไปใช้พัฒนาสื่อมวลชนในประเทศซึ่งมีที่มาจากเงินภาษีนั้น ไม่ยิ่งเป็นการ “รบกวนประชาชน” ผู้ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในความขัดแย้งดังกล่าวแทนหรือ?

เรียบเรียงโดย ภีมพศ สีมาวุธ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...