โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CBDC คืออะไร รู้จักอนาคตของเงินบาท บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

The Story Thailand

อัพเดต 10 มี.ค. 2566 เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2566 เวลา 06.54 น.

เมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกของการเงิน แล้ว CBDC คืออะไร ทำไมถึงสร้างขึ้นบนบล็อกเชน เรามารู้จักกับ CBDC พร้อมกับประโยชน์ของมันในบทความนี้กันได้เลย

CBDC คืออะไร?

CBDC ย่อมาจาก Central Bank Digital Currency ซึ่งก็คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง แมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเหมือนกับเงินสด โดยมีเทคโนโลยีพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังอย่างบล็อกเชน (Blockchain)

ปัจจุบัน ในบางประเทศอย่างเช่นจีนได้เริ่มทดลองใช้ CBDC แล้ว โดย CBDC ของจีนก็คือเงินหยวนดิจิทัล (Digital Yuan) นั่นเอง และประเทศอื่น ๆ ก็กำลังเดินหน้าวิจัยและพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยเองที่กำลังพัฒนาเงินบาทดิจิทัล (Digital Baht) ภายใต้ชื่อโครงการอินทนนท์

ไทยพาณิชย์ จับมือ ธปท. ทดสอบการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล

ทำไม CBDC ถูกสร้างบนเทคโนโลยีบล็อกเชน

ข้อดีหลักของการใช้บล็อกเชนกับ CBDC คือให้ความปลอดภัยและความโปร่งใส เนื่องจากบล็อกเชนเป็นสมุดบัญชีแบบกระจายอำนาจ จึงไม่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานเดียว หมายความว่าบล็อกเชนจะทนทานต่อการปลอมแปลงและการฉ้อโกง บล็อกเชนจึงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสำหรับการจัดเก็บและจัดการข้อมูลทางการเงิน

การใช้บล็อกเชนสำหรับ CBDC ยังมีข้อดีอีก คือการทำธุรกรรมที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยธุรกรรมบล็อกเชนได้รับการประมวลผลแบบเรียลไทม์ หมายความว่าสามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที เมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่อาจใช้เวลาหลายวันจึงจะเสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับการโอนเงินข้ามประเทศ

นอกจากนี้ CBDC ยังสามารถถูกใช้เพื่อพัฒนาการเข้าถึงการเงินของกลุ่มคนด้อยโอกาสในประเทศที่ ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือมีสาขาธนาคารน้อย ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานได้ CBDC สามารถช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าถึงการชำระเงินแบบดิจิทัลและบริการทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทั้งการเงินและคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้นั่นเอง

CBDC กับความท้าทายในการนำมาใช้จริง

CBDC ยังมีความท้าทายบางอย่างสำหรับการนำมาใช้จริง หนึ่งในนั้นคือการทำให้มั่นใจว่า CBDC ปลอดภัยการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจาก CBDC เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จึงมีความเสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์และการแฮ็ก จึงมีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อป้องกันการเข้าถึงระบบ CBDC โดยไม่ได้รับอนุญาต

ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือการทำให้มั่นใจว่า CBDC ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน เนื่องจาก CBDC เป็นแนวคิดใหม่ และอาจต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อให้ผู้คนคุ้นเคยกับการใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน รัฐบาลและธนาคารกลางจะต้องให้ความรู้แก่สาธารณชนและสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้ CBDC กันมากขึ้น

ธนาคารกลางแห่งราชอาณาจักรภูฏาน นำร่องสร้างสกุลเงินดิจิทัล (CBDC)

ความคืบหน้าของ CBDC ในประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สำรวจแนวคิดของ CBDC มาตั้งแต่ปี 2018 และได้เปิดตัวโครงการอินทนนท์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาตัวต้นแบบของ CBDC ในภาคขายส่งโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่น ๆ

ล่าสุด เมื่อปี 2022 ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยได้ประกาศว่าจะเริ่มทดลองใช้ CBDC ในระดับพื้นฐาน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยกับกลุ่มตัวอย่าง 10,000 คน และธนาคารยักษ์ใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด โดยจะเริ่มช่วงปลายปี 2022 ไปจนถึงกลางปี 2023

สำหรับข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CBDC ของประเทศไทย สามารถติดตามเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

สรุป

CBDC คือสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ถูกออกแบบเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชน CBDC มีศักยภาพในการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยให้ผู้คนเข้าถึงการเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการนำ CBDC มาใช้งานจริง ซึ่งรัฐบาลต้องร่วมมือกับธนาคารกลางและภาคเอกชนเพื่อให้ความรู้และสร้างแรงจูงใจรู้แก่ประชาชนให้หันมาใช้ CBDC

อ้างอิง Bitkub Blog, ธนาคารแห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...