โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลหะปราสาทกับความรู้สึกที่เพิ่งสร้าง : จากคัมภีร์มหาวงษ์ วัดต้องสาป และความหมายใหม่หลังรื้อเฉลิมไทย (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2566 เวลา 02.00 น.

ภาพของโลหะปราสาท วัดราชนัดดาราม ที่มีลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์อยู่ด้านหน้า ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภาพจำที่สำคัญภาพหนึ่งของพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

เป็นเสมือนภาพแห่งการเดินทางเข้าสู่พื้นที่เมืองเก่า หรือกล่าวให้ชัดก็คือ เป็นดั่งภาพสัญลักษณ์ของ “ประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์”

เมื่อถนนราชดำเนินกลางถูกตัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้ถนนสายนี้จะกลายมาเป็นถนนแกนหลักในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ แต่กระนั้นก็ยังมิได้ทำให้สถานะของพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศมีความหมายที่พิเศษของการเป็น“ประตู” แต่อย่างใด

ความเปลี่ยนแปลงทางความหมายเริ่มขึ้นเมื่อมีการเลือกพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นสถานที่ประกอบพิธีมอบกุญแจเมืองให้แก่ประมุขต่างประเทศที่มาเยือนกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ

จากข้อมูลของกรุงเทพมหานคร พิธีมอบกุญแจเมือง เป็นพิธีใหม่ เกิดขึ้นครั้งแรก พ.ศ.2504 เมื่อคราวที่ประธานธิบดีซูการ์โนแห่งอินโดนีเซียเดินทางมาเยือนประเทศไทย

แต่น่าสังเกตว่าในครั้งนั้นพิธีมอบกุญแจเมืองถูกจัดขึ้นที่สถานีรถไฟจิตรลดา โดยมีรัชกาลที่ 9 ทรงรอรับพระราชอาคันตุกะอยู่ ณ ที่นั่นด้วย จนในเวลาต่อมา พิธีมอบกุญแจเมืองได้ถูกย้ายมาจัด ณ ปะรำพิธีชั่วคราวของเทศบาลนครกรุงเทพ ณ บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศแทน

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความหมายใหม่ให้แก่พื้นที่บริเวณนี้ในฐานะของ “ประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์”

เมื่อพื้นที่นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประตูเมือง มีบทบาทในฐานะของการเป็นภาพปรากฏแรกในเชิงความหมายของการก้าวเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ ความรู้สึกคาดหวังในแง่ของความสวยงามที่ต้องทำหน้าที่เป็นภาพตัวแทนของกรุงรัตนโกสินทร์จึงเริ่มเกิดขึ้น

แต่ทัศนียภาพหลักเมื่อขับรถเข้ามาในพื้นที่ ณ ขณะนั้น (ทศวรรษ 2510-2520) กลับเป็นโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย สิ่งก่อสร้างหน้าตาสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นในยุคคณะราษฎร

ซึ่งในทัศนะกระแสหลักของสังคมไทยเวลานั้น (แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่) คืออาคารที่มีหน้าตาน่าเกลียด

ยิ่งเมื่อมีแนวคิดในการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2510 ที่ตามมาด้วยการก่อตั้ง“คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์” ในเวลาต่อมา ความคิดว่าด้วยการสร้างทัศนียภาพที่เน้นความยิ่งใหญ่ของวัด วัง คูน้ำ กำแพงเมือง แบบโบราณ ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

ภายใต้กระบวนการทางความคิดดังกล่าวที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้นหลัง พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ได้นำมาสู่ความรู้สึกที่อยากจะรื้อเฉลิมไทยเพื่อเปิดมุมองทางสายตาไปสู่โลหะปราสาท ที่เหมาะสมมากกว่าในฐานะของการเป็นสัญลักษณ์แรกของการเดินทางเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์

ตัวแทนความรู้สึกนี้ คงไม่มีอะไรที่ชัดเจนมากไปกว่า ข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่กล่าวถึงการรื้อศาลาเฉลิมไทย ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2532 ความตอนหนึ่งว่า

“…การสร้างศาลาเฉลิมไทย ณ ที่นั้น เป็นการปิดบังวัดราชนัดดาโดยสิ้นเชิง…แทนที่จะเห็นวัดราชนัดดาอันเป็นสิ่งสวยงามกลับแลเห็นโรงหนังเฉลิมไทยอันเป็นโรงมหรสพและมีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ซึ่งต่ำทรามกว่าวัดราชนัดดาเป็นอย่างยิ่ง…”

ในที่สุด เฉลิมไทยก็ถูกรื้อลงเมื่อ พ.ศ.2532 เผยให้เห็นโลหะปราสาทอย่างชัดเจนแทนที่

ตามมาด้วยการสร้างลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์และพลับพลาจตุรมุขขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีมอบกุญแจเมือง (รวมถึงพิธีอื่นๆ บ้างครั้งคราว) มาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกของสังคมที่มีต่อโลหะปราสาทตามที่กล่าวมา เป็นความรู้สึกอย่างใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างเร็วที่สุดเพียงแค่ราวกลางทศวรรษที่ 2510 เท่านั้น โดยสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของความหมาย “ประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์” และการเกิดขึ้นของแนวคิดว่าด้วย “เมืองเก่า” ที่ถูกสร้างขึ้นในสังคมไทยผ่าน “คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์” ตามที่กล่าวมาข้างต้น

ที่สำคัญ (ซึ่งหลายคนไม่น่าจะทราบ) คือ วัดราชนัดดาราม แท้จริงเป็นวัดหลวงขนาดใหญ่ที่มีชะตากรรมที่แปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อ โดยนับตั้งแต่เริ่มสร้างในปี พ.ศ.2389 มาได้เพียงราว 5 ปี เมื่อรัชกาลที่ 3 สวรรคตลงในปี พ.ศ.2394 การก่อสร้างทั้งหมดภายในวัดก็หยุดชะงักลง

แทบไม่มีการก่อสร้างที่มีนัยยะสำคัญอีกเลยนับตั้งแต่นั้น (มีเพียงเล็กน้อยในช่วงสมัยของพระประสิทธิ์สุตคุณ เป็นเจ้าอาวาสเท่านั้น) จนมาถึงราว พ.ศ.2506 จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่รวมถึงก่อสร้างโลหะปราสาทต่อมาจนแล้วเสร็จ

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี นับตั้งแต่รัชกาลที่ 3 สวรรคต โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 วัดราชนัดดารามมีสถานะเป็นดั่ง “วัดต้องสาป” ที่ไร้การเหลียวแล กฐินหลวงก็ไม่มี เจ้านายชั้นสูงก็ไม่เสด็จไปที่วัด

แม้เมื่อมีการตัดถนนราชดำเนินแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเผยให้เห็นทัศนียภาพของโลหะปราสาทในมุมมองใหม่ที่สามารถยกระดับให้กลายมาเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองได้ แต่ก็ปรากฏว่ามิได้เป็นเช่นนั้น

รัชกาลที่ 5 มิได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างโลหะปราสาทต่อให้แล้วเสร็จแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้เป็นเสมือนซากโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างกลางพระนครอยู่ริมถนนราชดำเนินกลางอยู่นั่นเอง

ทั้งๆ ที่โลหะปราสาท (ภายหลังการตัดถนนราชดำเนิน) ได้กลายมาเป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ถนนอย่างมาก และสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทันทีเมื่อข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศมา

นอกจากนี้ ภาพถ่ายถนนราชดำเนินหลายต่อหลายมุมที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเผยให้เราเห็นบรรยากาศของบ้านเมืองสองข้างทางถนนราชดำเนิน

หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่า แทบไม่ปรากฏภาพถ่ายมุมที่มองเห็นโลหะปราสาทเลย (มีบ้างแต่น้อยมากจนน่าสังเกต)

ส่วนภาพถ่ายที่ปรากฏโลหะปราสาทอยู่ในเฟรม โดยเฉพาะภาพที่มองมาจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยมีโลหะปราสาทเป็นจุดรวมสายตาหลัก ก็แทบมิได้ถูกถ่ายให้เราเห็นเลย

นั่นก็แสดงว่า มุมมองที่ต้องการให้โลหะปราสาทเป็นจุดหมายตาสำคัญเมื่อข้ามสะพานผ่านฟ้าฯ มาแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในความคิดของคนในสมัยรัชกาลที่ 5 (รวมถึงรัชกาลที่ 5 เองด้วย) และไม่เคยเป็นมุมมองที่สลักสำคัญอะไร

ดังนั้น ความต้องการอยากเห็นโลหะปราสาทในมุมที่มองมาจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จึงเป็นเพียง “ความรู้สึกที่เพิ่งสร้าง” ที่มาพร้อมกับความรู้สึกของสังคมไทยยุคหลัง พ.ศ.2500 ที่เริ่มให้ความสำคัญต่อโลหะปราสาทมากขึ้น จากที่ในยุคก่อน พ.ศ.2500 โลหะปราสาทมิได้มีสถานะที่พิเศษอะไรนัก

ด้วยประวัติศาสตร์ที่แปลกประหลาดของสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญที่สังคมไทยเพิ่งจะมาภูมิใจได้ไม่นาน (เพียงราว 50 กว่าปี) ในฐานะโลหะปราสาทหลังที่ 3 ของโลก ต่อจาก‘มิคารมาตุปราสาท’ โลหะปราสาทหลังแรก ในประเทศอินเดียที่สร้างโดยนางวิสาขา และต่อจากโลหะปราสาทหลังที่สองในลังกาที่สร้างโดยพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย

บทความนี้ ผมจึงอยากลองมองย้อนกลับไปทบทวนดูประวัติศาสตร์ความรู้สึกของสังคมไทยที่มีต่อโลหะปราสาทและวัดราชนัดดาราม นับตั้งแต่ยุคแรกสร้างโดยรัชกาลที่ 3 ที่ต้องการสถาปนาโลหะปราสาทอันยิ่งใหญ่ขึ้นในพระนคร โดยมีต้นแบบมาจากโลหะประสาทของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย ตามเนื้อความที่ปรากฏในคัมภีร์มหาวงษ์

เรื่อยมาจนถึงการเป็น“วัดต้องสาป” ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ที่ทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดหลวงที่อาภัพ ยาวนานกว่า 100 ปี

จนสุดท้าย ภายใต้การกลายความหมายมาเป็นพื้นที่ประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์ ที่พ่วงมาด้วยความรู้สึกเกลียดมรดกสถาปัตยกรรมคณะราษฎร และการถือกำเนิดขึ้นของทัศนะแบบคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้ทำให้โลหะปราสาทวัดราชนัดดารามถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

การพิจารณาในประเด็นดังกล่าว ผมเชื่อว่าจะช่วยทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของโลหะปราสาทและพื้นที่เมืองในอาณาบริเวณดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น รวมถึงจะช่วยให้เข้าใจความพยายามในการรื้อถอนเฉลิมไทยได้อย่างรอบด้านตามไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...